เพิ่งดูจบ 02: Grizzly Man / ความฝันอันเกินเบอร์ กับสิ่งแวดล้อมที่เย็นชา
เพิ่งดูจบ เลยมาเล่า

Grizzly Man (2005, Werner Herzog)
‘ความฝันอันเกินเบอร์ กับสิ่งแวดล้อมที่เย็นชา’

สารคดีเรื่องนี้เล่าถึงชีวิตของ Timothy Treadwell ชายหนุ่มอเมริกันคนหนึ่งอุทิศเวลาสิบห้าปีกับการคลุกคลีอย่างใกล้ชิดกับหมีกริซลี่ในอุทยานแห่งชาติ เขารู้สึกว่าตัวเองมีความสัมพันธ์วิเศษกับสัตว์ป่าและมองว่ามันเติมเต็มชีวิตอันว่างเปล่าของเขา จนกระทั่งวันหนึ่งที่หมีกริซลี่พรากชีวิตไปจากเขา

ตอนแรกที่ได้รู้เนื้อเรื่องคร่าวๆก็คาดหวังหนังที่... ไม่รู้เหมือนกัน อบอุ่น เปิดตา โลกสวย เพราะอะไรที่มากับคนรักสัตว์ป่ามักจะเป็นราวนี้ คือตอนแรกไม่รู้ว่าตัวเอกตายยังไง พอเข้าถึงตรงนั้นฮาเลย คือหนังไม่ได้วางตัวเป็นหนังตลกและค่อนข้างเคารพเนื้อหาที่เอามาใช้เล่า แต่ในตัวเนื้อหาเองมันเกินเบอร์มากสำหรับเราในแทบทุกอย่าง เท่าที่เข้าใจตอนนี้เรามั่นใจว่ามันตั้งใจจะเป็นหนังตลก

หนังพาเราไปรับชมชีวิตของ Timothy Treadwell ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฟุตเทจที่เขาคลุกคลีกับหมีกริซลีอย่างถึงเนื้อถึงตัว ประกอบกับการสัมภาษณ์บุคคลใกล้ชิดซึ่งช่วยเติมมิตินอกเหนือจากภาพลักษณ์ที่โลกรู้จักเขา พอรวมกันแล้วกลายเป็นภาพชีวิตที่ค่อนข้างสมบูรณ์ของชายหนุ่มธรรมดาที่มี ‘ความฝันซึ่งเป็นไปไม่ได้ ไร้สาระ และแปลกแยก’

การนำเสนอทำให้เราในฐานะคนดูเข้าถึงความรู้สึกที่ดึงดูด Timothy Treadwell เข้าหาความฝันของเขา ทุกครั้งของการดูคนคนหนึ่งเข้าหาหมีในระยะประชิดเพื่อพูดคุยให้ความรู้สึกพิเศษซึ่งอธิบายได้ยากนอกจากจะได้ดูเอง ในตอนแรกเรารู้สึกว้าวและตื่นเต้นร่วม แต่สักพักเราเริ่มรู้สึกได้ว่า ‘บางสิ่ง’ ผิดปกติในตัวการกระทำนั้นทั้งหมดและความฝันนั้นด้วย และเริ่มสัมผัสได้ถึงอันตรายและความว่างเปล่าในมัน

เมื่อมนต์สะกดของความฝันนั้นหลุดไปจากเราในฐานะคนดู เมื่อนั้นคือจุดที่หนังเริ่มเข้าประเด็นที่มันตั้งใจ คือการสำรวจความฝันที่เพ้อเจ้อทั้งในมุมคนไล่ตามและคนนอก คนดูจะเห็นว่าชีวิตของ Timothy Treadwell นั้นเต็มไปด้วยความไม่สมหวังทั้งจากครอบครัว เพื่อน และสายอาชีพ ชีวิตของเขาเป็นเรื่องตลกแต่แรกแล้วก่อนจะมามีความสนใจใช้ชีวิตร่วมกับหมีกริซลี ซึ่งเราในฐานะคนดูก็มองว่ามันตลกอยู่ดี สิ่งที่ต่างคือหลังจากที่เจอความฝัน เขาดูจะมีความสุขกับชีวิตจริงๆในที่สุด

หนังเล่าชีวิตการผจญภัยของชายหนุ่มเป็นภาพลวงตาซึ่งไม่สอดคล้องกับโลกทั้งใบ แต่ก็ปฏิบัติกับเขาอย่างเห็นใจและพยายามสร้างความเชื่อมโยงให้กับคนดู ‘ธรรมชาติ’ ซึ่งชายหนุ่มหลงใหลเสียเหลือเกินตีความได้ว่าเป็นสิ่งที่ทดแทนสังคมซึ่งกลวงและเย็นชา มันกลายเป็นพื้นที่ซึ่งเขามีตัวตนและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว ที่ก็ตลกคือสุดท้ายธรรมชาติก็ไม่ได้แยแสและ ‘ทำร้าย’ เขาในแบบเดียวกัน สังคมและธรรมชาติเป็นส่วนหลักของสารคดีและเลี่ยงไม่ได้ที่จะตีความเชื่อมโยง ว่าที่จริงแล้ว สิ่งที่ Timothy Treadwell เห็นในธรรมชาติอาจเป็นสิ่งที่เขาพยายามหลีกหนีจากความเป็นจริง แล้วเขาทำสำเร็จไหม? เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหมในฐานะสังคมหรือนี่คือธรรมชาติของเรา? นั่นก็เป็นสิ่งที่คนดูแต่ละคนสามารถมองได้ในมุมของตัวเอง

โดยสรุปก็ เราคิดว่ามันเป็นหนังที่แล้วแต่ตาคนจะมองเลย ตัวหนังมีชั้นเชิงมากในการเค้นให้มิติที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อออกมาในเนื้อหาซึ่งค่อนข้างหมิ่นเหม่ที่จะพูดในสังคมมายาคติ ผู้กำกับหยิบจับความเพ้อเจ้อของคนคนหนึ่งมาประกอบใหม่ให้เราเห็นมิติของมันชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งสาเหตุปัจจัย สิ่งที่ทำให้มันคงอยู่ และทัศนคติของพวกเราต่อมัน เป็นการเฉลิมฉลอง Absurdity ของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ตรงไปตรงมาและชวนคิดได้ไม่จบ
SHARE
Writer
IJustWatched
Writer
รีวิวหนังและหนังสือ (และอื่นๆที่ใจอยาก) ติดตามใน FB ได้ที่ https://www.facebook.com/werbistro

Comments