มายาคติความเป็นเมืองและชนบทที่ขัดขวางประชาธิปไตยและการขึ้นมาของพันธมิตร (3)
เมื่อไหร่ก็ตามที่เผด็จการทำท่าจะครองเมือง นักวิชาการก็จะหันมาปัดฝุ่นทฤษฎีที่ใช้อธิบายว่า ทำไมสถาบันประชาธิปไตยของเมืองไทยถึงมีอาการไร้เสถียงภาพเรื้อรัง​ ทฤษฎีหนึ่งที่ชอบอ้างถึงนี้ บอกว่าความล้มเหลวของประชาธิปไตยสืบเนื่องมาจาก "ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท" ซึ่งเป็นความร้าวลึกทางสังคมและวัฒนธรรมทำให้ชนชั้นกลางระดับสูงในกรุงเทพมีผลประโยชน์ ค่านิยม และความใฝ่ฝันต่างไปจากคนชนบทอย่างสิ้นเชิง ทฤษฎีบอกว่า สิ่งที่คนในชนบทคาดหวังจากประชาธิปไตยแตกต่างไปจากสิ่งที่ชนชั้นกลางที่ระดับการศึกษาสูงและมีอุดมคติคาดหวัง บางครั้งทฤษฎีนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า คนทั้งสองกลุ่มก็ไม่ต่างที่จะหันไปใช้วิธีการที่อยู่นอกกรอบของประชาธิปไตยเพื่อให้ได้มาแบบที่ตนต้องการ
.
มีการอธิบายว่า 'คนชนบทไม่สนใจนโยบายหรืออุดมการณ์' ส่วนใหญ่คนพวกนี้ถูกครอบงำและยอมทำความต้องการของผู้ให้อุปถัมภ์ค้ำจุนหรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เวลาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ชาวบ้านก็จะนึกถึงแต่ว่านักการเมืองให้อะไรบ้าง เช่น การสร้างงาน การสร้างถนน การสร้างสะพาน การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของคนชนบทจึงไม่ใช่การลงคะแนนเสียงด้วยใจหรือด้วยการตรึกตรองอย่างดี แต่เป็นการลงคะแนนเสียงเพราะหวังผลประโยชน์ หลายคนยังเต็มใจที่จะขายเสียงให้กับใครก็ได้ที่ให้ราคาสูง
.
เพราะเหตุผลที่ว่าเจ็ดในสิบของประชากรไทยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านและเมืองเล็กในต่างจังหวัด รัฐสภาไทยจึงเต็มไปด้วย ส.ส.มารยาทไม่เอาไหน ไร้ประสิทธิภาพและตะกละตะกรามเห็นแก่ได้ ที่คนในเมืองชิงชังรังเกียจ วามไร้ประสิทธิภาพและไร้ซึ่งคุณธรรมของฝ่ายบริหารทำให้คนในกรุงเทพหมดศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ และหันมาให้การสนับสนุนการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของทหารอย่างท่วมท้น
.
ทฤษฎีนี้ถูกอ้างอยู่เสมอโดยนักวิชาการต่างชาติและแวดวงสื่อไทยแม้ว่าจะมีการดัดแปลงเล็กน้อย มีคนอ้างว่าทฤษฎีนี้ใช้อธิบายความล่มสลายของประชาธิปไตยในปี 2534 การคืนมาของประชาธิปไตยในปี 2535 และการนองเลือดที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นได้เป็นอย่างดี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้เป็นนักวิชาการและนักกิจกรรมได้อธิบายในทำนองนี้เกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่นำไปสู่พฤษภาทมิฬ และชี้ให้เห็นถึงปัจจัยต่างๆ ที่อาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของการเมืองไทยในอนาคต
.
หลายคนมีความเห็นสอดคล้องกับเอนกว่า ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทไทยเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การรัฐประหารในปี 2549 และความสับสนวุ่นวายตามมา ทักษิณเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้แรงงานในเมืองและคนยากจนในชนบทแถบภาคเหนือและอีสาน แต่ผู้มีรายได้ระดับกลางและระดับค่อนข้างสูงในกรุงเทพ ต่างพากันต่อต้านเขาและในที่สุดด้วยความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยจากอำนาจนอกรัฐธรรมนูญก็สามารถขจัดเขาออกไป
.
แน่ทีเดียวว่าคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคนชั้นกลางระดับสูงในกรุงเทพ (เช่นผู้ทำงานในตำแหน่งบริหาร หมอ พยาบาล นักหนังสือพิมพ์ สถาปนิก และทนาย) มีความแตกต่างเป็นอย่างยิ่งจากคนในชนบทที่ส่วนใหญ่เป็นจับกัง ชาวไร่นาและเจ้าของร้านขายของชำ ไม่ว่าจะเป็นในแง่สถานภาพทางเศรษฐกิจ การศึกษา สถานะทางสังคม นิสัยการบริโภค และ แม้กระทั่งวัฒนธรรมทางการเมือง แทบไม่ต้องสงสัยว่าคนกลุ่มนี้ ต้องมีความชื่นชอบนักการเมืองต่างกันออกไป

ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีที่อ้างความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาธิปไตยไปไม่รอดและเกิดการรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงเป็นทฤษฎีที่คนเป็นจำนวนมากยอมรับโดยไม่ตั้งคำถามใดๆ

ที่จริงทฤษฎีนี้มีข้อบกพร่องหลายประการ ประการแรก ทฤษฎีนี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่คนชนบทและคนในเมืองต้องการหรือใฝ่ฝันที่อยากจะได้แท้จริง ที่จริงคนชนบทไม่ได้ไร้เดียงสาหรือโง่เขลาอย่างที่หลายคนพยายามสร้างภาพ คงต้องย้ำในที่นี้ว่า เพิ่งไม่นานมานี้เองคนชนบทได้มีโอกาสมีสิทธิ์มีเสียงบ้างในการเลือกว่าประเทศควรจะมีการปกครองลักษณะไหน ฉะนั้นข้ออ้างที่ใช้บ่อยๆ ว่าความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของชาวชนบทำให้คนเหล่านี้ตัดสินใจไม่ถูกเรื่องนโยบายฟังดูไม่ค่อยขึ้น นอกจากนี้บางครั้งพรรคการเมืองไทยเองก็ถูกริดรอนเสรีภาพ แถมยังมีความแตกแยกภายในจนทำให้พรรคเหล่านี้แทบไม่มีนโยบายหรือโครงการใดๆ ที่ดึงดูดชาวชนบท พอใกล้เวลาเลือกตั้งก็ใช้วิธีลัด เพื่อให้ได้มาเพื่อคะแนนเสียงโดยพึ่งพาผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นให้ใช้บารมีของพวกตนดึงคะแนนเสียง
.
ที่น่าประหลาดคือคนกรุงเทพนั้นไม่ชอบทักษิณเป็นอย่างยิ่งโดยอ้างว่า ทักษิณซื้อเสียงหรือไม่ก็โกงการเลือกตั้ง ที่จริงแล้วความนิยมในตัวทักษิณในหมู่คนชนบทนั้นเป็นผลมาจากนโยบายของเขามากกว่าการซื้อเสียง สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ทักษิณใช้ในการเปลี่ยนแปลงเกมการเมืองไทย ก็คือ การที่เขาสามารถทำให้การเลือกตั้งในระดับภูมิภาคกลายเป็นการเลือกตั้งในระดับชาติโดยการสร้างนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง อย่างที่ไม่เคยมีนักการเมืองในท้องถิ่นคนไหนสามารถทำได้มาก่อน
.
ประชาชนในส่วนภูมิภาคตอบรับทักษิณเป็นอย่างดี ในปี 2544 พรรคไทยรักไทยแทบจะกวาดคะแนนเสียงส่วนใหญ่ได้ พอมาถึงปี 2548 พรรคก็ยิ่งได้คะแนนเสียงมากขึ้นไปอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนในส่วนภูมิภาคคือสัญลักษณ์หรือตัวแทนของประชาธิปไตย เราต้องไม่ลืมว่าการที่ทักษิณ สามารถทำให้การลักพาตัว การทรมานผู้ต้องสงสัย หรือแม้แต่การฆาตกรรมกลายเป็นเสมือนกึ่งๆนโยบายรัฐได้ เพราะเขาได้สนับสนุนจากคนกลุ่มนี้ จริงอยู่ว่าตอนที่ทักษิณเรืองอำนาจคนมองเขาต่างไป คนที่ลงคะแนนเสียงอาจเชื่อคำปฏิเสธที่ไม่ค่อยเต็มเสียงว่า รัฐบาลทักษิณไม่ได้มีส่วนใดๆกับการฆ่าตัดตอนหรือการปิดปากสื่อ บางคนอาจจะรู้ดีแต่มองข้ามไป เพราะเห็นว่านโยบายเพื่อมวลชนของรัฐบาลนั้นสำคัญกว่าถึงแม้ต้องยอมความจำนนต่อความเป็นเผด็จการของทักษิณ
.
การที่เราจะเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่า ทำไมนโยบายต่างๆที่เป็นเผด็จการของทักษิณถึงเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน เราคงต้องกลับไปดูบริบททางสังคมในช่วงที่ทักษิณก้าวเข้าสู่อำนาจในยุคเศรษฐกิจรัฐบาลชวน ทักษิณไม่เพียงแต่มีความคิดหรือนโยบายต่างๆที่ดูแปลกใหม่ออกมานำเสนอ ความสำเร็จทางธุรกิจของเขารวมถึงการเป็นบุคลิกการเป็นนักบริหารที่เต็มไปด้วยความเชื่อมมั่นและความเฉียบทำให้คนรู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นผู้นำยุคใหม่ได้ เนื่องจากนักการเมืองยุคเก่าๆดูไร้น้ำยาในการจัดการกับวิกฤติที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่มีวิศัยทัศน์ทางการเมือง ได้แต่หวังแต่จะแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว วันๆไม่ทำอะไรนอกจากเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจหรือย้ายจากพรรคนั้นเป็นพรรคนี้
.
อย่างไรก็ตามชนชั้นกลางในกรุงเทพก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากคนในชนบท คนชั้นกลางเหล่านี้ไม่ได้มีอุดมการณ์หรืออุดมคติทางการเมืองเหมือนที่จะอ้างกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่พวกไร้พลังทางการเมือง แม้ชนชั้นกลางพวกนี้จะเป็นพวกมีการศึกษาหรือหัวก้าวหน้า คนพวกนี้กลับไม่เคยตั้งคำถามกับโฆษณาชวนเชื่อที่ยกยอปอปั้นคนกลุ่มหนึ่งว่าเป็นดังเทพ ทั้งๆที่คนกลุ่มนี้แทบไม่เคยมีผลงานอะไรออกมา นอกเหนือจากจะพยายามทำให้คนอื่นเห็นว่าพวกตนนั้นมีอำนาจและบารมีเหนือมนุษย์ แม้ชนชั้นกลางเหล่านี้จะทำเหมือนว่ายึดหลักในประชาธิปไตยและหลักการปกครองที่เป็นหลักสากล หลายๆครั้งพวกนี้กลับยอมจำนนต่อเผด็จการโกงกินบ้านเมือง แม้ว่าบางครั้งจะออกมาประท้วงต่อต้านเผด็จการทหารที่ยึดอำนาจปกครองบ้านเมืองไว้ในเมื่อครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเวลานานก็ตาม
.
คนในเมืองกับคนชนบทมีวิถีชีวิตแตกต่างกันสิ้นเชิง แต่สิ่งสำคัญที่แบ่งแยกคนสองกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความแตกต่างในแง่ของวิถีชีวิตและอุดมการณ์ แต่คือ “อคติของคนในเมืองที่มีต่อคนชนบท” โดยเฉพาะอคติเกี่ยวกับคนอีสานว่าเป็นพวกใช้แรงงานไร้สมองและขี้เกียจ คนชั้นกลางในกรุงเทพไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่ชื่นชอบในวาทกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าพวกตนเป็นคนดีมีศีลธรรมเหนือกว่าคนกลุ่มอื่น นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์มักคุยโอดว่า วัฒนธรรมทางการเมืองที่ดีกว่าคนใต้ทำให้พวกเขาก้าวไปไกลกว่าชาวไร่ชาวนาในแถบภาคเหนือและอีสาน
.
หลายคนเชื่อว่าคนชนบทตกเป็นเหยื่อของพวกนักการเมือง แต่ในความเป็นจริงพวกชนชั้นกลางในเมืองผู้ซึ่งมีการศึกษา สถานะทางเศรษฐกิจ และสถานะทางสังคมต่างจากคนในคนในชนบทอย่างลิบลับก็ตกเป็นเหยื่อของพวกชนชั้นปกครองในกรุงเทพ
เอนกได้กล่าวไว้ว่า คนในเมืองหลวงจำนวนหลายล้านซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่การงานและรายได้ดีนี้ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยวนเวียนอยู่ในวงจรของประชาธิปไตยกับเผด็จการ การที่จะโค่นล่มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องอาศัยคนกลุ่มนี้ไม่โดยตรงการโดยทางอ้อม กระแสความไม่ชอบรัฐบาลอาจถูกปลุกด้วยสื่อก่อน
.
การประท้วงของพันธมิตรเป็นตัวอย่างที่ดี พันธมิตรถือว่าเป็นกลุ่มต่อต้านทักษิณที่มีการจัดการภายในเป็นระบบมากที่สุดและมีบทบาทมากที่สุดในการโค่นล้มทักษิณ การต่อสู้ของพันธมิตรไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาธิปไตยหรือต่อสู้เพื่อประชาชน ซึ่งพันธมิตรมักจะพูดถึงอย่างค่อนข้างดูถูกดูแคลน พันธมิตรนั้นเกิดจากการจับมือกันของคนหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกอภิสิทธิ์ชนชั้นในสังคม สำหรับพวกคนรวย พวกเจ้า พวกที่มีกำลังอาวุธและพวกที่มีบารมี การที่จะปกครองประเทศด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่ารัฐบาลจะต้องยอมอยู่ใต้บงการของตน เมื่อใดก็ตามที่คนพวกนี้เห็นว่าอำนาจของตนเริ่มถดถอย พวกนี้จะส่งสัญญาณให้ทหารออกมาทำการรัฐประหาร ถ้าหากยังพออ้างได้ว่าพวกนี้ก็จะอ้างว่าต้องมีรัฐประการเพื่อนำประชาธิปไตย “ที่แท้จริง” กลับมาสู่ประชาชน
.
พันธมิตรถูกก่อตั้งในปี 2549 ในตอนแรก พันธมิตรอ้างด้วยเหตุผลพอฟังขึ้นว่ารัฐบาลทักษิณต้องออกไปเพื่อที่ประเทศจะได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา พันธมิตรอ้างว่า นโยบายประชานิยมของทักษิณรวมถึงความทุจริตคอรัปชั่นและการกระทำต่างๆที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาล เราก็พอจะมองออกแล้วว่าพันธมิตรนั้นเป็นอริกับประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ ทั้งๆที่อ้างว่าต้องการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ประวัติความเป็นมาของแกนนำพันธมิตรสองคนคือ จำลอง ศรีเมือง และสนธิ ลิ้มทองกุล บอกอะไรหลายอย่าง
.
พลตรี จำลอง เป็นที่รู้จักดีว่าเป็นคนที่ถือศีลเคร่งครัดมาก เมื่อเนื่องจากการประท้วงขับไล่รัฐบาลสุจินดาในปี 2535 คนก็มักนึกถึงพลตรีจำลอง หลังจากที่พรรคพลังธรรมล่มสลาย จำงลองก็เลิกเล่นการเมือง จำลองให้การสนับสนุนทักษิณเป็นอย่างดีในช่วงการเมืองตั้งแต่ 2544 อีกทั้งยังออกมาปกป้องทักษิณที่ถูกโจมตีในปี 2545 อย่างไรก็ตามจุดหันเหในปี 2547 จำลองยอมรับว่าทักษิณนั้นเป็นเผด็จการและเล่นการเมืองแบบใช้เงินทุ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่จำลองรู้มานานแล้ว จำลองรู้ว่าทักษิณเป็นคนเช่นไร สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คืออารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นนำในกรุงเทพ จำลองนั้นคงตระหนักดีว่าประวัติของตนต้องด่างพล้อย เนื่องจากการที่ตนได้แนะนำทักษิณเข้าสู่วงการเมือง จำลองตั้งใจขอโทษชนชั้นสูงโดยกล่าวว่า เขารู้สึกผิดที่ทำให่คนเหล่านี้ต้องเดือดร้อนเพราะคนไม่ดีอย่างทักษิณ
.
สนธิ ลิ้มทองกุล สนธิก่อตั้งธุรกิจสื่อสารมวลชนระดับนานาชาติในปี 2523 เช่นเดียวกับทักษิณ สนธิได้ขยายธุรกิจของตนเข้าสู่ตลาดมือถือและดาวเทียมซึ่งเจริญเติบโตเร็วในขณะนั้น แต่โชคร้ายที่ธุรกิจของสนธิได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติปี 40 สนธิถึงกลับล้มละลายและถูกสอบสวน ในตอนแรกสนธิก็เหมือนนักธุรกิจทั่วไปในกรุงเทพ ในขณะนั้นก็เชียร์ทักษิณเต็มที่ แต่พอหลังจากปี 2547 สนธิ กับ ทักษิณก็แตกคอกัน ทักษิณไม่ยอมยกสถานีโทรทัศน์ที่ สนธิ อยากได้ให้ได้ตามคำขอ ความแตกร้าวเพิ่มขึ้นทวีมากขึ้นเมื่อทักษิณไม่ยอมออกมาปกป้องวิโรจน์ นวลแข ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยผู้ร่วมงานสนธิซึ่งกำลังตกที่นั่งลำบาก วิโรจน์ได้ยกหนี้นับพันล้านให้สนธิ จากนั้นสนธิก็ประกาศเป็นศัตรูกับทักษิณอย่างเต็มตัว
.
นอกจากเรื่องความเป็นอริส่วนตัว นโยบายของทักษิณหรือ “ทักษิโนมิคส์” ก็สร้างความไม่พอใจให้กับสนธิ สำหรับพวกคนรวยคนมีอำนาจในกรุงเทพ เรื่องการฆ่าตัดตอน การทุจริตคอรัปชั่น หรือการคุกคามสื่อไม่ใช่เรื่องสำคัญ พวกนี้ให้คำสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจมากกว่า ข้อกล่าวหาของพันธมิตรหลายประการฟังขึ้นทีเดียว ไม่ต้องสงสัยว่านโยบายของทักษิณไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการพัฒนาชนบทอย่างแท้จริง แต่สะท้อนให้เห็นว่าทักษิณจงใจสร้างเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ของตนให้เข้มแข็งและมีอำนาจ เพื่อที่ตนจะได้มีอำนาจเหนือบรรดาผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น นอกจากนี้ กองทุนเงินกู้หมู่บ้านก็เป็นสิ่งที่นักการเมืองแจกจ่ายแทบไม่มีกลไกอะไรในการตรวจสอบว่าเงินกู้เหล่านี้ถูกใช้ไปในการลงทุน ไม่ใช่เพื่อการบริโภคส่วนบุคคล อีกประการหนึ่งคือความไม่โปร่งใสในแง่ที่ว่ารัฐบาลใช้งบประมาณซึ่งมาจากภาษีประชาชนเท่าไหร่ในโครงการ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าสนธิและพวกมักจะใช้ความสัมพันธ์ทางการเมืองเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ก็เพื่อได้มาซึ่งสัญญาธุรกิจหรือสัมปทานจากรัฐ
.
อย่างน้อยตั้งแต่ประมาณ 2475 เป็นต้นมา บรรดาตระกูลมั่งคั่งมักจะเชิญข้าราชการหรือนายทุนหรือนายทหารระดับสูงให้เข้ามารับตำแหน่งบริหารหรือประธานบริษัท แล้วก็ทุ่มเงินสนับสนุนโครงการรัฐหรือไม่ก็บริษัทที่ข้าราชการหรือนายทหารเป็นเจ้าของ โดยหวังผลว่าจะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายหรือไม่ก็เสียภาษีน้อยลง บริษัทชั้นนำกว่า 200 ในประเทศมีมูลค่าถึง 62% ของจีดีพี ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทใหญ่ที่สุด 30 บริษัทแรกมีมูลค่ารวมกันถึง 40% ของจีดีพี ผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินรายใหญ่แก่พันธมิตรได้แก่ตระกูลใหญ่สี่บริษัทคือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และไทยเจริญคอเปอร์เรชั่น ในปี 2551 ต่างก็ทุ่มเงินสนับสนุนพันธมิตรอย่างน้อยสุดเป็นจำนวนนับล้านต่อวัน…
.
ที่จริงพวกคนรวยเต็มใจสนับสนุนทักษิณอยู่แล้ว ถ้าโครงการหรือนโยบายเหล่านี้เอื้อต่อผลประโยชน์ของเขาเหล่านี้ ในตอนนั้นพวกนักธุรกิจต่างก็คาดหวังว่าทักษิณจะดูแลพวกเดียวกันก่อนโดยให้การคุ้มครองธุรกิจรายใหญ่ต่างๆ แต่บรรดานักธุรกิจต่างก็ผิดหวังไปตามๆกัน เมื่อปรัชญาและนโยบายเศรษฐกิจของทักษิณให้ประโยชน์กับคนกลุ่มอื่นมากกว่า ซึ่งการให้ความสนใจกับชาวชนบทของทักษิณนี้เองทำให้คนรวยในกรุงเทพไม่ชอบใจในตัวเขานัก
.
บรรดาข้อกล่าวหาที่พันธมิตรกล่าวหาทักษิณ ข้อกล่าวหาที่คนจำนวนมากเห็นว่าฟังขึ้นมากที่สุดคือ ทักษิณและคนที่สืบทอดอำนาจต่อจากเขาจงใจขายชาติให้กับคนต่างชาติ พันธมิตรประนามการที่ทักษิณขายชินคอร์ปให้กับกองทุนเทมาเสคใน 2549 โชคเข้าข้างพันธมิตรที่การซื้อขายกลับเป็นข่าวฉาวโฉ่ มีการออกมาชุมนุมและประท้วงส่งผลผให้อำนาจการเมืองทักษิณถูกบั่นทอนลง
.
พันธมิตรนั้นอ้างว่าอยากให้ประเทศมีประชาธิปไตยจริงๆไม่ใช่แค่หย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่สิ่งที่พันธมิตรทำในทางปฏิบัตินั้นตรงกันข้าม นอกจากนี้พันธมิตรยังพยายามปลุกปั่นกระแสคลั่งกษัตริย์ เนื่องจากสถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพ​ยกย่องอย่างสูงที่พันธมิตรอ้างว่าต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสถาบัน ย่อมเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการบั่นทอนเสียงสนับสนุนของทักษิณ การสร้างข่าวลือว่าพยายามล้มล้างสถาบันเป็นพวกคิดร้ายต่อบ้านเมืองหรือสถาบัน รวมถึงการพยายามเรียกร้องให้คืนอำนาจแก่กษัตริย์ (ทั้งๆที่กษัตริย์ในช่วงนั้นมีอำนาจ ความมั่งมี และบารมีสูงกว่าประวัติการณ์ นับตั้งแต่การก่อตั้งราชวงศ์จักรี)
.
ในช่วงปลายปี 2548 เมื่อสนธิพยายามรงณรงค์เรียกร้องให้ K9 ออกมาแก้ไขสถานการณ์บ้านเมือง พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ได้ออกมาเตือนให้เลิกทำ ไม่นานสนธิก็โดนข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพหลังจากเอาคำวิจารณ์สถาบันของผู้สนับสนุนทักษิณมาเปิดเผย ต่อมาในปี 2552 สนธิก็ถูกลอบฆ่า เดาได้ไม่ยากว่ามีผู้ตั้งใจเก็บสนธิ เพราะเขาไม่เป็นประโยชน์ต่อไป สนธิกล่าวว่าเจ้านายและนายทหารยศสูงบางคนเป็นผู้บงการสั่งฆ่าเขา
.
แต่ทั้งนี้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพันธมิตรได้รับแรงสนับสนุนจากคนกรุงเทพและองค์กรประชาสังคมหลายองค์กร ในปี 2549 มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในกรุงเทพ ส่งผลให้ทักษิณตัดสินใจยุบสภาและประกาศเลือกตั้งใหม่ในเดือนเมษายน นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดและแสดงให้เห็นถึงความเย่อหยิ่งและการไม่คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนตัดสินใจ ซึ่งนับว่าเป็นจุดอ่อนของทักษิณ ฝ่ายค้านต่างพากันไม่ยอมลงสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากรู้ตัวว่าไม่สามารถสู้พรรคไทยรักไทยได้ การเลือกตั้งครั้งใหม่จึงถูกกำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคม แต่ก่อนที่ทักษิณจะชนะอีกครั้งก็มีการรัฐประหารเสียก่อน
.
ทหารปกครองประเทศได้ปีกว่าก็ต้องยอมเลิกเล่นการเมือง จริงอยู่ว่าทักษิณถูกกำจัดออกไปและถูกตั้งข้อหาหลายกระทง แต่ในปี 2551 ทักษิณก็กลับมาเมืองไทยได้ด้วยความช่วยเหลือของรัฐบาลชุดใหม่โดย สมัคร สุนทรเวช การเลือกสมัครเป็นนายกนับว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากที่สุดที่ทักษิณเคยทำ นอกจากสมัครจะเป็นนักการเมืองที่ไร้ฐานเสียงในต่างจังหวัดและไม่มีควมสามารถเท่าทักษิณ สมัครยังขึ้นชื่อว่าเป็นคนหัวอนุรักษ์นิยม และเขามีบทบาทในการสนับสนุนให้มีการปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรงในปี 2519 และ 2535 ความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างสมัครกับหทารและวังไม่ได้ช่วยรัฐบาลชุดใหม่เลย
.
ที่จริงแล้ว อุดมการณ์และโลกทัศน์ของพันธมิตรทำให้เรานึกถึงกลุ่มลูกเสือชาวบ้านและกลุ่มกระทิงแดงที่เชิดชูสถาบันแล้วใช้ความจงรักภักดีเป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าคนเป็นจำนวนมากในปี 2519 แต่เนื่องจากความรุนแรงในปีนั้นขัดแย้งกับประวัติศาสตร์ไทยที่รัฐอยากให้เป็น ในสังคมไทยแทบไม่มีการพูดถึงเรื่องราวต่างๆในตอนนั้น
.
เมื่อพันธมิตรเข้าตาจนเมื่อรัฐประหาร ไม่สามารถเปิดโอกาสให้พวกของทักษิณให้กลับเข้ามามีอำนาจในทางการเมืองได้อีก รัฐบาลใหม่ถูกเลือกมาโดยการเลือกตั้ง ที่ทหารควบคุมและจัดให้มีขึ้นภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ร่างโดยสภารัฐธรรมนูญที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้งของทหารและหลายคนที่ให้การสนับสนุนพันธมิตร
.
ที่จริงการเมืองของพันธมิตรไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นการเอามาตรการเผด็จการจากหลายยุคที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนใหญ่คนโตในกรุงเทพสามารถรักษาอำนาจทางการเมืองของตนได้ ถ้าหากรัฐบาลทำอะไรไม่ถูกใจพันธมิตร ทหารก็มีสิทธิจะยึดอำนาจจากรัฐบาลนั้นได้
.
ในแง่ของอุดมการณ์พันธมิตรอ้างว่าเป็นปากเสียงของคนไทย แต่ในความเป็นจริงคือการบังคับให้คนส่วนใหญ่ต้องเห็นด้วยกับตน ระชาธิปไตยแบบที่พันธมิตรต้องการคือ ประชาธิปไตยแบบที่ส่งเสริมให้คนต่างกลุ่มต่างชนชั้นในสังคมมีอำนาจต่างกัน ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบที่ทุกคนเท่าเทียม เพราะพันธมิตรเห็นว่าเป็นอันตรายต่อความเหลื่อมล้ำหรือลำดับขั้นทางสังคม
ฉะนั้นใครก็ตามที่วิพากษ์วิจารณ์หรือต่อต้านแนวคิดพันธมิตรก็จะถูกกล่าวหาว่า เป็นพวกขายชาติหรือเป็นศัตรูของประเทศ
พันธมิตรมีการเปลี่ยนวิธีการประท้วงให้รุนแรงขึ้นจากที่เคยนั่งชุมนุมกันที่ถนนราชดำเนิน พันธมิตรรู้ดีว่า การสูญเสียเลือดเนื้อเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะหลอกล่อให้ตำรวจใช้กำลังในการสลายผู้ชุมนุมประท้วง ในปลายเดือนสิงหาคมผู้ประท้วงนับเป็นพันๆ บางคนพกปืนไม้ มีดและวัตถุระเบิดขนาดเล็กบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล เท่านั้นยังไม่พอยังบุกรุกเข้าสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เข้ายึดสนามบินภูเก็ต หาดใหญ่ และกระบี่ สมัครในตอนนั้น ปฏิเสธที่จะสั่งการให้ทหารเข้าปราบปรามเพราะไม่อยากติดกับดักที่พันธมิตรหวังให้เสียเลือดเนื้อ
.
แต่ในเวลาต่อมาพันธมิตรก็ทำสำเร็จ เกิดการปะทะระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจในวันที่ 7 ตุลาคมที่หน้าอาคารรัฐสภา ทำให้มีผู้เสียชีวิตสองรายและบาดเจ็บอีกร้อยๆราย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสมัยช่วงสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นนายก หลังจากสมัครถูกบีบให้ลาออก เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเขาทำผิดกฎหมายเพราะไปจัดรายการโชว์ทำกับข้าว
.
จริงอยู่ว่าความรุนแรงในวันที่ 7 ตุลาคมไม่มีรัฐประหารที่นำเอารถถังออกมาตามถนน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐประหารเงียบที่มีค่าเท่ากับรัฐประหารธรรมดา แต่ดีกว่าตรงที่มันไม่ได้ดูน่าเกลียด เพราะมีการเสแสร้งรักษาเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญและขบวนการทางรัฐสภาบางอย่าง การที่พันธมิตรบุกอาคารรัฐสภา ย่อมส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลใหม่เป็นอย่างยิ่ง ในวันที่มีการปะทะระหว่างพันธมิตรกับตำรวจนั้น การ์ดพันธมิตรใช้ทั้งปืน ระเบิดปิงปอง อีกทั้งยังขับรถเมล์พุ่งชนตำรวจ ทำให้ตำรวจหลายรายได้รับบาดเจ็บ หลังมีการปะทะกัน คนใหญ่คนโตก็ออกมาสนับสนุนพันธมิตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายอานันท์ ปันยารชุน ไปเข้าร่วมงงานศพของ พตท.เมธี ชาติมนตรี หัวหน้าการ์ดพันธมิตรที่เสียชีวิต เมธีขับรถบรรทุกระเบิดมุ่งไปยังสำนักงานพรรคชาติไทย เขาเสียชีวิตเมื่อรถเกิดระเบิดขึ้น ในตอนนั้น Queen ได้บริจาคทรัพย์เป็นจำนวนมากแก่โรงพยาบาลที่ให้การรักษาพันธมิตรที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้ง Queen และจุฬา…ได้ไปร่วมงานศพของ อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ ผู้เสียชีวิตหน้าอาคารรัฐสภาหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสที่บริเวรทรวงอก (ทุกวันนี้ยังไม่แน่ชัดว่า อังคนาเสียชีวิตเพราะแก๊สน้ำตา หรือเพราะการระเบิดของอุปกรณ์ที่ตัวเธอถือเอง หรือผู้ประท้วงใกล้ๆพกมาด้วย) ไม่กี่วันจากนั้นพลเอก อนุพงศ์ เผ่าจินดา ได้ออกปราศรัยขอให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบและลาออก
.
เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาเป็นโอกาสให้พันธมิตรมีข้ออ้างในการก่อความวุ่นวายมากขึ้น พันธมิตรประกาศว่าจะไม่ใช้วิธีสันติอีกต่อไป ในวันที่ 25 พฤษภาคมพันธมิตรนับพันๆบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง นับว่าเป็นเรื่องค่อนข้างประหลาด เมื่อนึกถึงว่าบริษัทคิงส์เพาว์เวอร์ซึ่งได้รับสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในนามบิน เป็นบริษัทที่ใกล้ชิดกับเนวิน ชิดชอบ ซึ่งพันธมิตรปิดร้านค้าเหล่านี้ไม่ให้เข้าและให้มียามรักษาการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
.
รัฐบาลตอบโต้ด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินแต่พลเอก อนุพงศ์ ปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของรัฐบาล เนื่องจากไม่มั่นใจว่าทหารจะให้ความคุ้มครองความปลอดภัย นายกตัดสินใจย้ายไปทำการรัฐบาลที่จังหวัดเชียงใหม่ ยิ่งเวลาผ่านไปแนวโน้มที่จะเกิดการนองเลือดและความเสียหายมหาศาลด้านทรัพย์สินก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ พันธมิตรนั้นติดอาวุธครบมือและมีกำลังหนุนและเสบียงครบครัน การที่สมชายคิดถูกแล้วที่ไม่ส่งตำรวจเข้าไปยึดสนามบินกลับคืนมา ตำรวจไทยไม่ได้ถูกฝึกมาในเรื่องสลายการชุมนุม โอกาสที่จะเกิดการนองเลือดจึงมีสูงมาก
.
การที่รัฐบาลทำอะไรพันธมิตรไม่ได้ ปล่อยให้สนามบินถูกยึดเป็นเวลานานก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศเป็นข้ออ้างอย่างดีว่า รัฐบาลนี้ไม่มีประโยชน์ต่อประเทศอีกต่อไป ในวันที่ 2 ธันวาคม ศาลรัฐธรรมนูญก็ทำการรัฐประหารเงียบ โดยสั่งยุบพรรคพลังประชาชนเพียงเพราะ หนึ่งในผู้บริหารพรรคทำผิดกฎอะไรบางอย่างเล็กน้อยในระหว่างการเลือกตั้งปี 2550 นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งหลังจากประกาศยุบพรรค แต่พันธมิตรประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมถอยจนกว่าคณะรัฐมนตรีทั้งหมดจะลาออก แต่ไม่กี่ชั่วโมงพันธมิตรก็กลับคำพูดโดยแหล่งทำเป็นประกาศชัยชนะแล้วถอนกำลังออกไป ดูเหมือนว่าพันธมิตรจะสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องเกรงกฎหมาย แต่ถ้าพวกผู้มีอำนาจเหล่านี้ออกคำสั่งพันธมิตรให้ยอมก็ต้องยอมทำตาม การที่พันธมิตรยอมถอย ดูเหมือนว่าจะมีใครสักคนหนึ่งที่มีอำนาจล้นจนออกคำสั่งให้พันธมิตรไม่ทำเช่นนั้น….

การจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกินสำหรับประเทศนี้ นักวิชาการต่างประเทศหลายคนถึงสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างมาก เนื่องจากเกิดรัฐประหารอยู่บ่อยครั้ง การนิยามประชาธิปไตยในแบบฉบับไทยๆ ความไม่พร้อม รวมถึงระบบการเมืองไทยที่ไร้เสถียรภาพในตัวมันเอง ...

SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments

khina
6 days ago
คนที่ลงนามรับรองรัฐประหารช่างโง่เขลา
Reply