Love is sociological ความรักเกี่ยวกับสังคมวิทยาด้วยนะ
อาจเป็นเรื่องปกติไปแล้ว สำหรับการพยายามหาสาเหตุหรืออธิบายเรื่องความรักที่มักหนีไม่พ้นคำอธิบายผ่านกรอบของหลักจิตวิทยา ไม่ก็ชีวะวิทยา หรือศาสตร์อื่น ๆ แต่ผมมั่นใจเลยว่าไม่ใช่สังคมวิทยาแน่ ๆ น่าน้อยใจไหมล่ะ

วาเลนไทน์ปี 62 ผมมีโอกาสอ่านบทความชิ้นหนึ่งของปีเตอร์ คอฟแมน* อดีตอาจารย์สังคมวิทยาผู้เป็นที่รักแห่งมหาวิทยาลัย SUNY New Paltz เลยขอหยิบมาเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทยครับ

ถ้าผมบอกว่าความรักเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมวิทยา ผมมั่นใจว่าคงมีหลายคนคัดค้านและไม่เห็นด้วย เพราะการที่พูดแบบนั้น คล้ายทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของความรัก เพราะความรักเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมชาติ สัญชาตญาณดิบ ควบคุมไม่ได้ สังเกตง่าย ๆ เวลาตกหลุมรักใครแล้วมักรู้สึกเหงื่อไหล่ตามนิ้วมือ ผีเสื้อบินในท้อง เข่าอ่อน หรือต่อให้ไม่รู้สึกทุกข้อที่กล่าวมา แต่อย่างน้อยก็รู้สึกถึงความอบอุ่นและความสุขละกัน ปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่ามาถูกใช้พิสูจน์ว่าความรักมันเกี่ยวกับเรื่องทางร่ายกาย เรื่องทางกายภาพ มนุษย์เราควบคุมไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องที่ยกมาอธิบายผ่านสังคมวิทยาได้แน่ ๆ

อาจต้องยอมรับว่าจริงอยู่ ที่เมื่อคนเราตกหลุมรักจะแสดงออกผ่านทางร่างกายและรวมถึงความแปรปรวนของอารมณ์ ความรู้สึก แต่เหตุผลและที่มาของอาการเหล่านั้นล่ะ จะอธิบายยังไงดี? เทพน้อยคิวปิดยิงศรรักใส่แล้วเหงื่อไหลท่วมง่ามมือเลยเหรอครับ หรือคนเรารู้ว่าสิ่ง ๆ นั้นคือความรัก แค่เพราะมองเห็นด้วยตาเหรอ ผมว่ายังไม่ใช่ ลองมาดูตอบคำถามเหล่านี้กัน

เรารักใครได้บ้าง?
ถึงแม้พวกเราจะถูกบอกต่อกันมาว่าความรักทำให้คนตาบอด (รวมถึงประสาทสัมผัสด้านอื่น ๆ ด้วยในบางที — ลิ้น, ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน) แต่ก่อนที่จะตาหรือลิ้นจะดับลง 'อคติ' ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีงานศึกษาทางสังคมวิทยามากมายที่ค้นพบว่าท้ายที่สุดแล้วคนเรามักลงเอยกับคู่ครองที่มีอะไรเหมือน ๆ กันกับเรา ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติ ศาสนา ระดับหน้าตา ฐานะ แม้กระทั่งความคิดทางการเมือง แนวคิดทางสังคมวิทยา-จิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่าว่าหลักแห่งความคล้ายคลึง (homophily) ที่บอกว่าคนเหมือน ๆ กันจะถูกดึงดูดเข้าหากัน เอาจริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเข้าใจว่าคนชอบแมวก็คงลงเอยกับคนชอบแมว ไม่ใช่(คนชอบ)หมา)แบบเรา โฮ่งๆ

แต่กระนั้นก็อย่าเพิ่งเศร้าใจนะครับ สังคมวิทยายังมีแนวคิดผลกระทบแห่งความใกล้ชิด (the propinquity effect) และทฤษฎีการติดต่อ (contact theory) ที่บอกว่าอุปสรรคของความรักในย่อหน้าที่แล้ว จะถูกลดความสำคัญลง ถ้าคนที่แตกต่างกันสองคนได้มาใกล้ชิดกันบ่อย ๆ คุยกันเยอะ ๆ หรืออยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายสูง จนมองข้ามเรื่องเชื้อชาติ ชนชั้นไปได้ ทีนี้หมา เอ้ยยย คนชอบหมา แบบเราก็มีโอกาสได้ใจเค้าแล้วนะ

เราแสดงออกความรักกันแบบไหน
พวกเราส่วนใหญ่ทราบกันดีว่าการแสดงออกแบบไหนที่เรียกว่ารัก การให้ดอกไม้ การให้ช็อคโกแลต หรือการ์ดอวยพร ทั้ง ๆ ที่โดยเนื้อแท้แล้วสิ่งเหล่าไม่ได้บ่งบอกถึงความรักในตัวมันเองเลยด้วยซ้ำ (การให้ช็อกโกแลตต่างยังไงกับการให้เนยถั่ว มันก็หวานเหมือนกันหนิ) แต่เราทราบความหมายของมันผ่านการกล่อมเกลาทางสังคม ไม่ใช่แค่สิ่งของนะ คำพูดก็เช่นกัน ‘ผมอยู่โดยขาดคุณไม่ได้หรอกนะ’ — ทั้ง ๆ ที่ประโยคนี้เราควรพูดกับชาวนามากกว่าหรือเปล่า? ‘คุณเติมเต็มส่วนที่ขาดไปของฉัน’ — อาจารย์จะน้อยใจเอานะ? หรือกระทั่ง ‘พวกเราเกิดมาคู่กัน’ — มันจะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อคุณพูดมีแฝดใช่ไหม? ไม่ใช่หรอกครับ มันสมเหตุสมผลได้ เพราะพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สังคมที่มองว่าสิ่งเหล่านี้มันสมเหตุสมผลต่างหาก การกระทำก็เช่นกัน การกอด การจูบ หรือการร่วมเพศ ทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงเป็นตัวแทนของความรักด้วยตัวมันเอง หรือมีคนบอกกัน

ในหนังสือ Modern Romance ของ Aziz Ansari และ Erik Klinenberg พวกเขาตั้งคำถามถึงวิธีการแสดงออกถึงความรักของมนุษย์เรา อย่างการให้โหลใสใส่กระดาษพับรูปหัวใจ หรือการให้ช่อดอกไม้เนี่ย เป็นผลลัพธ์ของสัญชาตญาณ หรือเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม มันยากจริง ๆ นะที่จะปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของผลผลิตการขัดเกลาทางสังคมที่เราได้รับจากครอบครัว เพื่อน และสื่อต่าง ๆ รวมถึงศาสนาก็ด้วย ท้ายที่สุดนี้ หากยังไม่เชื่อว่าการแสดงออกของความรักมันไม่ใช่เรื่องธรรรมชาติและเปลี่ยนไปตามกาละ เทศะ ก็ให้ลองถามคุณปู่ คุณทวดดูว่าสมัยก่อนท่านแสดงออกถึงความรักกันยังไง แต่ที่แน่ ๆ เชื่อเหอะว่าต่างกับคุณไม่มากก็น้อย อย่างน้อยท่านก็ไม่ส่งสติ๊กไลน์แน่ ๆ

เราจะรักกันตอนไหร่
สมัยเรียนมัธยมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเห็นผู้หญิงกับผู้ชายเดินจับมือกัน กอดจูบกันในโรงเรียน แต่กลับกันพอขึ้นมหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องปกติซะงั้น สำหรับใครบางคนอาจอธิบายสิ่งนี้ผ่านมุมมองทางชีวะวิทยา โดยการบอกว่ามัธยมยังเด็กอยู่ไง เลยไม่รู้สึกกระเหี้ยนกระหือรือเท่าตอนมหาวิทยาลัย เอ้ยยย ม.6 กับ ปี 1 ห่างกันแค่ 6 เดือนเองนะ ระดับฮอร์โมนมันจะพุ่งกระฉูดเลยเหรอ การมีอยู่ของบรรทัดฐานทางสังคมต่างหากที่อธิบายสิ่งนี้ได้ดี เชื่อผมเถอนะ!

เราจะรักกันเมื่อไหร่
ย้อนกลับไปตอนเด็ก ๆ การบอกรักคุณแม่ตอนท่านมาส่งหน้าโรงเรียนอนุบาลหมีน้อย กอดพี่ชายตอนเขาแบ่งของเล่นให้ หรือบอกรักเพื่อนสนิทตอนคุณครูให้นอนกลางวัน สิ่งเหล่านั้นไม่ได้แปลกและน่าอายเลย แต่ทำไมตอนโตขึ้นแล้วมันทำได้ยากนัก กอดพี่ชายหน่อยสิครับตอนเขาซื้อของขวัญให้ บอกรักเพื่อนอีกทีตอนมัธยมได้ไหม หรือหอมแก้มแม่หน่อยตอนท่านขับรถมาส่งหน้ามหาวิทยาลัย แหะ ๆ ขอไม่พูดดีกว่า บ้าบอ เดี๋ยวก็โดนมองว่าเป็นลูกแหง่หรอก เห็นอะไรบ้างไหมครับ

ที่กล่าวไปข้างบนเป็นแค่คำถามส่วนหนึ่ง ที่ช่วยให้เห็นว่าความรักถูกสังคมประกอบสร้างขึ้นมายังไง แต่จริง ๆ แล้วยังมีหลายคำถามที่ผมยังไม่ได้บอก เราจะรักกันที่ไหน — พื้นที่แต่ละที่อนุญาติให้เราแสดงออกถึงความรักเท่ากันหรือเปล่า ลองไปจูบกันต่อหน้านักเรียนประถมสิ คงจะโดนคุณครูเขกกะบาลเข้าให้ เรารักกันทำไม — ถ้าลองคิดว่าทุกคนในโลกไม่รักกันหล่ะ จะเป็นอะไรหรือเปล่า เรารักอะไรได้บ้าง — ความรักของเราที่มีต่อน้องหมา หรือต่อปากกาด้ามโปรด เรียกความรักได้หรือเปล่า หรือคำถามที่ยิ่งใหญ่และท้าทายที่สุด ความรักคืออะไร — ตอบยากจังเลย ว่าแต่ความหมายมันจะยังเหมือนเดิมไหมถ้าเวลาหรือสถานที่เปลี่ยนไป ไม่ต้องตอบผมหรอก ตอบตัวเองดูแล้วจะรู้แล้วว่าจริง ๆ แล้วความรักโคตรเป็นเรื่องของสังคมวิทยาเลย (ยิ้ม)

*ปีเตอร์ คอฟแมน จากพวกเราไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2018 ด้วยโรคมะเร็งปอด เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ต่อสู้กับโรคร้ายอยู่เนือง ๆ ในทวิตเตอร์ บทความชิ้นสุดท้ายของเขาคือ "สังคมวิทยาของความตายของข้าพเจ้า" ชวนอ่านครับ

ขอให้หลับให้สบายนะฮะ งานทุกชิ้นของคุณมีคุณค่าเหลือเกิน
Life really does suck sometimes. Thanks for sharing what you were going through with humor, intelligence, and compassion. 😔💔
Rest In Peace


Peter Kaufman. 2016. “Love is Sociological.” EVERYDAY SOCIOLOGY BLOG, 10 February. สืบค้นวันที่ 25 October 2020. https://www.everydaysociologyblog.com/2016/02/love-is-sociological.html/.
SHARE
Written in this book
Sociology
งานเขียน งานแปล ที่เกี่ยวข้องกับสังคมวิทยา
Writer
panwyyt
World Citizen
เป็นนักศึกษาปี 4 พยายามคุมน้ำหนัก และเขียนธีสิสไปพร้อมกัน แน่นอนว่าล้มเหลว 😅

Comments

BantitaSupa
24 days ago
ขอบคุณนะคะ รออ่านงานอื่นๆต่อ
Reply
PrussianBblue
23 days ago
เพิ่งรู้ว่ามีมุมมองทางนี้ด้วย น่าสนใจมากค่ะ
Reply
aomsin_blog
20 days ago
ดีมากค่ะ ช่วยมาแชร์บ่อย ๆ นะคะ
Reply
BlackShoes
17 days ago
ดีมากเลยครับ ชอบๆ
Reply
2_6_11
12 days ago
เชื่อครับผม ;)
Reply