เพิ่งดูจบ 01: Satantango (1994, Bela Tarr)
เพิ่งดูจบ เลยมาเล่า
Satantanga (1994, Bela Tarr)
‘ความฝันอันสูญเปล่า และมนต์สะกดของปิศาจ’

เนื่องจากมีวันหยุดซึ่งไม่มีแผนในรอบนานทีและไม่รู้จะใช้ทั้งวันทำอะไร กะจะดูหนังแต่ด้วยความที่เราทำงานที่บ้านและก็อู้เปิดหนังดูไปด้วยตลอด เลยรู้สึกอยากทำอะไรแปลกไปจากเดิม เลยทะลึ่งอยากดูเรื่องนี้ด้วยเหตุผลว่ามันยาวประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง (!!!) และตั้งใจจะดูตั้งแต่เรียนมหาลัยแต่ทำใจไม่ได้สักที ตื่นมาก็เปิดคอมโหลดแล้วก็แล้วนั่งดูยาวตั้งแต่ค่อนเที่ยงยันหนึ่งทุ่ม (มีพักกินข้าวกับเข้าห้องน้ำนิดหน่อย) ดูจบก็คิดว่าไม่น่าเคยมีใครเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในภาษาไทย ก็เลยเขียนทิ้งไว้สักหน่อย

คือจะบอกว่ารักหนังเรื่องนี้มาก ระยะเวลา 7 ชั่วโมงครึ่งที่กลัวตอนแรกมันไม่รู้สึกยาวเลย เราเคยเบื่อและสมาธิหลุดกับการดูหนังยาว 3 ชั่วโมงเป็นประจำแต่ไม่เป็นเลยสำหรับเรื่องนี้ รู้สึกเหมือนดูหนังปกติที่เวลาไหลไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะรวมๆหนังรู้สึกเหมือนภาพวาดที่มีเสียงและการเคลื่อนไหวซึ่งไม่ต้องใช้ตรรกะตีความแบบหนังทั่วไป ทั้งเรื่องแทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นและส่วนใหญ่ใช้ช็อตแช่ที่ยาวถึง 10 กว่านาที แต่เรากลับรู้สึกว่ามันไม่เสียเวลาเลยเพราะมันทำสิ่งที่หนังปกติเรื่องอื่นไปไม่ถึงและไม่คิดจะไปถึง ซึ่งการจะอธิบายว่าทำไมนั้นก็ต้องอธิบายเนื้อหาที่หนังพยายามสื่อก่อน

เนื้อเรื่องไม่ได้ระบุปีอย่างชัดเจน แต่เห็นได้ชัดว่าพูดถึงช่วงยุคคอมมิวนิสต์ที่ล้มเหลวในการพัฒนาเศรษฐกิจของฮังการี (ประเทศที่ผู้กำกับ Bela Tarr และนักเขียนซึ่งหนังอิงเนื้อเรื่อง Laszlo Krasznahorkai เติบโตมา) ตัวละครในเรื่องเป็นชาวบ้านซึ่งถูกกดขี่อยู่ใต้อำนาจของทหาร สภาพยากจนไร้อนาคตและใช้ชีวิตผ่านแต่ละวันไปอย่างลมๆแล้งๆ ความฝันใดก็ตามที่ซื้อพวกเขาให้ลงแรงต่อสู้ในเรื่องพาพวกเขาไปสู่ความว่างเปล่าไม่ต่างจากเมื่อเริ่มต้นเลย มันคือวงจรอุบาทว์ที่ปิศาจเต้นรำกับความฝันของผู้คน

คำถามหลักที่ควรถามคือ ถ้าประเด็นสรุปออกมาได้พอสังเขป แล้ว 7 ชั่วโมงครึ่งที่ใช้ไปคุ้มค่าสำหรับเราในฐานะคนดูไหม? นั่นเป็นคำถามที่ปัจเจกและคงไม่เหมือนกันทุกคน แต่สำหรับเราก็จะบอกว่าใช่ และเราจะไม่ชอบมันเท่านี้ถ้ามันไม่ยาวเท่านี้ สิ่งที่หนังทำส่วนใหญ่คือการอ้อยอิ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่การสะใจจะทำแต่มันสอดคล้องกับธีมที่พยายามจะสื่อ การที่เราต้องนั่งจ้องมองภาพที่เรารู้อยู่แล้วว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากเปลี่ยนการรับรู้เรา ให้พยายามเชื่อมโยงกับรายละเอียดซึ่งถ่ายทอดตัวละครและสถานการณ์มากขึ้น ซึ่งมีทั้งเศร้า เหงา สิ้นหวัง และแอบฮาเล็กน้อย ปะปนกันไป

การเลือกใช้สไตล์ที่ตั้งอยู่บนการเสียเวลาสะท้อนคำถามกับมาถึงเราในฐานะผู้ชมด้วย พอหนังไม่ได้อธิบายตัวเองมากมันกลายเป็นว่าการตีความหนังค่อนข้างเป็นส่วนตัว เท่ากับเราเข้าใจบริบทที่เราไม่ได้ผ่านมาที่ผู้กำกับต้องการเล่าผ่านสิ่งที่เรารู้สึกกับหนัง นอกจากเนื้อเรื่องแล้วก็เราก็ยังมีเวลาเชื่อมโยงความรู้สึกของหนังกับชีวิตที่เจอมา พูดได้เลยว่าตลอดเวลาที่เสียไปเราไม่เข้าใจอะไรเลยและเข้าใจทุกอย่างชัดเจน ถ้าใครให้เล่าว่าหนังเกี่ยวกับอะไรคือจะงงตัวเองมาก มันเป็นสไตล์ที่ถึงอธิบายได้ระดับหนึ่งแต่จะไม่มีใครเข้าใจประเด็นจนกระทั่งได้ดูเอง

ทุกเฟรมเต็มไปด้วยความสวยงามภายใต้ความอัปลักษณ์ ความสูญเปล่าในการใช้เวลาของแต่ละตัวละครเล่าความรู้สึกได้มากกว่าที่เราเชื่อว่าทำได้จนกระทั่งได้ดู มันเป็นบางอย่างที่ถึงแม้เราจะดูหนังมามหาศาลแต่หาตัวอย่างมาอธิบายเหตุผลไม่ได้ แต่คือมันทำงานสำหรับเรามาก หนังแตะต้องความรู้สึกหลายอย่างซึ่งเป็นสากลแต่ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนทำได้สำหรับเรา และในการจะทำมันใช้ความกล้าและความเป็นตัวเองสูงมาก ซึ่งเป็นคะแนนอีกส่วนที่ไม่ควรเกี่ยวแต่อยากพูดถึง มันคือศิลปะเพื่อศิลปะซึ่งหาได้ยากในโลกของทุนนิยม

ก็จะแชร์เท่านี้สำหรับที่ได้ดูมา ก็คิดว่าเป็นหนังปกติที่เลือกใช้วิธีการไม่ปกตินำเสนอความรู้สึกเคว้งคว้างของความฝันที่สูญเปล่าด้วยความรู้สึกแทนข้อมูล จุดขายของมันคงจะเป็นความทะเยอทะยานที่จะนำความรู้สึกเหล่านี้มานำเสนอในขณะที่ส่วนใหญ่ไม่กล้าและทำออกมาได้บริสุทธิ์และจริงใจ มันก็ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคนแน่นอน แต่เราคิดว่ามันดูง่ายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันควรเป็น แนะนำสำหรับสายดูหนังที่มีเวลามากพอ ส่วนตัวคิดว่าควรดูให้จบในวันเดียวแต่ไม่จำเป็นต้องทำใจอะไรมากมาย

เพิ่มเติมข้อมูลสำหรับผู้อ่านที่อาจพอมีความรู้ เราคิดว่าสไตล์ของ Bela Tarr มีความคล้ายคลึงของหนังของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุลสูงมากจนน่าเรียกได้ว่าเป็นแม่แบบ ทั้งการพูดถึงการเมืองโดยใช้สัญลักษณ์แทนพาดพิงตรงๆ ถ่ายทอดความรู้สึกแทนจะโน้มน้าวด้วยข้อมูล เชื่อว่าหลายคนที่อาจสับสนถ้าได้ลองดูผลงานของ Bela Tarr (ที่อาจสั้นกว่านี้) จะช่วยให้เข้าใจหนังของพี่เจ้ยมากกว่านี้
SHARE
Writer
IJustWatched
Writer
รีวิวหนังและหนังสือ (และอื่นๆที่ใจอยาก) ติดตามใน FB ได้ที่ https://www.facebook.com/werbistro

Comments