เทวษทุกขวบค่ำเช้า หยุดได้ฉันใด?
ฉันเกลียดฝันร้าย...
ไม่สิ ทุกคนเกลียดฝันร้าย
แต่เราจะยินดีมากที่ตื่นมาแล้วมันเป็นแค่ฝัน

คงไม่มีใครชอบให้ตัวเองทรมานหรอกนะ หากชอบก็คงเป็นรสนิยมส่วนตัวที่ค่อนข้างแปลกไปสักหน่อย แม้ว่าจะเป็นเพียงความฝันแต่ทุกครั้งที่ฝันแบบนั้นฉันมักจะเหนื่อยและโหยหาช่วงเวลาที่เคยมีความสุขมากกว่านี้

ฉันยังคงเป็นเด็ก ยังเรียกว่าเด็กอยู่ไหมก็ไม่แน่ใจนักแต่ก็ยังคงเป็นเด็กในสายตาของผู้ใหญ่เสมอ  
วันนี้ก็เช่นกัน ฉันอยากมีอิสระ ฉันอยากออกไปเล่นกับเพื่อน กลับดึกนิดหน่อยคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกมั้ง...

ตอนฉันกลับบ้านภาพที่ฉันเห็นคือทวดนั่งรอฉันอยู่
แล้วก็เป็นไปตามที่ฉันคิด ฉันโดนดุเรื่องกลับบ้านช้าเหมือนอย่างเคย 

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี วันเวลาค่อย ๆ ไหลไปตามครรลองของมัน วันนี้ฉันสอบติดโรงเรียนมัธยมที่ฉันหวัง ฉันกลับบ้าน สวัสดีคุณย่าและคุณทวด เสียงนกร้องในวันนั้นดูสดใสดีนะ ทำอะไรก็อารมณ์ดีไปหมดเลย 

วันนั้นทวดให้สร้อยข้อมือฉันเป็นของขวัญที่สอบเข้าได้ ฉันก็รับมาแต่ไม่ได้สนใจเท่าไรนักเพราะฉันก็ไม่ได้ใส่เครื่องประดับบ่อยอยู่แล้ว


พอเปิดเทอมได้ไม่นานก็เกิดอุทกภัยปี พ.ศ.๒๕๕๔ ฉันได้ทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำ อาทิ ขนของหนีน้ำ ซื้ออาหารมาตุนไว้ แต่สุดท้ายฉันก็ไม่ได้อยู่บ้านตัวเองหรอกนะ พ่อกับแม่พาฉันไปอยู่ที่บ้านน้าที่ลาดกระบัง แต่ทวดกับย่าห่วงบ้านเลยจะตามมาทีหลัง 

ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมทวดถึงติดบ้านขนาดนั้น ในบ้านมีข้าวของอะไรที่สลักสำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ? 
ฉันคิดแต่ไม่ได้ถามออกไปเพราะเดี๋ยวท่านก็คงตามมา 

ใครมันจะไปคิดว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้คุยกับทวด...ทวดกับย่ามาอยู่บ้านญาติที่ชลบุรี กลางดึกวันนั้นทวดเส้นเลือดในสมองแตก ฉันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่พ่อเล่าว่าตอนเช้าทวดยังไปวัด ทำบุญ กินอาหารได้ตามปกติอยู่เลย ฉันยืนนิ่ง รู้สึกว่าตัวชาทำอะไรไม่ถูก สักพักฉันเดินขึ้นไปบนห้องแล้วฟุบหน้าลงร้องไห้

"ให้หนูตายแทนได้ไหม เอาหนูไปแทนแล้วให้ทวดอยู่ต่อ"

ตอนนั้นฉันคิดแบบนั้น แน่นอนว่าความจริงคือไม่ได้ ภาพความทรงจำในอดีตไหลพรั่งพรูเข้ามาในห้วงความคิดของฉัน ถึงแม้ว่าทวดจะเป็นคนเข้มงวดและดุฉันบ่อยมากแต่ฉันก็รู้ว่าทวดรักฉันมากจึงทำแบบนั้น

'ขนาดกินข้าวต้มกุ้งยังเก็บกุ้งไว้ให้หลานเลย...'


ทวดชอบทองม้วน ทวดชอบปลาสลิด ทวดชอบกินกาแฟและข้าวแช่ แต่ถ้าทวดรู้ว่าฉันจะไปบ้านย่า ทวดจะเเบ่งส่วนของท่านไว้ให้ฉันเสมอ

ฉันเคยร้องเพลงลาวดวงเดือนกับทวด ทวดเคยท่องกลอนสังข์ทองตอนตีคลีให้ฉันฟัง น่าแปลกที่เราเกิดกันคนละยุค พื้นฐานความคิดบางส่วนของเราจึงไม่เหมือนกันแต่กวีนิพนธ์เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมเราเข้าหากัน ทำให้ช่องว่างระหว่างวัยของเราแคบลง ถึงแม้ว่ามันจะประกบกันได้ไม่สนิทนักแต่ว่าฉันก็มีความสุขที่เห็นทวดยิ้ม น่าเสียดาย วันเวลาที่มีความสุขแบบนั้นคงไม่มีอีกแล้ว เหลือเพียงฝันร้ายที่ยังตามติดเราอยู่กับเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง ทุกอย่างยังกระจ่างในความรู้สึกเหมือนเรื่องเพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้ นี่แหละนะคนเราตอนอยู่ด้วยกันไม่รู้จักเห็นคุณค่า ฉันยังเสียใจที่ฉันยังทำดีไม่พอ ฉันน่าจะแสดงความรักกับท่านให้มากกว่านี้ ถึงแม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้วแต่เรื่องนี้ยังคงเป็นฝันร้ายของฉันอยู่ 

 วันนี้นกก็ยังร้องเหมือนเดิม แต่แปลกที่มันไม่สดใสเหมือนเดิมอีกแล้ว...

SHARE
Writer
Syrince
Dreamer
be kind 🤍

Comments