พฤติกรรมช่างโบ้ย
เราทุกคนต่างเป็น "แพะ" ของใครสักคนหนึ่ง จะด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่รู้ตัว หรือไม่ยอมรับก็ตาม การสร้างแพะไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องใช้เวทมนตร์ แค่มี "อคติ" ที่ติดตัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นกำลัง ก็สามารถสร้างแพะได้ (หรือแม้อาจจะมีปัจจัยอื่นๆอาจเป็นสาเหตุได้ด้วย)

กระบวนการหาแพะรับบาปผูกติดกับความเข้าใจง่ายๆแต่ไม่ธรรมดา ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงและคลุมเครือ มนุษย์มักจะหาทางออกให้ความไม่ชัดเจนด้วยการเอาตัวรอดเสมอ มักจะสร้าง "ข้ออ้าง" และตีเนียนว่าเป็น "เหตุผล" "แก้ตัว" โดยไม่ยอม "แก้ไข" ลักษณะนี้่ส่งผ่านจากร่นสู่รุ่นอยู่ตลอดเวลา หลายครั้งแพะไม่ได้เกิดขึ้นโดยจงใจ แต่ลุกลามจากเรื่องส่วนตัวที่โหมกระพือจนกลายเป็น "ความรู้สึกร่วม-การกระทำร่วม" ช่วงชิงโอกาสความได้เปรียบจนส่งผลเสียเป็นวงกว้าง
พฤติกรรมกล่าวโทษและใส่ร้ายจึงเป็นส่วนหนึ่งของการระบายความโกรธ เกลียดชัง กลัว จนไร้สติหรือความหลงผิดชนิดที่กู่ไม่กลับความหมายของ "แพะรับบาป" คือ ผู้ที่ถูกกล่าวโทษสำหรับการกระทำผิดหรือความผิดพลาดของผู้อื่นโดยเฉพาะด้วยเหตุผลด้านความสะดวก บางทีเราอาจะสงสัยว่าทำไมจะต้องเป็นแพะ ไม่ใช่สัตว์อื่น ความเป็นจริงที่เราพบเห็นในทุกวันนี้ ผู้ที่ทำหน้าที่แพะรับบาปแทนผู้อื่นไม่ใช่แพะ แต่กลับเป็นคน

หากลองย้อนกลับมาทบทวนพฤติกรรมของตัวเอง เราอาจเริ่มต้นจากการตั้งคำถามง่ายๆว่า ทุกวันนี้เรามีความผิดชอบผิดพลาดที่ตัวเองเป็นคนกระทำบ่อยแค่ไหน ครั้งสุดท้ายที่เรายืดอกยอมรับผิดไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยเจตนาและความรู้ไม่เท่าถึงการณ์คือเมื่อไหร่ ลองจินตนาการว่าถ้าคุณหาของสักชิ้นในบ้านไม่เจอ เป็นของที่ไม่มีราคาด้วยซ้ำ ปฏิกิริยาแรกของคุณเป็นอย่างไร คุณจะโทษคนในบ้านว่าย้ายไปไว้ที่อื่น หรือจะเอาไปใช้แล้วไม่เก็บไว้ที่เดิม หรือว่าสัตว์เลี้ยงของคุณเอาไป หรือบางทีอาจจะมีพลังงานบางอย่างเอาไปและคุณไม่มีวันหาเจอ ... แต่ต้องไม่ใช่ตัวคุณแน่ๆ

เหตุการณ์เล็กๆน้อยๆอาจจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนมากนัก แต่พฤติกรรมโทษคนอื่นก็บ่งบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเรา รวมถึงสังคมที่เราอยู่ และอาจจะประวัติศาสตร์ทั้งหมดเลยก็ได้ ชาร์ลี แคมป์เบลกำลังจะบอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ยอมรับผิด จึงต้องกล่าวโทษผู้อื่นเป็นสาเหตุของความผิดพลาดต่างๆ เพราะคิดว่าเราเหนือกว่าคนอื่นจึงไม่มีทางทำผิดพลาด แต่เอาเข้าจริงเราอาจจะเข้าใจผิด ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ว่าเราต้องปกปิดความผิดพลาดของตัวเองและโยนขี้ไปให้คนอื่นยอมรับผิดแทน เราพร้อมจะหลอกตัวเองอยู่ในสังคมที่ไม่ยอมรับความเป็นจริง พร้อมจะปั้นเรื่องเพื่อให้ตนเองพ้นผิด ด้วยเหตุนี้หลายกรณีที่มีการจับแพะต่อให้มีพยานมากมายแต่ก็ทำอะไรคนผิดไม่ได้ ขณะเดียวกันผู้ทำผิดกลับลอยนวลไปได้ด้วยอำนาจของตน

เราจะโทษใครได้บ้าง? แรกเริ่มมีกล่าวการโทษ อดัมโทษอีฟ อีฟโทษงู และเราก็เชื่อกันมาอย่างนั้นโดยตลอด นี่คือบาปกำเนิดของเรา คือการปฏิเสธความรับผิดชอบในการกระทำของเราเอง นี่คือเหตุผลที่เราถูกเนรเทศออกจากสวนสวีเดน เหตุผลที่เราต้องทำงานหนักและทุกข์ทรมาน แต่ทำไมเราถึงยืนกรานกับการปฏิเสธนี้ การกล่าวโทษไม่เคยมีเหตุผลอยู่แล้ว มันเป็นแค่ระบบอัตโนมัติที่เราต้องโยนความรู้สึกผิดไปที่อื่น และทำให้การดำเนินชีวิตโดยไม่ต้องไตร่ตรองเป็นไปง่ายขึ้น เมื่อเกิดความผิดพลาดเรายังจะกล่าวโทษเสมอเหมือนที่เคยทำมา แต่เราค้นพบวิธีใหม่ที่ไม่ธรรมดาด้วยการใช้วิทยาศาสตร์เทียมและทฤษฎีสมคบคิด รวมถึงเทคโนโลยีที่มีส่วนทำให้การแพร่ความคิดอันตรายเหล่านี้มากกว่าเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่คนกลุ่มน้อยและคนชายขอบ

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กล่าวโทษกับผู้ถูกกล่าวโทษนั้นซับซ้อน ที่จริงแล้วมักจะเป็นคู่ตรงข้าม ดังที่เราเห็นว่าผู้ปกครองสร้างแพะขึ้นมาเพื่อที่ตัวเขาจะได้พ้นจากความผิด เราชอบการมีบุคคลเกลียดชังเช่นเดียวกับที่เราชอบการมีผู้นำ (แม้มีแนวโน้มว่าเราจะเกลียดทั้งคู่พอๆกัน) ทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อมโยงกันจนแยกไม่ออก

อย่างกรณีการจับแพะที่เกิดขึ้นในลำดับชั้นอื่นๆ ตัวอย่างสุดโต่งเช่นการฆาตกรรมเด็ก ระหว่างที่ตำรวจกำลังดำเนินคดีหาผู้กระทำความผิด สื่อก็เริ่มล่าแม่มดอย่างบ้าคลั่งด้วยการหามองคนที่รับผิดได้เช่นกัน โทสะของสาธารณชนไม่ได้มุ่งไปที่ผู้กระทำผิดอย่างเดียว แต่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมด้วย เราชอบเชื่อว่ามีระบบที่พร้อมจะปกป้องเราจากความชั่วร้าย ดังนั้นใครสักคนที่มีอำนาจจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็มักเป็นนักสังคมสงเคราะห์ การเลือกแพะรับบาปอาจจะเป็นการสุ่มแต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่พวกเขาถูกเลือกเพราะอยู่ในตำแหน่งความรับผิดชอบทั้งที่จริงก็ไม่ถึงกับขาดไปไม่ได้ นักสังคมสงเคราะห์อาจตกเป็นเป้าของความไม่เชื่อใจเพราะเขาทำงานที่สาธารณชนไม่ได้เข้าใจอย่างเต็มที่

วิธีการส่วนใหญ่อาจดูชัดเจน อย่างในกรณีของการเผาผู้หญิงและโทษคนยิวสำหรับกาฬโรคเป็นเรื่องที่ผิดอย่างโจ่งแจ้งและไร้ยางอาย บรรพชนของเราอาจจะทำสิ่งนี้อยู่ดี กระทั่งตัวเราลืมไปว่าเราเองก็สามารถประกอบอาชญากรรมอย่างเดียวกันนี้เมื่อมีอันตราย ว่ากันว่าไม่มีสิ่งใดที่เป็นธรรมไปกว่าการตัดสินบุรุษ สตรี และสังคมในอดีตด้วยคุณค่าของปัจจุบัน มันเป็นความจริงในหลายแง่ แต่เราก็ควรเตือนตัวเองถึงการกระทำอันโง่เขลาเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตาม เพื่อจำกัดขีดความพึงพอใจของตัวเราเอง เราควรจะตั้งคำถามเหล่านี้ด้วยว่า ทุกวันนี้มันมีภาพลวงตาอะไรบ้างที่คนรุ่นหลังในอนาคตอาจมองว่าเป็นความวิกลจริตโดยสิ้นเชิง

มาดูตัวอย่างแพะรับบาปตามความหมายดั้งเดิม โดยปกติแล้วสรรพสัตว์มีส่วนร่วมในการบูชายัญและถูกใช้รองรับการกล่าวโทษในหลายวิธี เช่นในพิธีกรรมต่างๆ อย่างวันไถ่บาปของชาวยิว แต่ก็มีโอกาสต่างๆเหมือนกันที่สัตว์เหล่านี้ถูกกล่าวโทษสำหรับหายนะ โดยเลื่อนขั้นจากการเป็นเหยื่อเพื่อล้างบาปไปเป็นผู้กระทำผิดในนาม

มีการไต่สวนหลักๆซึ่งค่อนข้างคล้ายการไต่สวนคดีอาชญากรรมของคนเรา สัตว์แต่ละตัวถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในข้อหาเฉพาะเจาะจง การไต่สวนดังกล่าวมีอยู่เสมอในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สัตว์ที่รับใช้มนุษย์ถูกนำไปไต่สวนราวกับเป็นสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นม้า สุนัข สัตว์เลี้ยงในบ้าน สัตว์ที่ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมจะถูกประหารชีวิตแบบเดียวกับมนุษย์ ตัวอย่างในกรณีของเมืองฟาแลส แคว้นนอร์มังดีในปี 1386 หมูตัวเมียถูกกล่าวหาว่าฆ่าเด็กทารกด้วยการฉีกใบหน้าทิ้งและแขนสองข้างของเด็ก หมูตัวนี้ถูกตัดสินให้ "ศรีษะและขาหน้าต้องเสียโฉมและพิการ" ตามสภาพบาดแผลที่มันกระทำต่อเหยื่อ จากนั้นก็ถูกแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าของมนุษย์แล้วนำไปประหารชีวิต

นอกจากนี้สัตว์ต่างๆยังถูกลงโทษในอาชญากรรมที่ตัวมันเองเป็นผู้ถูกกระทำ บ่อยครั้งที่เมื่อใครคนหนึ่งฟ้องร้องว่ามีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ ทั้งเขาและสัตว์ตัวนั้นจะถูกเผา อย่างในกรณีของปารีสในปี 1546 ชายคนหนึ่งกับวัวตัวหนึ่งถูกแขวนคอแล้วเผา เมื่อก่อนหน้านั้นก็เคยมีการพิพากษาชายคนหนึ่งกับหมูอีกตัวหนึ่งว่ามีความผิด ในปี 1662 ที่เมืองนิวฮาเวน ชายวัย 60 มีความผิดสมสู่กับสัตว์ และถูกประหารชีวิตพร้อมแม่วัว

แล้วในกรณีของคนล่ะ มาดูในกรณีของชาวยิว ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาศาสนจักรคาทอลิกทำหน้าที่สร้างภาพให้คนอื่นเป็นปีศาจมากเกินควร บ่อยครั้งที่เมื่อศาสนาคริสต์ถูกข่มเหงเมื่ออ่อนแอและกลายเป็นผู้ข่มเหงเมื่อเข้มแข็ง กาลิฟ อัล ฮาคิมแห่งอียิปต์ได้รื้อถอนทำลายวิหารแห่งหลุมฝังศพศักดิ์สิทธิ์ในเยรูซาเล็ม จนทำให้โลกของคริสเตียนโกรธเคืองมาก หลังจากนั้นความคิดเรื่องการทวงดินแทนจึงถือกำเนิดขึ้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 6 เป็นคนแรกที่ริเริ่มสงครามครูเสดแต่ก็ล้มเหลว พระสันตะปาปาเออร์แบนที่ 2 ทำได้ดีกว่าและสัญญากับกองทหารว่า การตายในสงครามครูเสดโดยที่ได้สำนึกผิดและสารภาพบาปจะทำให้พวกเขามีตำแหน่งบนสวรรค์

นักรบครูเสดออกเดินทางในปี 1096 แต่ภารกิจยังไม่เริ่มขึ้นอย่างที่พระสันตปาปาเออร์แบนวางแผนไว้ สำหรับบางคนมันอาจดูไม่เป็นเหตุผลเท่าไหร่ที่เดินทางไปยังแสนไกลเพื่อสู้รบกับศัตรูที่ยังไม่รู้จัก ในเมื่อศัตรูตรงหน้าซึ่งก็คือผู้ที่ฆ่าพระคริสต์อยู่ในหมู่พวกเขาเอง พวกเขาฆ่าล้างบางชุมชนชาวยิวในหุบเขาไรน์ ทั้งที่ชาวยิวเหล่านั้นคือผู้ที่ให้ยืมเงินที่นักรบต้องใช้ในภารกิจ พวกยิวทำให้เกิดความไม่พอใจเนื่องจากความสำเร็จ การศึกษา และสิ่งที่ติดอยู่ในหัวใจของมวลชน ชาวคริสต์ก็คือพวกยิวยังแบกรับความผิดจากการข่มเหงของพระคริสต์ ที่สเปนในศตวรรษที่ 15 ชาวยิวถูกศาลศาสนาไล่ล่าโดยการขับไล่คนที่ไม่ยอมเปลี่ยนไปเข้ารีตเป็นคาทอลิก แต่การเข้ารีตไม่ได้ปลดปล่อยพวกเขาจากการถูกมองว่าเป็นผู้มีมลทิน พวกเขารู้จักในชื่อ conversos หรือผู้เปลี่ยนศาสนา แต่ก็ยังถูกเรียกอย่างดูถูกว่า marranos หรือพวกหมู ในช่วงนี้ที่แนวคิดเรื่องโลหิตในฐานะพาหะบ่งชี้คุณสมบัติทางเชื้อชาติได้ถือกำเนิดขึ้น เลือดกลายเป็นศูนย์กลางของมายาคติชาวยิว เชื่อกันว่าผู้ชายยิวมีหางและมีประจำเดือน พวกเขาจึงต้องถูกทดแทนด้วยเลือกที่เสียไปด้วยการฆ่าเด็กและกินเด็กๆ ชาวคริสต์ ซึ่งข้อกล่าวหาเหล่านี้ใส่ร้ายเรื่องเลือกปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งชาวยิวถูกกล่าวโทษสำหรับเรื่องร้ายอื่นๆอีกมากมาย โดยเฉพาะกาฬโรค ซึ่งบีบให้พระสันตะปาปาเตลเมนต์ที่ 6 ต้องออกร่างกฎหมายประกาศว่าชาวยิวไม่ใช่ต้นเหตุของโรค

บทสรุปของการกล่าวโทษไม่สามารถจางหายไปจากประวัติศาสตร์สังคมได้ทั้งหมด บ่อยครั้งที่มันปกปิดปัญหาแทนที่จะแก้ไข สิ่งที่กระบวนการสร้างแพะรับบาปเคยประสบความสำเร็จมากที่สุดคือการบรรเทาปัญหาลงชั่วคราว แต่รากที่แท้จริงยังคงอยู่ แพะรับบาปเป็นส่วนหนึ่งในตัวเราที่ต้องกำจัดออกไป แน่นอนว่าหากแพะรับบาปครองอำนาจยิ่งใหญ่​ ก็สามารถเป็นตัวบ่อนทำลายสังคมและจุดฉนวนหายนะบางอย่างก็ตาม ดังนั้นถ้าจะโทษใครถ้าไม่ใช่แพะรับบาป แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็ต้องโทษตัวเราเองนี่แหละ เราจึงต้องหวนกลับไปคิดถึงเรื่องความโง่ ความจริงคือคนเราซึ่งภาคภูมิใจว่าเป็นรูปแบบสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดบนโลก แต่ไม่ได้ฉลาดมากพอที่จะเข้าใจตัวเองหรือรอบตัวเราทั้งหมด...

ไม่ได้เขียนที่มาที่ไปทั้งหมด ตัดตอนมาเฉพาะบางส่วน เนื้อหาในหนังสือบ้างก็ขัดแย้งบ้างก็ยังสงสัยต่ออยู่ ที่จริงเข้าใจว่าคนเขียนเขาไม่ได้ให้เราเพิกเฉยต่อปัญหาหรือการมีพฤติกรรมโทษทุกอย่างทั้งหมด แต่เขาให้กลับมาฉุดคิดว่าใน "บางเรื่อง" มันมีเหตุผลมากพอที่จะหาแพะรับบาปเพื่อความต้องการในการตอบสนองต่อตนเองหรือไม่ อย่างเช่นถ้าพูดในแง่การเมืองเราจะก็เริ่มที่ตัวเองไม่ได้ทั้งหมด แม้มนุษย์จะต้องปรับตัวครั้งแล้วครั้งเล่าแต่รากฐานของปัญหาก็ยังคงอยู่ แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงพฤติกรรมช่างโบ้ยได้ทั้งหมด เพียงแต่อาจจะต้องคิดให้ช้าลงเท่านั้น ...

เมื่อเร็วๆนี้ ไปถกเถียงกับเรื่องที่ "คนส่วนใหญ่" มองไม่เห็นซึ่งมันเคยเกิดมาแล้วในโลกตะวันตก และมันเป็นเรื่องที่เราต้องมองไปให้ไกลกว่าจุดที่เรายืน (และตามสเต็ปคือโดนด่ากลับมา) มันเลยเป็นเหตุผลที่ฉุดคิดถึงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ฉันไม่ค่อยคาดหวังกับการทำให้สังคมเป็นสังคมอุดมคติแบบที่อยากให้เป็นเท่าไหร่ มนุษย์มีเรื่องราวต่างๆมากมายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความวุ่นวายเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าเราจะสร้างสังคมที่สงบสุขแล้วก็ตาม :)

อ้างอิงจาก: ปรักปรำศาสตร์: อลิสา สันตสมบัติ

SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments