ทำความเข้าใจการเมืองไทยฉบับย่อ (2)



เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่อมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เคยมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย รสช.ก็พยายามครองอำนาจให้นานที่สุด แม้ว่าจะต้องสร้างความชอบธรรมด้วยการแต่งตั้งรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ และแสร้งทำเป็นเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง สิ่งสำคัญหลังทำรัฐประหารคือ แต่งตั้งนาย อานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกรัฐมาตรี รสช.ให้อำนาจในการปฏิรูปเศรษฐกิจและพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรสช.เป็นผู้อยู่เบื้องหลังในเรื่องสำคัญทั้งหมด ความพยายามของกองทัพที่จะผลักดัน สุจินดา ขึ้นเป็นนายกเหมือนพลเอกเปรม เห็นได้ชัดว่า รสช.เข้าแทรกแซงและควบคุมการร่างรัฐธรรมนูญ และสงวนอำนาจในการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 270 คนซึ่งมีศักดิ์และอำนาจเท่าเทียมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้มีบทเฉพาะที่ระบุว่านายกจะต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งรสช.ได้เตรียมการไว้หมดแล้วในการกรุยทางให้สุจินดาหรือนายทหารคนอื่นๆ โดยมีการเตรียมการทุกอย่างให้กลับเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยแบบครึ่งใบหรือ “เผด็จการในคราบประชาธิปไตย”
.
นอกจากรัฐธรรมนูญใหม่จะช่วยปูทางให้ทหารครองอำนาจได้ง่าย รสช.ยังวางแผนเกี่ยวกับการเลือกตั้งไม่ให้หลุดมือทหาร โดยก่อตั้งพรรคสามัคคีธรรมหวังให้สุจินดามีเสียงในสภามากพอ เล่ากันว่าเริ่มแรก ส.ส. และ รมต. เหล่านี้รับเงินแจกถึง 500,000 บาทต่อรายเพื่อนำไปใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งและในเวลาต่อมาก็รับเงินเพิ่มอีก สุจินดาไม่มีทางเลือกมากนัก พรรคใหญ่ๆอย่างประชาธิปัตย์ ความหวังใหม่ และพลังธรรม ต่างอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเผด็จการ อย่างไรก็ตาม รสช.ก็ได้แก้ปัญหานี้ได้ บรรดาคนสำคัญของพรรคชาติไทยและพรรคกิจสังคมที่รับปากว่าจะร่วมมือกับทหารต่างรอดไปด้วย หลังจากนั้นมีการแก้ไขกฎหมายให้นักการเมือง 10 คนที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพบว่ามีความผิดยักยอกเงินหลวงให้อุทธรณ์คำตัดสินได้ เปิดโอกาสให้ ส.ส. พวกนี้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก
.
หลังจากไม่นานนักเนื่องจากรสช.หวังจะครองอำนาจให้นานที่สุด จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปล่อยให้นักการเมืองเหล่านั้นพ้นคดีไป และยอมให้เข้ามาครองตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ยังหันมาใช้กลยุทธการเลือกตั้งแบบที่พรรคการเมืองใช้ ผลลัพธ์คือหลังรัฐประหารที่ได้รัฐบาลแทบไม่ต่างจากรัฐบาลก่อนรัฐประหาร ต่างไปก็แค่รัฐบาลหลังรัฐประหารมีทหารคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
.
สุจินดาตระหนักถึงสถานการณ์นี้ หลังจากเขาปฏิเสธไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มีนักการเมืองที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินพบว่ามีความผิดฐานคอรัปชั่นปี 2535 ในที่สุดสุจิดาก็ต้องยอมจำนน การเข้ารับตำแหน่งของสุจินดาทำให้กระแสต่อต้านรสช.หนักขึ้น ในช่วงพฤษภาคม มีประชาชนออกมาประท้วงโดยมีพลตรีจำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรมและอดีตผู้ว่ากทม.เป็นผู้นำการประท้วง จำลองเริ่มอดอาหารและประกาศว่าจะยอมตายหากสุจินดาไม่ลาออก มีผู้เข้าร่วมประท้วงที่ท้องสนามหลวงถึง 80,000 คนในวันที่ 4 พฤษภาคม และเพิ่มขึ้นเป็น 150,000 ในวันที่ 8 พฤษภาคม การประท้วงยุติชั่วคราวหลังรัฐบาลประกาศยินดีเจรจาแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ผู้ประท้วงต้องการ แต่ก็เป็นเพียงสัญญาลมๆแล้งๆหวังลดกระแสต่อต้าน
.
การประท้วงจึงเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งบนถนนราชดำเนินในวันที่ 17 พฤษภาคม โดยมีคนมากถึง 200,000 คนจากทุกสาขาอาชีพ หลังจากมีการประทะเป็นครั้งคราวระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมที่มีก้อนหินเป็นอาวุธ รัฐก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและเริ่มเข้าปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง ตำรวจและทหารยิงปืนขึ้นฟ้าสลับกับการสาดกระสุนเข้าใส่ผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธใดๆ ทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด ประชาชนหลายสิบนอนตายเกลื่อน หลายคนถูกยิงจากด้านหลังขณะพยายามหนี
.
สถานการณ์พลิกผันในเย็นเมื่อ 20 พฤษภาคม เมื่อ K9 เรียกให้สุจินดาและจำลองเข้าพบ ต่อมามีการถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์ไปทั่วโลก K9 อ้างว่าความขัดแย้งในเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องน้ำผึ้งเพียงหยดเดียว แต่ไม่ได้กล่าวถึงการเสียชีวิตของผู้ประท้วง K9 กล่าวว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งส่วนตัวระหว่าง สุจินดา และ จำลอง ทั้งยังขอให้ทั้งคู่จับเข่าคุยและพยายามหาทางปรองดอง ในวันต่อมาจำลองซึ่งได้รับหมายจับถูกปล่อยตัว อีกสามวันต่อมา สุจินดาก็ลาออกจากนายกรัฐมาตรีหลังจากที่ K9 ได้ลงนามในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมให้กับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ความรุนแรง
.
เป็นครั้งที่สามที่ประเทศได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา จริงอยู่ว่าตั้งแต่การเลือกตั้ง 2535 เป็นการต่อสู้ระหว่าง “เทพ” กับ “มาร” “เทพ” หมายถึงบรรดาพรรคที่อยู่ข้างประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐประหาร ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม และพรรคความหวังใหม่ ส่วน “มาร” หมายถึงพรรคที่ถูกรสช. ยึดอำนาจและให้การสนับสนุนสุจินดา ได้แก่ พรรคชาติไทย กิจสังคม ประชากรไทย และชาติพัฒนา แม้ว่าสื่อจะประโคมข่าวระหว่างประเทพและมาร แต่ผลการเลือกตั้งใน 2535 กลับไม่ต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ และสภาผู้แทนราษฎรได้แตกกันเป็นก๊กเป็นเหล่าเหมือนเดิม
.
เมื่อมีการประกาศเลือกตั้งใหม่ในปี 2538 บรรดาพรรคการเมืองและส.ส.ก็มีโอกาสเรียกค่าตัวสูงลิบ บางรายถูกเสนอเงินมากกว่าสิบล้านเพื่อให้ย้ายพรรค หลังการเลือกตั้ง 2538 นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคชาติได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลผสมของบรรหารมีทั้งเทพและมารผสมกันอยู่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง พรรคถูกซื้อตัวจากผู้สมัครอื่นๆ หลังการเลือกตั้ง โอกาสในการก่อตั้งรัฐบาลผสมจึงตกเป็นของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ทิศทางการเมืองไทยในช่วง 2533-2542 เริ่มเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยปัจจัยหลายอย่างทั้งตั้งใจและบังเอิญ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างสถาบันการเมืองไทยหลังจากการเลือกตั้ง 2539 ก่อนหน้านั้นที่มีการพูดถึงเรื่องนี้แต่แทบไม่มีการลงมือปฏิบัติใดๆ
.
รัฐธรรมนูญปี 2540 มีจุดประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงสถาบันทางการเมืองสำคัญของไทยหลายสถาบัน มีการทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาการแต่งตั้งด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งที่เป็นกลางในระดับจังหวัดมีการเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเป็น 500 คน และผู้ลงสมัครจะต้องมีวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ มีกฎให้ผู้ที่มีคะแนนเสียงเลือกตั้งต้องไปลงคะแนนเสียงในเวลาเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระ มีอำนาจเต็มที่ในการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งและการซื้อเสียง อีกทั้งให้มีอำนาจในการประกาศให้ผู้สมัครที่ละเมิดกฎหมายการเลือกตั้งหมดสภาพการเป็นผู้ลงสมัคร และสามารถสั่งห้ามไม่ให้นักการเมืองที่ถูกพบว่าทุจริตคอรัปชั่นขั้นร้ายแรงดำรงตำแหน่งทางการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีการรับรองสิทธิมนุษยชน 40 ข้ออย่างเป็นทางการอย่างที่รัฐธรรมนูญก่อนๆทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีบทเฉพาะการให้ความคุ้มครองคนไทยมากขึ้นจากการถูกค้นหรือจับกุมโดยไม่มีหมายจับ มีการก่อตั้งองค์กรอิสระเป็นจำนวนมากเพื่อปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการใช้อำนาจที่ผิดในทางอื่นๆ
.
สิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากหน้ามือเป็นหลังมืออีกวิกฤติหนึ่ง คือวิกฤตเศรษฐกิจที่พังยับเยินหรือวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (อ่านต่อได้ที่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง) ส่งผลกระทบลุกลามอย่างหนักในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิกฤตนี้เป็นผลร้ายแรงทำให้ ชวลิตต้องลาออกจากการเป็นนายก รัฐบาลใหม่ที่ขึ้นมาแทนนำโดย ชวน หลีกภัย แม้ว่ารัฐบาลชวนจะประสบความสำเร็จในการฟื้นตัว แต่กลับไม่นิยมในหมู่ประชาชนเนื่องจากถูกมองว่าทำให้ประเทศไทยตกอยู่ใต้เงื้อมมือของไอเอ็มเอฟ ความตกต่ำและความเสื่อมของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคความหวังใหม่ทำให้ระบบพรรคการเมืองแบบเก่าล่มสลายลง
.
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเปิดโอกาสให้ ทักษิณ ได้เข้ามามีอำนาจทางการเมือง สร้างชื่อเสียงจากการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในแวดวงโทรคมนาคม ในช่วงที่คณะรัฐมนตรี “บุฟเฟต์” ของพลเอกชาติชาย ทักษิณได้รับสัมปทานตลาดมือถือและเพจเจอร์ที่กำลังบูมจากรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมาบริษัทของทักษิณก็ได้กำไรมหาศาลและหุ้นบริษัทก็มีมูลค่าสูงลิบในตลาดหุ้น
.
เนื่องจากการจะได้รับสิทธิ์หรือต่ออายุสัมปทานจากรัฐต้องอาศัยเส้นสายและกลยุทธ์ทางการเมือง จึงไม่แปลกที่ทักษิณหันลงมาเล่นการเมือง ทักษิณเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัวในปี 2537 โดยขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมาตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลชวน สมัยแรก ภายใต้โควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีที่พรรคพลังธรรมได้
.
การล่มสลายของพรรคพลังธรรมเป็นผลมาจากการที่ทักษิณเข้ามาเป็นสมาชิก พรรคพลังธรรมเป็นพรรคที่สร้างขึ้นมาจากการเป็นองค์กรที่ไม่มีการคอรัปชั่น และยึดหลักคำสอนของศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด ภาพของทักษิณนั้นแตกต่างไปอย่างยิ่ง เพราะเขาเป็นนายทุนที่สร้างฐานะขึ้นมาจากสัญญาธุรกิจที่ไม่โปร่งใสและการเล่นพรรคเล่นพวก พรรคพลังธรรมมีความขัดแย้งภายในและไม่นานก็ถอนตัวจากการเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่การล่มสลาย
.
อย่างไรก็ตามแม้ว่าพรรคพลังธรรมจะล่มสลายไปในระบอบการเมืองที่เงินคือพระเจ้า นายทุนอย่างทักษิณก็พร้อมเต็มที่ที่จะเรืองอำนาจทางการเมือง วิกฤติเศรษฐกิจไม่ได้มีผลลบต่อบริษัทของทักษิณมากนัก วิกฤติเศรษฐกิจเปิดโอกาสให้ทักษิณใช้ความร่ำรวยของตนสร้างพรรคการเมืองที่ดูเหมือนจะสามารถปกป้องประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยมี การรณรงค์หาเสียงของทักษิณที่มีมาดของนักธุรกิจต่างจากนักการเมืองทั่วไป ในเดือนกรกฎาคม 2541 ทักษิณพร้อมนักวิชาการและข้าราชการจำนวนหนึ่งได้ประกาศตัวพรรคการเมืองที่มีชื่อว่า “พรรคไทยรักไทย” ในตอนแรกทักษิณพยายามเรียกคะแนนจากบรรดานักธุรกิจใหญ่ให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง หลังจากนั้นก็เข้าหาเจ้าของกิจการรายย่อยและคนยากจนในชนบท โดยสร้างภาพว่าตนเป็นผู้สร้างฐานะขึ้นมาด้วยลำแข้งของตนเองและเป็นผู้นำที่เด็ดขาดกล้าตัดสินใจ สามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้มั่นคงก้าวหน้าโดยไม่ทอดทิ้งผู้ใช้แรงงานหรือผู้ประกอบการรายย่อย ให้ตกเป็นเหยื่อของนายทุนต่างชาติ
.
วิกฤติเศรษฐกิจเปิดโอกาสให้พรรคไทยรักไทยเริ่มเติบโต ทักษิณอ้างว่าเขาใช้ “วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์” เพื่อนำพรรคไทยรักไทยไปสู่ความสำเร็จ มีการจ้างบริษัทให้คำปรึกษาและองค์กรสำรวจความคิดเห็นต่างๆ ให้ช่วยกันประดิษฐ์คิดค้นวิธีการหรือถ้อยคำต่างๆที่จะดึงดูดผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง อย่างที่ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์ เรียกว่า “ลัทธิชาตินิยมรูปแบบใหม่” ที่ให้คำสัญญาว่าจะปกป้องประเทศ ไม่ให้ถูกครอบงำโดยต่างชาติและเน้นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกแต่ไม่ตกอยู่เบี้ยล่างของผู้ใด
.
ในปี 2543 ทักษิณประกาศใช้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เน้นให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดล่างและขนาดย่อย เขาดำเนินนโยบายที่ดึงดูดใจชาวชนบทและบรรดาผู้นำของประชาชนกลุ่มที่เรียกร้องต่างๆ อย่างเช่นสมัชชาคนจนที่เริ่มมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น โครงการหลักๆที่ ทักษิณใช้ดึงดูดชาวชนบทได้แก่ โครงการยกหนี้ให้เกษตรกร การก่อตั้งกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1,000,000 บาท และโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค สมาชิกพรรคไทยรักไทยเพิ่มขึ้นหลายล้านคน ส.ส.จำนวนมากต่างพากันทิ้งพรรคของตนและหันมาเข้าร่วมกับทักษิณอย่างน้อย 100 คน
.
ในช่วงต้นสหัสวรษใหม่ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศตัวอย่างในภูมิภาคที่ประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน ตรงข้ามกับประเทศเพื่อนบ้านที่ปกครองด้วยเผด็จการที่โกงกินบ้านเมือง
.
.
.
จะเห็นได้ว่าประชาธิปไตยในยุคที่เบ่งบานคือช่วงที่อยู่ในยุคของทักษิณ ทักษิณได้เข้ามาช่วยเหลือชาวรากหญ้าและได้ใจชาวรากหญ้าด้วยคะแนนเสียงท้วมท้นในคราบของนักบุญ แต่ใดๆการมีระบอบประชาธิปไตยต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ และเจตจำนงที่แน่วแน่ของผู้นำในการมีวิศัยทัศน์พาประเทศไปให้ไกลกว่าจุดที่ยืน ไม่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ มีแต่ประชาธิปไตยในอุดมคติ จึงเป็นเรื่องที่แต่ละประเทศจำเป็นต้องเรียนรู้ประชาธิปไตยไปและปรับใช้ให้เข้ากับสังคมพร้อมกัน


ในตอนหน้าจะมาเล่าถึง ทฤษฎีมุมมองของความเป็นเมืองและชนบทที่ดูถูกดูแคลนกล่าวหาว่าชาวชนบทคือผู้ไร้ปัญญาและโง่เขลา และการขึ้นมาของพันธมิตร
SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments