(รีวิวหนังสือ) Factotum: งานบัดซบ การเป็นทาสไม่มีวันลบล้างได้
Factotum* เป็นนวนิยายลำดับที่สองของชาร์ลส์ บูคาวสกี นักเขียนชาวเยอรมัน-อเมริกัน ที่นิตยสาร Time เคยตั้งฉายาให้แกว่า "นักเขียนเอกแห่งชีวิตอเมริกันชั้นต่ำ"

หลังจากที่ได้อ่านนวนิยายเล่มนี้จบ ก็ต้องบอกว่า ชอบมากๆ ชอบภาษาเขา--หมายรวมถึงสไตล์หรือวิธีการเขียน--อยากให้ทุกคนได้อ่าน จะรู้สึกถึงความพิเศษ ตั้งแต่ประโยคแรกจนถึงประโยคสุดท้าย ถ้าเปรียบเหมือนอาหาร ก็คงเป็นอาหารที่มีความชุ่มช่ำทุกคำ

เวลาอ่านก็รู้สึกอินไปกับเรื่องราวเขา อ่านแล้วรู้สึกว่า การทำงานเป็นลูกน้องเป็นเรื่องที่โคตรบัดซบ แล้วมันก็ทำให้ผู้คนบัดซบตามกันไปด้วย...

เคยรู้สึกมั้ย แบบว่า รอบตัวมีแต่เรื่องบัดซบ มีความบัดซบเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร...

ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดู อ่านให้จบ แล้วจะรู้เองว่าจะจัดการกับมันอย่างไร

พูดถึงเรื่องบัดซบในการงาน มีข้อเขียนอยู่ชิ้นหนึ่งของบูคาวสกี ที่อยากจะเอามาแชร์มาให้อ่าน มันเป็นจดหมายที่บูคาวสกีเขียนเมื่อปี 1986 ถึงจอห์น มาร์ติน ผู้ก่อตั้ง สนพ. Black Sparrow Press--สนพ. ที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้น่ะนะ--เพื่อขอบคุณและบรรยายถึงความรู้สึกหลังจากที่มาร์ตินได้แจ้งกับเขาว่า จะจ้างให้เขาลาออกจากงานมาเขียนหนังสืออย่างเดียว โดยจะให้เงินจำนวน 100 ดอลลาร์ ทุกเดือน--ซึ่งคำนวณเงินเฟ้อเทียบกับปัจจุบัน ก็ตกอยู่ราวๆ 235 ดอลลาร์--ไม่มาก แต่ก็พออยู่ได้อยู่นะ... ข้อความในจดหมายมีดังนี้ :

[...] ขอบคุณสำหรับข่าวดี คุณรู้อยู่แล้วว่า ผมมาจากที่แบบไหน มีคนมากมายพยายามจะเขียนถึงหรือสร้างเป็นหนัง แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจ พวกเขาเรียกว่า "เข้า 9 ออก 5" แต่มันไม่เคยจะ 9 หรือ 5 เลยสักครั้ง ไม่มีแม้กระทั่งของว่าง ความจริงแล้ว

หลายๆ ที่ยังคงให้คุณทำงาน ไม่มีพักเที่ยง ไหนจะเรื่องทำงานเกินเวลาอีกล่ะ เมื่อไรที่คุณปริปากบ่น ก็จะมีไอ้งั่งอีกตัวโผล่มาทำงานแทนคุณ จำที่ผมพูดได้ใช่มั้ย 'การเป็นทาสไม่มีวันลบล้างได้ มีแต่จะขยายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า'

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือมันลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างเต็มเปา มนุษย์ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อรักษางานของพวกเขาเอาไว้ ทั้งๆ ที่ไม่ต้องการมันเลย แต่ก็กลัวทางเลือกที่แย่กว่า ผู้คนต่างยอมจำนน มีเพียงร่างที่ประหวั่นพรั่นพรึง กับจิตใจที่ยอมอยู่ใต้โอวาท ขี้ขลาดตาขาว จากเสียงที่เคยเปร่งออกมาสดใส ถูกกลืนกลายเป็นเสียงที่อุบาทว์ ผมเพ้า เล็บมือ รองเท้า ทุกอย่างดูอุบาทว์ไปหมด ในฐานะคนหนุ่ม ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ผู้คนจะยอมสละชีวิตของตนให้กับเงื่อนไขเหล่านั้นได้

หรือจะในฐานะชายชรา ผมก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า พวกเขาทำไปเพื่ออะไร? เซ็กส์? ทีวี? รถยนต์ที่ต้องผ่อนจ่ายทุกเดือน? ลูกหลาน? ลูกหลานที่กำลังจะทำสิ่งเดียวกับที่พวกเขาทำ?

เมื่อก่อน สมัยที่ยังหนุ่ม ผมตระเวนทำงานไปทั่ว โง่เขลาพอที่ได้แต่พร่ำบ่นพูดกับเพื่อนร่วมงานว่า 'เฮ้ พวกนายรู้กันบ้างมั้ยเนี่ยว่า ไอ้เวรนั่นสามารถเข้ามาแล้วไล่ทุกคนที่นี่ออกได้ตลอดเวลา?' พวกเขาแค่จ้องหน้าผม อาจจะครุ่นคิดหรือไม่ในสิ่งที่ผมพูด เรื่องที่ไม่แม้แต่จะยอมเปิดใจรับฟัง กระทั่งเริ่มมีการเลย์ออฟคนงานครั้งใหญ่ คนนับร้อยนับพันได้แต่อึ้ง แล้วพูดกันว่า : 'ฉันทำงานที่นี่มา 35 ปีแล้ว' 'นี่มันไม่ถูกต้องเลยนะ' 'ฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี...'

ผมแค่เขียนด้วยความรังเกียจต่อทั้งหมดทั้งมวล มันเป็นความโล่งใจที่ได้เอาสิ่งที่บัดซบเหล่านั้นออกจากชีวิต ตอนนี้ผมอยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่า นักเขียนอาชีพ โชคเข้าข้างแล้ว ผมได้ออกจากสถานที่เหล่านั้น ไม่ว่าจะนานแค่ไหน รู้แค่ว่าตอนนี้ผมรู้สึกถึงความสุขใจ สุขกายสบายใจในปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นกับผม [...]

จากข้อความในจดหมาย ทำให้ผมหวนคิดถึงประโยคหนึ่งที่บูคาวสกีเคยกล่าวว่า "หาสิ่งที่รักแล้วปล่อยให้มันฆ่าคุณเสีย" อย่างน้อย สุดท้ายแล้ว คุณก็จะตายไปกับสิ่งที่คุณรัก การงานงานที่คุณรัก ดีกว่าทนอยู่ในองค์กรหรือสังคมที่คุณเกลียด ทุกคนมีสิทธิ์เลือกที่จะมีชีวิตอย่างที่ใจปรารถนา แต่ก่อนอื่นเลยนั้น เราอาจต้องสำรวจตัวเองกันก่อนว่า จริงๆ แล้วเราชอบหรือรักที่จะมีชีวิตไปในทางไหน

*ดูรายละเอียดหนังสือเพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้ https://en.wikipedia.org/wiki/Factotum_(novel)
SHARE
Writer
Phoomanee
time traveller
(ノ≧ڡ≦)

Comments

imonkey7
12 days ago
จับแปล
Reply
Phoomanee
9 days ago
ต้นเดือนมกราได้อ่านแน่นอน เจียดเงินซื้อหาได้เลยครับ