คนที่ไว้ใจ... ร้ายที่สุด

🎶 เมื่อฉันบอกว่ารัก นั่นคือหมดหัวใจ
และหวังฝากชีวิต กับเธอนั้นไปจนตาย
แต่ฉันถูกทำร้าย ด้วยมือคนที่ฉันเชื่อใจ
คนที่ไว้ใจ...สุดท้าย... ร้ายที่สุด 🎶 – น้ำชา ชีรณัฐ ยูสานนท์

เปิดบทความมาด้วยเพลง 'คนที่ไว้ใจ..ร้ายที่สุด' สิ่งที่จะพูดถึงวันนี้ไม่ใช่มาตัดพ้อหรือบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บช้ำของตัวเอง  แต่จะลองตอบคำถามที่อยู่ในตอนท้ายของบทเพลงข้างต้นว่าทำไมคนที่เราไว้ใจ ถึงร้ายที่สุดกันนะ?

จริง ๆ แล้วก่อนเริ่มเขียนบทความ ผมคิดกับตัวเองว่าเราไม่ได้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ด้านความรักพอที่จะไปสอนใครได้ หรือต่อให้มีประสบการณ์รักมากมายแค่ไหน ก็เชื่อเหอะว่าไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใจความรักของคนอื่น ไม่งั้นคงหนังสือสูตรสำเร็จความรักฉบับครอบจักรวาลออกมาขายกันเกร่อ และโลกนี้คงไม่มีใครโสดแล้วแหละ เพราะท้ายที่สุด ต่อให้เก่งเรื่องความรักแค่ไหน แต่เรื่องหัวใจทุกคนมีโอกาสเป็นหมาได้หมด

นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน Edward T. Hall คิดทฤษฎีที่ชื่อว่า Proxemics หรือทฤษฎีที่พูดถึง 'การปฏิบัติตามกฎที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน และทฤษฎีว่าด้วยการใช้พื้นที่ของมนุษย์ในฐานะการก่อร่างอย่างจำเพาะของวัฒนธรรม' — ("the interrelated observations and theories of humans use of space as a specialized elaboration of culture".) กล่าวง่าย ๆ คือเขาศึกษาว่ามนุษย์ในสังคมมีวิธีการจัดการความสัมพันธ์กับคนรอบตัวยังไง โดยแบ่งไว้เป็น 4 ระดับ ดังนี้

ผมจะเล่าเรื่องของเจนให้ฟัง...

ตอนที่เจนคุยกับต้น,คนแปลกหน้าบนรถไฟฟ้า เจนสร้างกำแพงความสัมพันธ์ขึ้นมากั้นระหว่างเขาและเธอ พื้นที่แบบนี้เรียกว่า พื้นที่สาธารณะ (คนแปลกหน้า) เจนจะยอมบอกแค่ข้อมูลทั่ว ๆ ไป เช่น 'เราชื่อเจน' หรือ 'อากาศวันนี้ร้อนจัง' มากสุดที่พอจะเป็นไปได้ก็อาจจะแค่ว่าบ้านเกิดเจนอยู่ที่เชียงราย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะทำให้เจนและต้นกลายเป็นคนรู้จักกัน (ถ้าทั้งสองฝ่ายต้องการอ่ะนะ)

เมื่อเวลาผ่านไป หากเจนยังคงรักษาความสัมพันธ์กับต้นไปเรื่อย ๆ เขาอาจจะเข้ามาในพื้นที่ต่อไปของเจน พื้นที่สังคม (คนรู้จัก-เพื่อน) ทั้งสองเริ่มบังเอิญเจอกันตามร้านกาแฟ อาหารตามสั่ง หรือร้านหมูกะทะ ในระหว่างนั้นเจนและต้นจะเริ่มแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวของกันและกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดทั้งสองจะเข้าสู่สถานะเพื่อนอย่างเต็มขั้น

หลังจากเป็นเพื่อนกันมาซักพักหนึ่ง ผ่านการทะเลาะ หัวเราะ ร้องไห้มาด้วยกันแล้ว ทั้งสองแบ่งปันข้อมูลส่วนตัวของตนเอง และรับฟังข้อมูลส่วนตัวของอีกฝ่ายที่น้อยคนนักจะได้รู้ สิ่งนี้เริ่มแสดงให้เห็นว่าเจนและต้นได้เข้าสู่ พื้นที่ส่วนตัว (เพื่อนรัก) ของกันและกันแล้ว จากเพื่อนทั่ว ๆ ไปก็กลายมาเป็น เพื่อนสนิท/เพื่อนแท้/เพื่อนตาย แล้วแต่ใครจะนิยาม

พื้นที่สุดท้ายที่คนทั้งสองอาจเข้าไปหรือหยุดไว้ที่สถานะก่อนหน้าก็ได้ คือ พื้นที่ชิดใกล้ (คนรัก) การที่จะเข้าสู่พื้นที่นี้ได้ ส่วนใหญ่แล้วมักมีความรู้สึกแบบโรแมนติกเป็นปัจจัยสำคัญ รวมถึงความรู้สึกทางเพศร่วมด้วย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับคนในครอบครัวนะ (และหากให้คุณค่ากับเพื่อนสนิทในฐานะคนในครอบครัว เขา/เธอก็อาจจะเข้ามาในพื้นที่นี้ได้ด้วยเช่นกัน) เพราะคนในพื้นที่นี้คือคนที่คุณเชื่อใจจะแบ่งปันทุกอย่างด้วย แม้กระทั่งเรื่องที่ดำมืดที่สุดที่คุณยอมให้คนอื่นรู้ไม่ได้ รวมไปถึงความรู้สึกเจ็บปวด อ่อนแอที่คุณกำลังเผชิญอยู่ก็ถูกแบ่งปันเช่นกัน

พื้นที่ทั้ง 4 ข้างต้น คือที่ที่เรายอมให้คนรอบข้างอาศัยอยู่ตามทฤษฎี Proxemics แล้วตามความคิดของ Edward T. Hall ทำไมคนที่ไว้ใจถึงร้ายที่สุดกัน
“อีเหี้ย คนอย่างแกอยู่ไปก็รกโลก ไปตายซะเหอะ”
ใครซักคนที่เจนไม่รู้จัก วิ่งเข้ามาและกล่าวคำนี้กับเธอ เธอตอบกลับอย่่างทันควัน "เป็นเหี้ยไร" แล้วเดินหนี แน่นอนเธอไม่ให้คุณค่ากับคำผรุสวาทที่ออกจากปากคนแปลกหน้าที่ไม่มีมารยาทคนนี้หรอก นี่คือการตอบสนองของเจนต่อการโดนทำร้ายจากคนในพื้นที่สาธารณะ

ถ้าเพื่อนร่วมงานของเจน พูดประโยคเดียวกันนี้ใส่ เจนอาจจะหัวเราะหากรู้ว่าคนที่พูดเป็นคนตลก ชอบอำเล่น ถึงบางทีจะดูหยาบคาบไปหน่อย แต่เธอก็ไม่ได้ถือสา ไม่ก็ถามกลับไปว่า “ทำไมพูดอย่างนั้น มีอะไรรึป่าว” สิ่งที่เจนแสดงออกต่างจากย่อหน้าข้างบนคือ เจนจะตั้งใจฟังคำตอบของพวก ว่าอีกฝ่ายว่าต้องการจะสื่ออะไร จะพูดเอาตลกหรือจริงจัง เพราะถ้าอีกฝ่ายเกิดจริงจังขึ้นมา เจนอาจจะอยากรักษาความสัมพันธ์ไว้ ผ่านการพยายามลองคิดดูว่าตนถูกมองว่าทำผิดเรื่องอะไร โดยอาจจะอธิบายถ้าเจนไม่ได้ทำแบบที่โดนกล่าวหา หรือขอโทษหากเป็นความผิดเธอจริง ๆ และหวังจะได้รับการให้อภัย นี่คือวิธีที่เจนปฏิบัติกับคนในพื้นที่สังคม เราคนอื่นๆก็เช่นเดียวกัน

แต่หากประโยคข้างต้น มาจากคนในพื้นที่ส่วนตัวด้วยความตั้งใจ สำหรับเจนเธอคงจะรู้สึกแย่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเพื่อนสนิทคือคนที่ทราบความลับของเธอ รู้ว่าจริง ๆ แล้วเจนเป็นคนยังไง และเพราะรู้จักดีแล้วนี่แหละ เป็นสาเหตุที่ไม่ควรพูดประโยคที่เต็มไปด้วยลักษณะของการโจมตีและความไม่เข้าใจออกมา มันไม่แปลกเลยถ้าเจนอยากจะพูดแก้ตัว เพราะความสัมพันธ์ในขั้นนี้ไม่มีใครอยากเสียมันไป ถ้ากู้คืนกลับมาได้ก็จะทำ ถึงอย่างนั้นก็เลี่ยงความเจ็บปวดจากการโดนว่าไม่ได้หรอก จากที่คิดมาตลอดว่าเพื่อนสนิทคือคนที่เข้าใจเรามากที่สุด แต่มาวันนี้กลับไม่ใช่เลย

แล้วถ้าแฟนเจนเป็นคนพูดว่า 'คนอย่างมึงนี่อยู่ไปก็รกโลก ไปตายซะเหอะ' เจนจะรู้สึกยังไงนะ แน่นอนว่าคงรู้สึกแย่สุด ๆ ไปเลย ความรู้สึกต่างๆประเดประดังเข้ามา กังวลใจ เสียใจ โกรธและพร้อมที่จะเข้าสู้ในสงครามครั้งนี้ตลอดเวลา คนที่เธอไว้ใจที่สุด ใช้เวลาด้วยมากสุด รักที่สุด และเขาควรจะรู้จักเจนมากที่สุดด้วย กลับพูดราวกับเธอคือขยะ แน่นอนเจนรู้ว่ามันไม่จริง เธอไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น เพราะแบบนี้ไงความเจ็บปวดถึงเกิด คนที่เราเคยคิดว่ารู้จักเขามากที่สุด และเขารู้จักเรามากที่สุดเช่นเดียวกัน แท้จริงแล้วกลับไม่รู้ห่าอะไรเลย

ความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น มันเหมือนคนที่เจนเชื่อใจให้นอนข้าง ๆ ทุกคืน หยิบมีดขึ้นมาปาดคอ แทงข้างหลัง มันช่างเป็นการทรยศที่สมบูรณ์แบบที่สุดเลยว่ามั้ย ตัวอย่างของกรณีแบบนี้ที่พบได้ง่ายและบ่อยที่สุดในความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด คือ การนอกใจ

เขาคนนั้นจะกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเจน เธอจะระแวดระวังทุกฝืก้าวของเขา คล้ายกับมีงูพิษตัวโตปรากฏขึ้นมาบนเตียง คู่ชีวิตที่เธอรักและเคยคิดว่าเป็นที่พึ่งพิง ตอนนี้กำลังทำร้ายเธอ

ไม่ใช่เพราะคนที่เรารักที่สุด เลยสร้างบาดแผลที่รุนแรงได้ที่สุดหรอก
ทุกคนสร้างบาดแผลให้เราได้เท่ากันแหละ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดต่อแผลมันไม่เท่ากัน เมื่อมาจากคนที่เชื่อใจ 
ไม่มีใครสนหรอกว่าคนแปลกหน้าริมถนนจะพูดอะไรแย่ ๆ กับเรา เพราะพวกเขาไม่รู้จักเราเลย แต่พอเป็นคนรัก คนที่เราไว้ใจและบอกทุกอย่างของเราให้เขารู้ เป็นคนพูดว่าเราเลว เขาแม่งรู้จักเราว่ะ มันเจ็บปวดจริง ๆ นะ มาก ๆ ด้วย แน่นอนว่าเวลาเยียวยาทุกอย่าง แต่มันจะไม่กลับมาเหมือนเดิม

สุดท้ายแล้วมันคือเรื่องของความไว้ใจ ตอนนี้เจนรู้แล้วว่าทำไมคนที่ไว้ใจ ถึงร้ายที่สุด

แล้วคุณล่ะครับรู้หรือยัง?
“ความเชื่อใจก็เหมือนกระจก คุณซ่อมมันได้ถ้ามันแตก แต่คุณจะเห็นร้อยร้าวโง่ ๆ ในทุก ๆ ครั้งที่คุณส่อง” — Lady Gaga
SHARE
Written in this book
Sociology
งานเขียน งานแปล ที่เกี่ยวข้องกับสังคมวิทยา
Writer
panwyyt
World Citizen
เป็นนักศึกษาปี 4 พยายามคุมน้ำหนัก และเขียนธีสิสไปพร้อมกัน แน่นอนว่าล้มเหลว 😅

Comments