18/10/2563 : ศักยภาพของเราที่รอวันได้รับ...การสนับสนุน
แวะมาทักทายก่อนนอน ช่วงนี้เสพข่าวก่อนนอนทุกคืน555 บังเอิญได้ไปเห็นคอมเมนต์หนึ่งในโลกโซเชียลเขาบอกว่า "ทำไมไม่เอาเวลาไปทำมาหากิน"
        ฉันก็มานึก ๆ ดูเห็นภาพแม่ค้านั่งปาดเหงื่อ ชาวนาเกี่ยวข้าวด้วยความอุตสาหะ ทุกคนที่ทำงานกว่าจะได้เงินแต่ละบาทมาด้วยความยากลำบาก ยิ่งเห็นแบบนี้สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากขอแสดงความคิดเห็นคืออยากให้รััฐหันมาให้การ
สนับสนุนการศึกษามากขึ้น
        จากการเสพสื่อยูทูปในทุก ๆ วันเคล็ดลับของการสำเร็จมีอยู่ในทำนองคล้าย ๆ กันคืออยู่ที่การรับฟังปรับความคิดสู่พฤติกรรม และลงมือทำ โดยเฉพาะพิมรีี่พายผู้หญิงที่มีคุณพ่อสนับสนุนให้ลูกลงมือทำในแบบที่ลูกอยากเป็น พิมรีี่พายในอดีตกับการเป็นนักศึกษาได้เงินอาทิตย์ละ 500 บาท เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ผันตัวมาเป็นแม่ค้าออนไลน์และมีชื่อเสียงมีแบรนด์เป็นของตนในเวลาต่อมาขณะที่ประสบความสำเร็จก็ไม่เคยเลยที่จะทอดทิ้งลูกน้องด้วยรู้ว่ามีทุกวันนี้ได้ด้วยแรงทั้งหมดที่มีของลูกน้องที่ทุ่มเทให้กับพิมรี่พาย โดยเฉพาะพ่อที่เชื่อมั่นและเปิดโอกาสให้พิมได้ทำตามความฝันในสิ่งที่ชอบแสดงศักยภาพให้เต็มที่และประสบความสำเร็จในวันนี้....ทำไมฉันจึงได้ยกตัวอย่างเรื่องของคุณพิมรี่พายเหรอ ? ^^
        เพราะว่าในความคิดฉันมองว่าคงจะดีมาก ๆ เลยถ้าระบบการศึกษาไทยเปิดโอกาสสนับสนุนให้กับผู้เรียนได้แสดงศักยภาพของตัวผู้เรียนมากขึ้น เมื่อได้ฟังคุณวิโรจน์พูดในสภายิ่งรู้สึกว่ามันใช่555 คุณวิโรจน์กล่าวถึงความหวังอนาคตของประเทศไทยว่า ในปี พ.ศ. 2545 ผมยังมีคำว่าดีทรอยท์แห่งเอเชียศูนย์กลางยางยนต์แห่งทวีปให้ผมได้คาดหวัง หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ยังมีเอสเอ็มอีตีแตก จนวันนี้ตีแตกได้แล้วครับ มาถึงปี 2559 มีคำว่า สตาร์ทอัพ(ธุรกิจที่สำเร็จมีมูลค่าธุรกิจเป็นยูนิคอร์นเกินหนึ่งพันล้านเหรียญ) ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเขาทำได้กันหมดแล้ว เรายังไม่ไปไหนเลยครับ ส่วนประเทศไทยที่ธุรกิจใหญ่ขนาดนั้นจะวนเวียนอยู่กับสิงห์สาลาสัตว์เอย สิงโตเอย เสือดาวเอย ไก่เอย ช้างเอย นี้มันสะท้อนว่าอะไรครับ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทเล็ก ๆ จะลืมตาอ้าปากได้ 
"คนที่มีไอเดีย คนที่มีความฝันจะประสบความสำเร็จในประเทศนี้ได้"
            นี้คือสิิ่งที่คุณวิโรจน์ได้กล่าวไว้ ยิ่งสะท้อนว่าการเอาปลาให้ก็ไม่เท่าให้เบ็ดตกปลา ทุกคนเขาทำมาหากินด้วยกันทุกคนเพียงแต่ต้นทุนที่จะไปถึงความสำเร็จมีไม่เท่ากัน และจุดเริ่มต้นของทุก ๆ อย่างมาจาก "ความรู้" เป็นสิ่งสำคัญ หากเราได้รับความรู้โดยทั่วกันได้รับการสนับสนุนในศักยภาพที่เขาพึงมี ทุกคนก็จะกลายเป็นความแตกต่างอันหลากหลายที่เป็นส่วนหนึ่งให้สังคมไทยเราเกิดความหมุนเวียนที่แตกต่างแต่สมดุลและเจริญ หนึ่งสมองกับสองมือเป็นสิ่งนำมาซึ่งผลผลิต แต่ความรู้และวิชาเป็นสิ่งมีค่านำพาสมองและสองมือให้ดำเนินไปในแนวทางที่ถูกต้อง เหมาะสม เกิดการพัฒนาไปสู่ความสำเร็จความเจริญในที่สุด 
          ไม่แน่ว่าการศึกษาที่สนับสนุนด้านศักยภาพของผู้เรียนจะเป็นหนทางที่ทำให้เราได้เห็นความแตกต่างยอมรับความจริงว่าคนทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน เคารพในความแตกต่างเข้าใจในสิ่งที่โลกนี้พึงมี และลดปัญหาอีกประการคือการกลั่นแกล้งทางคำพูดหรือที่เราคุ้นกันดีว่า 
การบูลี่ 

เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากเฝ้าวอนขอพรจากฟ้า...สักวันหนึ่งขอให้เราทุกคนเติบโตในสังคมที่ยอมรับความแตกต่างอย่างเท่าเทียม และผู้คนพรั่งพร้อมไปด้วยความรู้ความสามารถและประเทศชาติจงเจริญ...สาธุ .
.
.
ฝันดีค่ะทุกคน
         
SHARE
Writer
JenjilaWilajun
613130140104
What things we can't control? Just accept it and let it go.

Comments