เป็นกลางได้ไหม บนรถไฟที่กำลังตกเหว
คุณอยู่บนรถไฟที่กำลังแล่นผ่านหุบเหว บังเอิญรางที่พาดเหวขาดพอดี มีทางเลือกหลายทางสำหรับคุณ ที่อยู่บนรถไฟ เช่น เร่งความเร็วเพื่อให้รถไวขึ้น – หวังว่ามันจะเร็วพอข้ามทางขาดไปนะ หรือเหยียบเบรกเพื่อให้เพิ่มความหน่วง – หวังว่ามันจะหน่วงพอก่อนรถไฟจะถึงปากเหวนะ หรือแม้แต่งัดประตูและกระโดดออกจากรถไฟ คุณจะเลือกอะไร?

ผมตอบไม่ได้เหมือนกันว่าวิธีไหนทำให้คุณรอด แต่ที่ผมมั่นคือ ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน หรือแม้แต่ยืนนิ่ง ๆ ไม่เลือกมันเลยซักอย่าง อธิฐานให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง มันก็ล้วนส่งผลต่อชีวิตคุณตั้งสิ้น ไม่มีการตัดสินใจแบบไหนที่เรียกเป็นกลาง

สังคมเรามันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแหละครับ บรรทัดฐาน ค่านิยม ความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ และความเห็น สิ่งเหล่านี้ถูกยกระดับขึ้น (แม้ในบางครั้งจะถอยหลัง) ตลอดเวลา กระทั่งสิ่งที่พวกเราเชื่อว่ามันถูกต้องแล้ว มันก็ยังถูกปรับปรุง ทำลายและสร้างขึ้นใหม่อยู่เรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งคนยังเคยคิดเลยว่าผู้หญิงและคนดำไม่ควรมีสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะว่าคนเหล่านี้ไม่มีความคิดที่สมบูรณ์พอ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่มีความเป็นมนุษย์เพียงพอ หรือเกย์ กะเทยครั้งหนึ่งเคยถูกวงการแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตต้องรักษาด้วยการแช่น้ำแข็ง ช็อตไฟฟ้า แล้วหันมาดูตอนนี้สิ คู่รักเกย์สามารถแต่งงานได้ถูกกฎหมายแล้วในหลาย ๆ ประเทศ หรือในปัจจุบันการห้ามผู้หญิงขึ้นพระธาตุเพราะประจำเดือนของผู้หญิงเป็นของต่ำก็เริ่มเสื่อมความนิยมไป และมีโอกาสที่จะหายไปจากวัฒนธรรมในอนาคต(?)

ถึงแม้ว่าความไม่ถาวรและเปลี่ยนแปลงได้ของสังคมเรา จะเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย ๆ แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยโอบรับความคิดที่ว่านี้ หนึ่งในพวกเราหลาย ๆ คนต่อต้านการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เรามองเป็นของตาย พวกเราชอบที่จะยึดถือในสิ่งที่พวกเราคุ้นเคย มีเสถียรภาพ และคาดเดาได้ แต่ก็นั้นแหละ เราเปลี่ยนแปลงความจริงอย่างเดียวอย่างของโลกนี้ไม่ได้ นั่นก็คือ ความจริงที่ว่า ‘ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง' นั่นแหละ

ถ้าเกิดคุณรู้สึกว่าความจริงข้างต้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์เสียเท่าไหร่ คุณอาจต้องเปลี่ยนความคิด เพราะมีบทเรียนมากมายที่ย้ำเตือนเราว่าโลกมันกำลังเปลี่ยนไปอยู่เรื่อย ๆ หนึ่งในนั้นคือการมีอยู่ของมนุษย์

จะว่าไปมนุษย์เรานี่แหละครับที่เป็นตัวการของสิ่งเหล่านี้ พวกเราคล้ายกับเป็นเครื่องจักรแห่งการเปลี่ยนแปลง โลกทางสังคมของพวกเราไม่ได้เปลี่ยนไปด้วยตัวมันเอง แต่มันเปลี่ยนเพราะการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเรา เริ่มตั้งแต่ที่เราตั้งคำถามกับเรื่องเล็ก ๆ — “ทำไมเด็กผิวดำอย่างผมต้องทำงานในไร้ฝ้าย ในขณะที่เด็กผิวขาวได้ไปโรงเรียนครับพ่อ”, “ทำไมเราต้องเคารพรักกษัตริย์ที่ไม่ได้รักพวกเราครับ” ไปจนถึงการตั้งคำถามกับบรรทัดฐาน กฎหมาย — “ทำไมคนรวยขับรถชนคนแล้วไม่โดนจับครับ” รวมไปถึงการจิตนาการถึงความเป็นไปได้อื่น ๆ ผ่านการเรียนรู้วัฒนธรรมของคนอื่น — “ทำไมประเทศสแกนดิเนเวียนไม่ได้นับถือศาสนาพุทธแต่สงบสุขกว่าไทยครับ” คำถามเหล่านี้กำลังสร้างหนทางความเป็นไปได้ใหม่ ๆ

การที่พวกเรารู้ว่าสังคมกำลังเปลี่ยนไป โดยมีพวกเราเองเป็นสาเหตุ จะนำทางเลือกมาให้เรา นั่นก็คือ แล้วเราจะรับบทอะไรในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้? 1.รับบทตัวละคร ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป หรือ 2.รับบทเป็นก้อนหิน ต้นไม้ ใบหญ้า อยู่เงียบ ๆ และปล่อยให้คนอื่นตัดสินใจว่าสังคมควรจะเปลี่ยนแปลงไปทางไหน แต่แน่นอนว่ามันส่งผลกระทบต่อชีวิตเราในอนาคตทั้งนั้น William Edward Burghardt Du Bois (1868—1963) นักคิดชาวอเมริกันได้กล่าวไว้ว่า "เราสามารถเป็นแรงงานก่อสร้างอานาจักรของวัฒนธรรมแห่งใหม่หรือเป็นไทยมุงยืนมองวัฒนธรรมรอบตัวเราถูกเปลี่ยนไป" //เขาไม่ได้พูดถึงไทยเฉยหรอก ผมเติมเอาเอง

แต่ก็เหมือนกับชื่อบทความนี้แหละครับ ไม่มีตัวเลือกไหนเลยที่เป็นกลาง การตัดสินใจเลือกเป็นไทยเฉย ก็คือการเลือกให้คนอื่นมาตัดสินใจแทนเรา ปล่อยให้เขาสร้างสังคม สร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่สุดท้ายแล้วไทยมุงทั้งหลายก็จะตกอยู่ภายในวัฒนธรรมนี้ วัฒนธรรมที่ตนไม่มีส่วนสร้างเลย

หนังสือชีวประวัติ Howard Zinn มีชื่อว่า 'คุณเป็นกลางท่ามกลางรถไฟที่เคลื่อนอยู่ไม่ได้หรอก' Zinn เป็นนักกิจกรรม นักการศึกษา และนักประวัติศาสตร์ หนังสือและงานชิ้นอื่น ๆ ที่เขาเขียนถูกแบนไม่ให้ปรากฎในหลักสูตรการสอนของโรงเรียนในรัฐอาร์คันซอ แต่กลับถูกใช้เป็นแบบเรียนมาตรฐานในอีกหลาย ๆ รัฐ เขาคือเจ้าของหนังสือชื่อดัง A People’s History of the United States หนังสือประวัติศาสตร์อเมริกา ที่ต่างจากเล่มอื่น ๆตรงที่ไม่ได้ถูกเขียนผ่านมุมมองของชายผิวขาวผู้ร่ำรวย แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ผ่านสายตาของผู้หญิงบ้าง คนผิวสีบ้าง ชาวอเมริกันพื้นเมือง รวมไปถึงแรงงานผู้อพยพ คนจนในโรงงาน และกลุ่มผู้ที่ถูกประวัติศาสตร์หลงลืมกลุ่มอื่น ๆ

มีคนบอกว่างานของ Zinn นั้นเต็มไปด้วยอคติและมองผ่านมุมของตัวเขาเอง แน่นอน! ผมไม่ปฏิเสธหรอก แต่ไม่ใช่แค่หนังสือของเขา หนังสือประวัติศาสตร์อเมริกาเล่มอื่น ๆ ก็มองจากมุมเดียวทั้งนั้น ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์เคยได้ยินกันไหมครับ แต่พอผู้แพ้ลุกขึ้นมาเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองบ้างกลับถูกมองว่าอคติซะงั้น ถ้าเทียบระดับความถูกต้องหรือระดับความอคติแล้วไม่ว่าประวัติศาสตร์ของใครก็น่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน อย่างที่ Zinn กล่าว
"ถ้าเรามองประวัติศาสตร์จากมุมมองของคนที่ถูกกดขี่ ยังไงก็แตกต่างจากมุมของผู้กดขี่อยู่แล้ว" – Zinn
ดังนั้นคนที่วิจารณ์ Zinn ว่าประวัติศาสตร์ของเขาอคติ คงคิดไปเองว่าว่า ‘คนเราสามารถเป็นกลางบนรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่ได้’ น่าตลกที่พวกเขาเหล่านั้นมีสมมุติฐานต่อนักเขียนประวัติศาสตร์อเมริกาที่เขียนประวัติศาสตร์เพื่อเชิดชูและส่งเสริมผู้มีอำนาจว่ามีความเป็นกลางและยุติธรรม แต่กลับมอง Zinn ที่เขียนประวัติศาสตร์เพื่อคนด้อยอำนาจและชนกลุ่มน้อยว่าเป็นพวกเลือกข้างและอคติ
"การเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างคนมีอำนาจกับคนไร้อำนาจ คือการเลือกข้างคนมีอำนาจ หาใช่การเป็นกลาง" — Paulo Freire นักการศึกษาและนักกิจกรรมชาวบลาซิล
สิ่งที่ Zinn และ Freire คิดเหมือนกัน ได้เข้าสู่หัวใจของผู้คนในสมัยนี้ คนทั่วโลกออกมาแสดงออกถึงเสียงของพวกเขา ผ่านการเดินขบวน ประท้วง หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่แสดงออกถึงการต่อต้าน คนเหล่านี้เข้าใจแล้วว่าภาวะเป็นกลางไม่มีจริง ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวน The women’s March – เพื่อสิทธิ์ที่เท่าเทียมของสตรี The day without Immigrants – เพื่อให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของผู้อพยพ The Tax March – การเรียกร้องให้เก็บภาษีคนรวย The Pride March – การเรียกร้องสิทธิ์ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และ เยาวชนปลดแอก – 3 ข้อเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงการประท้วงอื่น ๆ ทั่วโลก เป้าประสงค์ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ผู้มีอำนาจในสังคม ไม่ควรเป็นกลุ่มเดียวที่กุมอนาคตการเปลี่ยนแปลงของประเทศ

เห็นได้ว่าสังคมปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคของการเคลื่อนไหวทางสังคมในระดับกว้างขวาง โดยในทางสังคมวิทยาให้คำอธิบายว่าการเคลื่อนไหวทางสังคม คือ การที่คนกลุ่มใหญ่ต้องการที่จะมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าหลาย ๆ กระบวนการเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นมาจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม

แต่ถึงแม้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางและหลากหลาย ทั้งในพื้นที่ออนไลน์และบนท้องถนน แต่ยังมีคนหลายคนที่ชื่นชอบที่จะเป็นไทยมุงมองเมียงอยู่เงียบ ๆ แทนที่จะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมอันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพราะพวกเขาเหล่ายังไม่เข้าใจหรือไม่สนใจ ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่อยากข้องเกี่ยว หรือบ้างก็เพราะไม่สนใจการเมือง เบื่อการเมือง หรือเพราะชีวิตดีพออยู่แล้วและมองไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ได้โปรดตระหนักไว้เสมอว่าคุณกำลังปล่อยให้คนอื่นตัดสินใจแทนคุณ

ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะแจ้งให้คนรอบตัวที่เฉยฉา และไม่มีส่วนร่วมกับโลกทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานี้ ให้ทราบว่าทุกหนทางที่พวกเขาเลือกล้วนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อโลกนี้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่ทราบ ผมหวังว่าโพสต์นี้จะช่วยให้คุณเข้าใจและตื่นรู้ขึ้นมา แต่หากคุณใกล้จะเชื่อผมแล้ว แต่ยังตะขิดตะขวงใจอยู่ ผมขอยกคำพูดของนักมานุษยวิทยาผู้เป็นตำนาน Margaret Mead (1901-1978)"ไม่ต้องแปลกใจหรอกที่การแปลงระดับโลกจะเกิดจากคนช่างคิดกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีศรัทธาร่วมกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากคนกลุ่มเล็กๆเหล่านั้นทั้งสิ้น" — Mead

ที่มา: https://www.everydaysociologyblog.com/2017/05/you-cant-be-neutral-on-a-moving-train.html
SHARE
Written in this book
Sociology
งานเขียน งานแปล ที่เกี่ยวข้องกับสังคมวิทยา
Writer
panwyyt
World Citizen
เป็นนักศึกษาปี 4 พยายามคุมน้ำหนัก และเขียนธีสิสไปพร้อมกัน แน่นอนว่าล้มเหลว 😅

Comments

SpaceManAndMe
6 days ago
ขอบคุณสำหรับมุมมองดีๆนะคะ เขียนได้ดีมากๆค่ะ
Reply