เด็กสมัยนี้ไม่อดทนเลย: การทดลองมาร์ชแมลโลว์
1
"เด็กสมัยนี้ไม่ได้เรื่อง"
“เด็กสมัยนี้ไม่อดทนเลย"

เป็นคำพูดที่ผมได้ยินบ่อยๆ จากผู้ใหญ่หลายคน ที่มักใช้ตัดสินและเหมารวมคนรุ่นใหม่ โดยบอกว่า เด็กรุ่นนี้อดทนน้อยกว่ารุ่นตัวเอง ไม่พอใจอะไรนิดหน่อยก็เปลี่ยนงาน ลาออก ไม่พอใจอะไรนิดหน่อยก็โพสต์ บ่น วิจารณ์ ลงในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก

โดยให้เหตุผลว่า เด็กยุคนี้ไม่เคยต้องรอคอยอะไร อยากได้อะไรก็ได้ทันที ไม่ต้องรอล้างรูป 7 วัน ไม่ต้องรอจดหมาย ไม่ต้องรอโหลดรูปเดียวนานหลายนาที ทำให้มีความอดทนน้อยกว่าในอดีต

ส่วนอีกเหตุผลคือ ยุคนี้พวกเขามีทางเลือกมากกว่าแต่ก่อนที่ต้องอดทนทำงานที่เดียว เพราะงานมีน้อยและหายาก ต่างจากคนยุคนี้ที่งานมีให้เลือกมากมาย ไม่จำเป็นต้องดักดานอยู่ที่ใดที่หนึ่ง

แต่เอาเข้าจริงผมคิดว่า เราไม่ควรไปตัดสินเด็กรุ่นใหม่ว่าไม่มีความอดทน เพราะเกิดเจอเนอเรชั่นต่างกัน มีบริบททางสังคมต่างกัน แต่ผมก็เชื่อว่าสำหรับบางเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหน เราจำเป็นต้องอดทน เพราะมันมอบสิ่งดีๆ ให้ชีวิตครับ

2
รู้จักการทดลองที่ชื่อ มาร์ชแมลโลว์ ไหมครับ
นักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้ทดลองแจกขนมมาร์ชแมลโลว์ให้เด็กในห้องเรียน โดยแจ้งแก่เด็กทุกคนว่า หากใครรอไม่กินชิ้นแรกใน 15 นาที จะได้รับขนมมาร์ชแมลโลว์เพิ่มอีกหนึ่งชิ้น

คุณก็รู้ว่าความอดทนและสมาธิเด็กสั้นขนาดไหน ปรากฎว่า มีเด็กกลุ่มแรกทนไม่ไหว พวกเขากินมาร์ชแมลโลว์ทันที และมีเด็กอีกกลุ่มที่ยอมอดทนรอเพื่อจะได้มาร์ชแมลโลว์ชิ้นที่สอง

20 ปีต่อมา นักวิจัยกลับไปหาเด็กเหล่านั้นอีกครั้ง(ซึ่งกลายเป็นผู้ใหญ่แล้ว) พบว่าเด็กที่ไม่กินมาร์ชแมลโลว์ ยอมอดทอนรอ 15 นาทีเพื่อได้มาร์ชแมลโรลชิ้นที่สอง ประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเด็กกลุ่มแรกที่กินมาร์ชแมลโรลทันที

การทดลองนี้สรุปว่า เด็กที่มีความอดทนมากกว่า มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า ทำให้เห็นว่า บางครั้งความอดทนก็เป็นสิ่งสำคัญ

3
ได้ฟังแบบนี้แล้ว เราจะเชื่อการทดลองนี้ได้ 100% หรือไม่
ผมก็คงต้องบอกว่าไม่ได้ครับ เพราะการทดลองนี้มีจุดอ่อนอย่างนึง คือ การที่เด็กรู้ว่าถ้าอดทนรออีก 15 นาที จะได้รับมาร์แมลโลว์เพิ่ม ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่ยาวนานอะไร ต่างจากการอดทอรอในชีวิตจริงที่หลายเรื่องเราไม่รู้ว่า

1.อดทนรอแล้วเราจะได้สิ่งที่หวังหรือไม่
และ2.เราไม่รู้ว่าต้องอดทนรอนานแค่ไหน 

ทำให้เมื่อไม่รู้ว่าต้องรอนานเท่าไหร่ และจะได้ผลลัพธ์หรือไม่ จึงไม่มีใครอดทนรอเหมือนเด็กกลุ่มที่ 2 จึงเห็นได้ว่า ทฤษฎีมาร์ชแมลโรลอันโด่งดังนี้มีจุดอ่อนและไม่เป็นจริง 100% ทำให้แม้จะได้อ่านการทดลองมาร์ชแมลโลว์แล้ว ในชีวิตจริงหลายคนเลือกก็ที่จะไม่อดทนดีกว่า

คำถามคือ แล้วเราควรจะอดทนหรือไม่อดทนดีล่ะ ผมว่าก็แล้วแต่เรื่อง แล้วแต่ปัจจัยรอบด้าน บางเรื่องผมว่าอดทนไปก็ถูกกดขี่ ไม่ฉลาด รักคนอื่นจนไม่รักตัวเอง

แต่บางเรื่องผมว่าการอดทนก็จำเป็น อย่างที่มีคนเคยบอกว่า การแก้แค้นั้นรออีกสิบปีก็ไม่สาย (ไม่ใช่โว้ย)

เพราะว่ามะม่วง มะพร้าว หรือขนุนนั้น ต้องใช้เวลา 5-7 ปีจึงจะออกผล
และถ้าเราไม่รอ ก็คงจะไม่ได้กินผลอันหอมหวานครับ (จบอย่างเท่)

แต่บางคนก็แย้งว่า ไม่เห็นต้องอดทน ซื้อเอาก็ได้นิ ก็ใช่ครับถ้าคุณเป็นคนกิน เป็นผู้บริโภค แต่ถ้าคุณเป็นผู้ผลิตหรือปลูกความฝันและเป้าหมายของตัวเอง ก็มีทางเดียวคือลงมือทำ อดทนรอ และใจเย็นๆ ครับ

เพราะการแก้แค้นั้นรออีกสิบปีก็ไม่สายครับ (ไม่ใช่ล่ะ)


ปล. อ่านบทความใหม่ได้ทุกบ่ายวันอาทิตย์
อีกช่องทางในการติดตามทางเพจ เรียกเขาว่าอาจารย์
SHARE
Writer
Porglon
Editor & Reader
พอกลอน ซาเสียง / สถาปัตย์ ม.เกษตรศาสตร์ / กองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ a book (2551-2553) บรรณาธิการสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ (2554) บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ springbooks และ สำนักพิมพ์ shortcut (2555-ปัจจุบัน) / ผู้เขียนหนังสือ "ทดเวลาฝันเจ็บ" (2559) / บรรณาธิการหนังสือ เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด / ก่อนความฝันจะล่มสลาย / บ๊อบ แมวเตะฝันข้างถนน / โตขึ้นจึงรู้ว่า / DearYou ถึงคุณ,ด้วยความคิดถึง ฯลฯ / ช่องทางการติดตามแฟนเพจ เรียกเขาว่าอาจารย์

Comments

SweetyViolet
1 month ago
เรื่องจริงอีกอย่างคือ Gen gap ทำให้เด็กเจ็บปวดมากค่ะ เราว่าความอดทนของคนมันก็มีไม่เท่ากันจริงแหล่ะ อาจเพราะทนสุดๆจนทนไม่ไหวแล้ว หรือไม่ก็มองเห็น opportunity ใหม่ๆที่ผู้ใหญ่ไม่เห็น แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือเด็กต้องการการสนับสนุนจากผู้ใหญ่นะคะ เหมือนกับว่าอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่เขาต้องการเลยคือความเชื่อใจ เชื่อว่าเขาทำได้ อีกอย่างความเร็วของเด็กกับผู้ใหญ่ไม่เท่ากันค่ะ เด็กเกิดมาในยุคที่อะไรก็ต้องเร็วไปหมด เพราะฉะนั้นที่ผู้ใหญ่คิดว่าเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจ แต่สำหรับเด็กนี่อาจเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอให้ตัดสินใจแล้ว เราว่าโลกเดี๋ยวนี้เร็วขึ้นมากค่ะ เวลาเท่าเดิมนั่นแหล่ะ แต่โอกาสหมุนเร็วกว่าโลกซะอีก 
Reply
Porglon
28 days ago
ข้อดีที่มองเห็นสำหรับคนรุ่นใหม่ยุคนี้ก็คือเรื่องการมีเทคโนโลยีสนับสนุนนี่ละครับ ที่สามารถทำให้เติบโตได้เร็วขึ้น สร้างกลุ่มก้อนของตัวเองได้ ถ้าผู้ใหญ่ในสังคมไทยไม่สนับสนุน ก็ยังมีโซเชียลมิเดีย หรือบริษัทอเมริกาอย่างยูทูบเปิดโอกาสให้สร้างตัวตนและหารายได้แบบจริงๆ จัง  (สิบปีที่แล้วนี่ไม่มีเลยครับ T_T โดนกระทำฝ่ายเดียว แต่เชื่อว่าวัยรุ่นทุกสมัยต่างมีเรื่องให้เจ็บปวดเหมือนกันครับ)
Reply