ในวันที่เราอ่อนแอ, เราเรียนรู้ตัวเอง
“ช่วงนี้ไม่ดีเลย”
“ช่วงนี้ร้องไห้ทุกวันเลย”
“ช่วงนี้...”

ครึ่งปีหลังมานี้ เป็นช่วงที่ชีวิตไม่ค่อยน่ารัก
กรกฎาคมเรา depress เพราะเรื่องเรียน เรื่องครอบครัว และเรื่องเพื่อน
สิงหาคม เปิดเรียนชีวิตดีขึ้นหน่อย ได้ดูแลตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำให้ตัวเอง
กันยายนก็ยังคงเป็นเรื่องเรียนและความสัมพันธ์ เป็นเดือนที่เราตัดสินใจคบกับแฟนคนปัจจุบัน มีเรื่องความสัมพันธ์แบบใหม่ให้เราได้ปรับตัวและเรียนรู้
ตุลาคมเป็นเดือนที่เรารอคอยให้สิ้นสุดเพราะอยากกลับบ้าน กลับไปหาคนที่เรารัก รวมทั้งแฟนเราด้วย
พฤศจิกายนเปิดเดือนมาด้วยการร้องไห้ทุกวัน...

เป็นรีวิวครึ่งปีหลังที่เราขาดความมั่นคงทางจิตใจ อารมณ์เราสวิงวิ่งขึ้น วิ่งลงเปลี่ยนแปลงไม่เว้นวัน หรือแม้บางวันเดียวกันเรากลับมีอารมณ์ที่สลับขั้วกันมากมาย นี่อาจจะเป็นที่มาของความรู้สึกเหนื่อยใจ ขาดพลังงานในตัวเองรึเปล่า

เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุขมากสักพักใหญ่แล้ว ร่วมเดือนแล้วได้แล้วมั้ง การใช้ social media เราได้เห็นหลายคนในนั้นมีความสุข และมักจะรู้สึกอิจฉา อยากได้ความสุขแบบนั้นบ้าง หรือแม้กระทั่งหลายครั้งที่เห็นแฟนเราได้ทำในสิ่งที่รัก ที่เค้ามีความสุข เรายินดีด้วย แต่ในใจลึกๆ เสียงในใจเราบอกว่าอยากมีแบบนั้นบ้าง อยากทำในสิ่งที่เรารู้สึกมีความสุขกับมันบ้าง เราอยากมีความสุข อยากได้เราคนที่รักและมีความสุขกับตัวเองกลับมา

เราเคยลองพยายามอยู่หลายครั้ง เพื่อหาคำตอบว่าทำไมเราถึงไม่มีความสุขเลย มันหายไปไหน ปัญหาคืออะไร แล้วเราจะแก้ได้ยังไง เราค้นหาจนเราพบว่าตัวเราเองเอาแต่หมกหมุ่นกับการหาสาเหตุของปัญหา จนลืมที่จะหาทางแก้ไข เราหมกหมุ่นว่าทำไมอดีตเราเป็นแบบนั้น จนลืมไปเลยว่าสิ่งที่เรามีคือปัจจุบัน และอนาคต สิ่งที่เราควรมองมากกว่าคือการมองไปข้างหน้า การลงมือทำและเดินต่อไป

“ปล่อยให้เราร้องไห้คนเดียวก็ได้ เราไม่อยากให้เธอต้องมาห่วงเราอีก”
เราพูดประโยคประมาณนี้ตอนที่เรากำลังร้องไห้ในระหว่างคุยสายกับแฟนเราเมื่อวาน มันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากว่าตอนนี้เรารู้สึกว่าชีวิตเราอยู่ในขั้นโคม่าอีกครั้ง เพราะเรากำลังอยากผลักคนที่เรารักออกไปจากตัวเอง คิดว่าเค้าควรไปเจอคนที่ดีกว่า ให้พลังงานกับเค้าได้มากกว่า ตอนนี้เรามีแต่พลังงานลบ เราไม่อยากให้ใครต้องรับมันไปเพราะเรา

อย่างที่เราบอกไป... เราเปิดเดือนพฤศจิกายนด้วยการร้องไห้ทุกวัน ช่วงที่เรากลับบ้านและได้ใช้เวลากับแฟนเราทุกวัน และเป็นทุกวันที่เราร้องไห้ ไม่ใช่เสียใจเพราะเค้า แต่เพราะแค่ได้อยู่ข้างเค้า มีไหล่ของเค้าให้พิง มีกอดของเค้า เราก็พร้อมจะร้องไห้เลย มันดีมากนะ แต่ในใจเราอีกด้านกลับบอกว่าเราเองกำลังอ่อนแอมากเลย

หลังจากกลับมามหาลัย เมื่อวานเป็นวันที่เราร้องไห้หนักมาก น่าจะเป็นวันที่ร้องไห้หนักที่สุดแล้ว เราร้องไห้จนไม่มีเสียง ร้องไห้แล้วหลับไป ตื่นมาแล้วเริ่มต้นร้องไห้อีกครั้ง หรือแม้กระทั่งแค่เราได้คุยกับแฟนเรา แค่นั้น แค่ได้ยินเสียง ได้เห็นหน้า น้ำตาเราก็พร้อมจะไหลออกมาได้เลยตอนนั้น การร้องไห้ดูเป็นอย่างเดียวที่เราจะปล่อยความทุกข์ในใจออกมาได้ ถึงแม้จะไม่ทั้งหมด แต่มันก็เป็นทางเดียวที่เราแสดงออกได้จริงๆ

หลายเหตุการณ์ หลายความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเราช่วงนี้ มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ห่างหายกันไปหลายปี ความต้องการผลักคนที่เรารักออกไป เพราะรู้สึกว่าเราคือตัวถ่วงในชีวิตเค้า ความรู้สึกที่อยากร้องไห้ และพร้อมร้องไห้ได้ตลอดเวลา ไม่ใช่อะไรที่บอกว่าความสุขของชีวิตเรายังอยู่ดีอีกแล้ว

เพราะเราร้องไห้จนเหนื่อย และเราไม่อยากร้องไห้อีกแล้ว เราอยากมีความสุข อยากยิ้มได้ อยากเข้มแข็ง และอยากเป็นพลังงานที่ดีให้คนที่เรารัก เราเลยอยากพาตัวเองกลับมาอีกครั้ง

และเพื่อที่เราจะพาตัวเองกลับมาได้ และเดินไปข้างหน้าได้ เรามองว่าการยอมรับและเรียนรู้ตัวเองจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สำหรับเราความทุกข์ที่หนักหนาสาหัสเป็นสิ่งที่บอกว่าเราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง คนที่สุขได้ ทุกข์ได้ เข้มแข็งได้ และแน่นอนว่าเราอ่อนแอได้เช่นกัน เราเป็นเราแบบนี้ เพราะนี่คือธรรมชาติของเรา

เพราะเราเติบโตมาด้วยทัศนคติที่มองว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ ปัญหาเป็นสัญลักษณ์ของความผิดพลาด การร้องไห้และพึ่งพาคนอื่นเป็นการแสดงออกถึงความอ่อนแอ เรามองความอ่อนแอ ความผิดพลาด และปัญหาเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ มันเป็นจุดด่างพร้อย ตรงข้ามกับความสมบูรณ์แบบที่เรายึดถือไว้ ดังนั้นการยอมรับความอ่อนแอของตัวเองเป็นสิ่งที่ท้าท้ายเรา ต้องใช้พลังงาน และเวลาในการเอาชนะด่านต่างๆ หรือกำแพงในตัวเองเพื่อยอมรับมัน

การเขียนบันทึกของเราในวันนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นในการทบทวนและยอมรับตัวเอง

เริ่มต้นเรื่องแรกที่เรายอมรับกับตัวเองคือ ’เราเป็นคนหนีปัญหา’ เมื่อเราเผชิญกับอะไรที่เราไม่รู้ รู้สึกว่ามันยาก มีความเสี่ยงและรู้สึกว่าจะเป็นปัญหาหรือเกิดความผิดพลาดได้ สเต็ปแรกที่เกิดขึ้นคือเราจะถอยก่อน และเราจะถอยไปเรื่อยๆ เลี่ยงไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะถอยไม่ได้อีก และสุดท้ายไม่แปลกเลยที่มันจะกลายเป็นก้อนปัญหาขนาดใหญ่ เพราะมันสะสมมาตามเวลาที่เราปล่อยให้มันเกิดขึ้น

พอถึงจุดที่เราถอยหนีไม่ได้อีกแล้ว และปัญหามันมีขนาดใหญ่ เราจะรู้สึกโทษตัวเองก่อนเลยว่าทำไม่ถึงปล่อยให้ตัวเองสะสมปัญหามาได้ถึงขนาดนี้ เพราะเราเองอ่อนแอ ไม่จัดการกับมันตั้งแต่แรก มันเป็นทัศนคติที่เราใช้มองตัวเอง และเท่าที่เราสังเกตตัวเองมา จะมีอีกเสียงหนึ่งที่แทรกขึ้นมา มันเป็นเสียงของพ่อเราเอง

เสียงของพ่อที่จะคอยบอกว่า ”เห็นไหมเพราะเราเป็นแบบนี้ เพราะเราแย่โน่นนี่ เพราะเราไม่เก่ง ไม่พยายาม ไม่เข้มแข็ง ไม่สู้ให้มากพอ เราถึงต้องเจอกับสถานการณ์นี้ ปัญหานี้เป็นความผิดพลาดจากตัวเราเอง เพราะเราเองทั้งหมด” เนื้อความประมาณนี้ที่ตีซ้ำเราอยู่บ่อยครั้ง

และมันเป็นอะไรที่เราต้องยอมรับจริงๆ ว่าเราอ่อนแอ และเป็นเราเองที่โบยตีตัวเองซ้ำๆ ด้วยความคิด ทัศนคติบางอย่าง จริงๆ เราเคยมองว่าการโบยตีตัวเองซ้ำๆ เป็นเราที่เลือกเองมาตลอด แต่เมื่อไม่นานมานี้ เราเริ่มฟัง Podcast ’R U OK’ เนื้อความในคลิปเสียงของช่องนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเลย และหนึ่งในนั้นคือ การโบยตีตัวเองด้วยทัศนคติ หรือชุดความคิดอะไรบางอย่างซ้ำๆ มีที่มาที่ไป มันเป็นรีแอคชั่นอัตโนมัติ เราตอบสนองและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบหนึ่งมาเป็นระยะเวลานาน มันเลยเป็นธรรมดาที่เราตอบสนองกับตัวเองในแบบที่เราเรียนรู้มาตลอด

นอกจากเป็นคนที่หนีปัญหาแล้ว เรายังพบว่าเรานี่ ‘คลั่งความสมบูรณ์แบบ’ เหมือนกัน ความคลั่งนี้เป็นที่มาของความกลัวต่างๆ ในใจเราเยอะเลย เราคาดหวังให้ตัวเองทำทุกอย่างได้ดีที่สุดทุกครั้ง เลยเป็นที่มาว่าถ้าไม่ดีที่สุด ไม่มั่นใจที่สุดจะไม่เริ่มทำ เราใช้เวลาในการคิดและวางแผนหลายๆ อย่างนานมากกว่าเราจะลงมือทำจริงๆ ความสมบูรณ์แบบที่เรากอดไว้เป็นที่มาของสิ่งที่เรากลัวที่สุด และสิ่งนั้นมันก็คือ ‘ความไม่รู้’ เรากลัวที่จะลงมือทำในสิ่งที่เราไม่รู้ เพราะเรากลัวความผิดพลาด และเรายอมรับมันไม่ได้ตรงนั้น กลัวจะเจ็บจนลืมไปเลยว่า ถ้าเราไม่ลงมือทำ ไม่เดินเข้าไปหามัน เราก็ยังอยู่ที่เดิม และไม่ได้รู้จักสิ่งนั้นมากขึ้นเลย

เรื่องที่เราเล่ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา เป็นบางส่วนที่เรามองเห็นตัวเอง สิ่งที่เป็นเราในวันนี้มีที่มาที่ไป สิ่งที่เราเรียนรู้คือการยอมรับมัน เราจะไม่บอกว่ามันคือการให้อภัยตัวเอง เพราะเราจะไม่มองว่ามันเป็นความผิดพลาดอีกแล้ว แต่มันเป็นธรรมชาติอีกด้านของเราเอง เราจะเรียนรู้และยอมรับมัน เพื่อที่เราจะแก้ไขและทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น เพื่อให้เราใช้ชีวิตต่อไปได้ และได้ทำในสิ่งที่เราต้องการ

ตอนนี้ ความทุกข์ใจยังอยู่แหละ แต่เรารู้สึกดีมากขึ้น เรา appreciate ที่เราได้เจอกับสถานการณ์ในตอนนี้ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะมาเรียนรู้ตัวเอง และเป็นโอกาสที่เราได้ค่อยๆ เพิ่มชุดความคิดใหม่ ได้เพิ่ม positive input ในตัวเรา

มันเป็นโอกาสที่เราจะค่อยๆ เติมความเชื่อมั่นให้ตัวเองด้วยการสร้าง small win เริ่มต้นด้วยความสำเร็จเล็กๆ ในทุกวัน ใช้ความมั่นใจนี้สร้างสมดุลกับความไม่มั่นใจ และยังเป็นเวลาที่เราได้เรียนรู้และได้บอกกับตัวเองว่า ‘ให้คิดถึงความสุขในตอนนี้ มากกว่าความสุขในวันข้างหน้า’ สุขในสิ่งที่เราจับต้องและสัมผัสได้ สิ่งที่เรามีคือปัจจุบัน ใช้เวลามองอดีตให้น้อยลง อยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้นนะ

เราเรียนรู้ตัวเองและสร้างความแข็งแรงให้ใจเราได้ เราจะก้าวเดินและเรียนรู้ชีวิตไปบนจังหวะของเราเอง

😄
SHARE

Comments

SpaceManAndMe
6 days ago
สู้ๆนะคะ เดือนนี้อาจจะใจร้ายไปหน่อย แต่เราเชื่อว่าคุณจะผ่านมันไปได้อย่างสวยงามแน่ๆค่ะ ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวนะคะ :)​
Reply