Suki nante ienai

“ไม่มี..” 

   ฉันรู้สึกเหมือนโลกถล่มลงมาตรงหน้า เมื่อฉันได้รับอีเมลจากโรงเรียนญี่ปุ่นว่าให้เข้าไปตรวจสอบห้องเรียนของเทอมตุลาคมในไฟล์pdf ฉันไล่สายตาเห็นรหัสนักเรียนของตัวเอง ก่อนจะมองหารหัสของใครบางคน..

“ไม่มี.. ไม่ว่าห้องไหนก็ไม่มีรหัสของเค้า!” 

   ฉันเริ่มสติแตก ความจริงฉันควรจะเตรียมใจกับเรื่องนี้ไว้แล้ว เค้าคนนั้นบอกกับฉันตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนว่าเค้าเลิกจะเรียนออนไลน์ มันก็ไม่แปลกที่จะไม่มีชื่อของเค้า แต่ฉันก็ยังใจหาย..

   เทอมที่แล้วการกระกาศห้องเรียนจะเป็นแบบไพรเวททำให้เราจะไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมห้องของเราเป็นใคร แต่พอมาเทอมนี้โรงเรียนแปะไฟล์pdfมาให้ดูกันเองเลย ฉันจึงเห็นทันทีว่าเค้าหายไปโดยที่ไม่ต้องถาม และฉันก็สังเกตลึกลงไปอีกว่านักเรียนเวียดนามที่เคยอยู่ระดับเดียวกันแต่อยู่คนละห้องเทอมที่แล้วก็ไม่มีรหัสอยู่ในรายชื่อนี้เช่นกัน นั่นแปลว่านักเรียนเวียดนามพร้อมใจกันเลือกที่ไม่เรียนออนไลน์ต่อกันหมดเลยหรอ?! 

   แต่อย่างไรก็ตามฉันก็ยังจะทักเค้าไป ฉันคิดถึงเค้า ฉันต้องการรับรู้ว่าเค้ายังอยู่ตรงนั้นดี..

“คนนิจิวะ—” ฉันทักแชทไปแค่นั้น เหมือนว่าฉันไม่ได้ลนลานอะไรมาก ทั้งๆที่ความจริงฉันกำลังจะร้องไห้แล้ว

  ฉันพูดทุกอย่างให้เพื่อนสนิทฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่เจอรหัสนักเรียนของเค้าในรายชื่อเทอมถัดไป แล้วฉันก็นั่งร้องไห้คนเดียว ฉันเองก็ไม่เข้าใจหรอกว่าตัวเองเป็นอะไร อาจจะเพราะฮอร์โมนในช่วงนี้ บวกกับน้องหมาที่บ้านก็กำลังป่วยหนัก พอมาเจอเรื่องนี้เข้าไปอีก ฉันก็เลยระเบิดความอัดอั้นออกมาหมด

  เค้าเป็นคนที่รหัสใกล้กับฉันที่สุด.. รายชื่อของเค้าก็มักจะต่อจากชื่อฉันเสมอ แต่ครั้งนี้มันไม่มี.. มันเหมือนอยู่ๆเค้าก็หายไปจากโลกของฉัน.. เหมือนเราไม่ได้เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันเหมือนอย่างเคย

 ‘คิดถึงจังเลย..’

  ฉันนั่งร้องไห้โดยที่ในใจมีแต่คำๆนั้น ตอนนี้เค้าอยู่ที่ไหนกัน.. ฉันได้แต่ร้องไห้ คำพูดของเพื่อนที่ตอกย้ำว่า “แกคงเหงาใช่มั้ย คนนั้นน่าจะมาเรียนกับแกด้วยเนอะ” ยิ่งทำให้ฉันน้ำตาแตกอีกรอบ

  ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะคิดถึงผู้ชายคนไหนมานานมากๆแล้ว.. เป็นการร้องเพราะความคิดถึงแบบไม่มีอะไรเจือนปน ฉันแค่อยากอยู่กับเค้า แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง โชคชะตาเหมือนเล่นตลกกับความรู้สึกของฉันตลอดเวลา

ทำไมกันนะ..ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ทุกครั้งเลย

   และความคิดถึงก็ทำให้ฉันรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น วันนั้นเค้าไม่ได้ตอบกลับมา ฉันเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง เหมือนมองไม่เห็นอะไรนอกจากความเศร้าที่กำลังรอคอยอยู่ พรุ่งนี้ฉันจะต้องไปเข้าเรียนโดยไม่มีเค้าเหมือนทุกครั้ง ฉันต้องเผชิญกับความรู้สึกในคาบที่ปราศจาคเค้าเป็นครั้งแรก

  ฉันอายุ22แล้วแท้ๆ แต่ก็ยังมานั่งเศร้ากับเรื่องไร้สาระแบบนี้ เค้าเองก็อายุเท่าฉัน ไม่สิ..น้อยกว่านิดนึง แต่ตอนนี้น่าจะเท่ากันเพราะฉันยังไม่23เต็ม แต่ในความรู้สึกของฉันเค้าเหมือนโตกว่าตลอดเลย สภาพฉันไม่สมกับอายุ22เลยสักนิด ยังเหมือนเด็ก อ่อนไหวง่าย แค่มีการเปลี่ยนแปลงเข้ามา หรือรู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียวฉันก็เป็นกังวลมาก แต่ก็เพราะว่าฉันเป็นแบบนี้ เลยทำให้เราสองคนได้ทำความรู้จักกันตอนนั้น..

  ย้อนกลับไปช่วงเดือนพฤภาคม เพื่อนจีนในคลาสก็มีไอเดียสร้างไลน์กลุ่มขึ้นมา นั่นทำให้ฉันเจอช่องทางติดต่อเค้าเป็นครั้งแรก ฉันและเค้าเป็นแค่สองคนในห้องที่ติดแหง็กอยู่ประเทศของตัวเอง แล้วฉันก็เครียดมาก ฉันอยากปรับทุกข์กับใครสักคนที่เป็นเหมือนกัน ฉันจะรีบไปเรียนต่อเพื่อให้ได้วุฒิอะไรสักอย่าง การลาออกจากมหาลัยทำให้ฉันกดดันตัวเองหนักมากกับเส้นทางนี้.. 

   ในตอนนั้นฉันกล้าๆกลัวๆที่จะทักเค้าไป เพราะไม่รู้เลยว่าเค้าเป็นคนแบบไหน เจอกันในคลาสก็ไม่เคยมีโอกาสได้คุยกันสักครั้ง เค้าอยากเป็นเพื่อนกับฉันรึเปล่าก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าคนๆนี้เหมือนฉันเป๊ะเลย เพื่อนก็เชียร์ให้ทัก เพราะฉันจะได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกและก็จะได้รู้สึกดีขึ้นที่ไม่ได้เป็นคนเดียวที่เผชิญกับสถานการณ์ตอนนี้

  ปรากฏว่าพอลองทักไปครั้งแรก เค้าไม่ตอบด้วยล่ะ 5555 ไม่มีสัญญาณตอบกลับ1วันเต็มๆเหมือนตอนนี้เลย..

  แต่วันต่อมาก็เจอเค้ามาเรียนในคลาสออนไลน์ ฉันก็เลยคิดว่า ..ช่างเถอะ เค้าคงจะไม่เปิดไลน์  วัฒนธรรมเราอาจจะต่างกัน แต่ปรากฏว่าหลังจากเรียนเสร็จช่วงบ่ายๆเค้าก็เปิดเข้ามาตอบ จากนั้นเราก็คุยกันยาว เค้าดูดีใจที่มีฉันเป็นเพื่อนคนแรก เค้าบอกฉันว่าภาษาไทยดูน่าสนใจ ถ้ามีเวลาเค้าก็อยากจะเรียนบ้าง ฉันคิดว่าเค้าคงจะพูดเพื่อเอาใจเพื่อนใหม่อย่างฉันที่เป็นคนไทย ก็เลยตอบไปว่าถ้ามีอะไรสงสัยก็มาถามได้เลยนะ เค้าก็ดูดีใจมากบอกว่าแน่นอนๆ ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าเค้าเป็นคนร่าเริงมากจริงๆ และฉันก็เริ่มจะถอยห่างออกมา1ก้าวด้วยความที่อาการของอินโทรเวิร์ดกำเริบ


   ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน สถานการณ์ตอนนี้ก็ไม่ต่างจากตอนนั้น เพียงแต่ฉันก็รู้ตัวแล้วว่าฉันชอบเค้ามากแค่ไหน เค้าเป็นคนสำคัญ ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว วันต่อมาฉันเลยทักไปอีกครั้ง รอบนี้ฉันจงใจให้ข้อความเด้งหลายอัน เค้าจะต้องเห็นบ้างแหละ เมื่อวานไม่เห็นไม่เป็นไรแต่วันนี้ฉันได้ทักไปอีกเพื่อให้แน่ใจว่ามีเรื่องอยากคุยด้วย

   และ..หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงเค้าก็ตอบกลับมา!  วินาทีที่เห็นข้อความเค้า ฉันก็เผลอร้องไห้ออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความดีใจ โล่งใจ และหลายๆอย่างที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้.. 

彼が大好きだねー                    (ชอบเค้ามากๆเลยสินะ..)   ราวกับมีใครบางคนกระซิบถามฉันในหัวพร้อมกับรอยยิ้มละมุน.. ฉันหลับตาลงด้วยรู้สึกโล่งใจแล้วผลอยหลับไปทั้งอย่างนั้น.. ฉันรู้สึกเบาใจไปหมดเหมือนปัญหาถูกยกออก แค่เห็นข้อความของเค้ามันก็ทำให้ฉันสบายใจ..

   เย็นวันนั้นหลังจากที่ฉันตื่นนอน ฉันก็ยังไม่คิดจะตอบข้อความเค้า ตอนนี้ฉันมีหลากหลายอารมณ์ที่อัดอั้น ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรก่อนดี คำพูดมันล้นไปหมดในใจของฉัน แล้วคืนนั้นฉันก็มีนัดคอลกับเพื่อนด้วย ฉันก็เลยปล่อยไว้ เพราะรู้ว่าถ้าเริ่มคุยกับเค้า..มันไม่มีครั้งไหนเลยที่จะคุยกันแค่แป๊บเดียว..

   แต่โชคชะตาก็เหมือนเล่นตลก หรือเพื่อนสนิทฉันเล่นตลกฉันก็ไม่แน่ใจ พอถึงเวลาจะคอลกันเพื่อนก็ดันเงียบหายไปเป็นครึ่งชั่วโมง ฉันก็เลยคิดว่าคงจะไม่คอลแล้ว ฉันเลยไปตอบข้อความของเค้าแทน ฉันจะมอบค่ำคืนนี้ให้เค้า

   และทันทีที่ฉันกดส่งข้อความ หัวใจของฉันก็ต้องเต้นรัว เพราะเค้าตอบกลับมาไวมาก! ไว..อย่างกับนั่งรอมา5ชั่วโมง..รอว่าฉันมีอะไรอยากจะพูดกับเค้า

และมันก็โป๊ะแชะ เพื่อนสนิทฉันคอลมาพร้อมๆกัน 5555 ฉันเลยรับสายแล้วก็บอกเธอไปว่า ฉันตอบข้อความเค้าไปแล้วและเค้าก็ตอบกลับมา เรากำลังจะคุยกัน แกมาช้าไป ฉันไม่สามารถแยกประสาทในการตอบผู้ชายไปพร้อมกับเมาท์ไปด้วยได้ ฉันต้องการสมาธิ เพราะฉันใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสื่อสาร

   เพื่อนฉันก็บอกว่าไม่เป็นไร ผิดเองที่เผลอหลับ จากนั้นเธอก็เลยอยู่ในสายเป็นผู้สนับสนุนการคุย เรียกได้ว่าตามติดสถานการณ์ความรักยิ่งกว่าไลฟ์สด

“ขอโทษนะ นายมีห้องเรียนใหม่ของเทอมนี้มั้ย” ฉันถามเค้า

“ฉันไม่รู้เลย ฉันหยุดเรียนออนไลน์ไปแล้วน่ะ” เค้าตอบ

“ว่าแล้วเชียว ฉันมีห้องเรียนใหม่ของเทอมนี้แล้วนะ แล้วนี่นายสบายดีรึเปล่า?”

“อื้ม สบายดี ห้องเรียนใหม่เป็นไงบ้าง?มีคนรู้จักบ้างมั้ย?” เค้าถามกลับ ฉันอ่านแล้วแปลจากญี่ปุ่นเป็นไทยให้เพื่อนฉันฟัง

“ไม่มี!!! ฉันคิดถึงนายมากๆ!!! นายกลับมาเรียนด้วยกันเดี๋ยวนี้!!” <<นี่คือสิ่งที่ฉันพูดกับเพื่อนในโทรศัพท์

“ไม่มีเลย เหงามักๆ 555” <<นี่คือสิ่งที่พิมพ์ตอบไปจริงๆ

“น่าเศร้าจังเนอะ ทุกคนกระจัดกระจายกันไปหมดเลย” เค้าว่าพร้อมกับสติ้กเกอร์ร้องไห้

“ไม่ใช่คนอื่น!! เพราะนายไม่อยู่ต่างหากฉันถึงเศร้า!!! ฉันคิดถึงนายจะตายอยู่แล้ว!!” <<นี่คือสิ่งที่แหกปากพูดกับเพื่อน

“อืม นั่นสินะ แต่ว่าตอนนี้คนอื่นๆที่อยู่ญี่ปุ่นคงไปเรียนที่โรงเรียนกันหมดแล้วล่ะมั้ง” <<นี่คือสิ่งที่ตอบกลับไป

“ที่ญี่ปุ่นผู้ติดเชื้อยังเพิ่มอยู่ ฉันคิดว่าน่าจะยังเรียนออนไลน์กันต่อนะ” เค้าว่า นั่นทำให้ฉันเอะใจขึ้นมาว่าทำไมเค้าถึงไม่รู้ว่าคนอื่นๆไปโรงเรียนกันแล้ว เพราะฉันได้รับอีเมลจากโรงเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเมื่ออยู่โรงเรียนมา 

“แต่ห้องเรียนออนไลน์ฉันมีแต่คนที่ยังไม่ได้ไปญี่ปุ่นหมดเลยนะ 555 เออ ว่าแต่นายตัดสินใจรึยังเรื่องไปญี่ปุ่นน่ะ?” ฉันถามอย่างมีความหวัง เพราะฉันคิดว่าตอนนี้ทุกประเทศน่าจะได้รับอนุญาติให้เข้าญี่ปุ่นได้แล้วสำหรับวีซ่านักเรียน ขึ้นอยู่กับเค้าว่าจะไปรึเปล่า จะไปรึยัง เพราะฉันเองก็กำลังรอจะไปทำวีซ่าใหม่

“ฉันไม่รู้เลยว่าจะไปได้เมื่อไหร่ แล้วเธอล่ะ? จะไปญี่ปุ่นเมื่อไหร่หรอ?” เค้าถามฉัน ฉันรู้แค่ว่าอีกไม่นานนี้แล้ว ถ้าได้รับเอกสารจากโรงเรียนเมื่อไหร่ก็สามารถเอาไปขอวีซ่าได้ สำหรับฉันมันไม่ได้ฟังดูเลือนลางเลย แต่ทำไมเค้าถึงพูดเหมือนเค้าไม่ได้อยู่ในจุดที่ใกล้จะไปเหมือนฉัน??

“ฉันยังไม่รู้ แต่ฉันกำลังรอเอกสารจากโรงเรียนอยู่ ต้องไปทำวีซ่าใหม่อีกรอบ”

เค้าทำหน้าตกใจ

“งั้นประมาณเดือนพฤศจิเธอก็คงได้ไปแล้วใช่มั้ย?” เค้าถามต่อ ฉันก็คุยกับเค้าพร้อมกับแอบบ่นเรื่องเรียนออนไลน์ว่ามันน่าเบื่อมากแค่ไหน และฉันก็อยากเลิกเรียนเช่นกัน

“ตอนนี้นายกำลังรอเอกสารจากโรงเรียนอยู่เหมือนกันมั้ย?” ฉันย้อนกลับมาถามด้วยความสงสัย ถ้าเค้าจะไปเรียนต่อเทอมนี้ก็น่าจะอยู่ในขั้นตอนรอเอกสารจากรร.เหมือนกัน

“เอกสาร? เอกสารอะไรน่ะ?”

  เดี๋ยวก่อน! ทำไมเค้าถึงไม่รู้?! เค้าไม่ได้ข่าวจากโรงเรียนหรอว่ากำลังจะได้ไปญี่ปุ่นแล้ว? ทุกประเทศไม่ได้เหมือนกันหรอกหรอ?

“เอกสารที่จะต้องเอาไปขอวีซ่าอีกรอบน่ะ โรงเรียนกำลังเตรียมให้ทุกคนอยู่” ฉันตอบ นี่โรงเรียนไม่ได้บอกอะไรเค้าหรือเค้าโดนตัดสิทธิ์ไม่เรียนเทอมนี้กันแน่?

“เธอช่วยอธิบายเพิ่มได้มั้ย เอกสารที่ว่าคือเอกสารอะไร? COE หรอ?” เค้าขอให้ฉันช่วยขยายความเพิ่ม เหมือนเค้าไม่เคยได้รับข้อมูลนี้มาก่อนเลย

   พอเห็นแบบนี้มันก็ทำให้ฉันเครียดไปด้วย เหมือนเค้าจะไม่ได้เข้าใกล้คำว่า ‘กำลังจะไปญี่ปุ่น’ เหมือนฉันในตอนนี้.. ฝั่งเวียดนามเกิดอะไรขึ้น ทำไมนิ่งจัง

“ไม่ใช่COEนะ เหมือนเป็นเอกสารสัญญาอะไรสักอย่าง สต๊าฟบอกมาแบบนั้นแต่ฉันก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ อาจจะแค่เฉพาะนักเรียนไทยรึเปล่า..” 

   ฉันตอบเค้าไป รู้สึกว่าบทสนทนาดูตึงเครียดเพราะฉันพูดถึงสิ่งที่เค้าไม่รู้จัก ฉันก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าเค้าจะไม่ได้รับข้อมูลแบบเดียวกับที่ฉันได้ ทำไมโรงเรียนไม่ได้บอกอะไรเค้า? ทำไมเค้าถึงไม่ได้รับเมลหรือข่าวสารอะไรเลย? หรือนักเรียนเวียดนามไม่ต้องรอเอกสารนี้? แล้วตอนนี้เค้ารออะไรอยู่? สต๊าฟเวียดนามติดตามเรื่องรึเปล่า? ญี่ปุ่นเปิดประเทศแล้ว ดำเนินเรื่องส่งเด็กคุณไปได้แล้ว! 

“เดี๋ยวพอแกได้เอกสารที่ว่านั่น แกก็ส่งไปให้ดูเลยว่ามันคืออะไร! จะได้มีโอกาสทักไปใหม่ด้วย!” เพื่อนฉันพูดเสนอความเห็นขึ้นมา และฉันก็เห็นด้วย ฉันอยากให้เค้าลองไปถามสต๊าฟฝั่งนั้นดูแล้วติดตามว่าจะได้ไปตอนไหน 

เพราะฉันอยากเจอเค้า! I’m serious!

“งั้นหรอ..” เค้าตอบมาสั้นๆ ยังคงมีความงงแบบที่ฉันสัมผัสได้ ฉันเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรเค้าได้เลย เพราะฉันเองก็ยังไม่ได้เอกสารที่ว่านั่นเหมือนกัน

“ช่วงนี้นายทำอะไรหรอ?” ฉันเปลี่ยนเรื่องคุย ความจริงที่ฉันอยากจะคุยไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องโรงเรียน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเค้าด้วย ฉันคิดถึงเค้า อยากรู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับตัวเค้า

“อ่านหนังสือสอบN2 แล้วก็เล่นเกม แล้วเธอล่ะ?” ฉันอ่านข้อความนั้นแล้วก็เผลอยิ้ม

“อ่านหนังสือสอบN3 แล้วก็เรียนออนไลน์(ที่แสนน่าเบื่อ)”

“นายชอบเล่นเกมหรอ?” ฉันได้จังหวะที่รอคอย  ครั้งก่อนฉันเมินการชวนเล่นเกมจากเค้า แต่ครั้งนี้ฉันจะไม่พลาดอีก

“แค่นิดหน่อยน่ะ เล่นเกมแล้วได้คุยกับคนญี่ปุ่นด้วย” เค้าตอบแล้วยิ้ม 

“นายเล่นเกมอะไรหรอ?” ฉันถามต่ออย่างไม่อ้อมค้อม ด้วยความรู้สึกที่อยากเอาตัวเองไปทำความรู้จักกับสิ่งที่เค้าชอบ

  เค้าอ่านข้อความของฉันแล้วหายไปพักนึง ก่อนจะกลับมาอีกทีพร้อมกับชื่อเกม และรูปภาพในเกมที่ไปแคปมาให้ฉันดู

“ทำนองนี้น่ะ” 

“อา! เกมนี้นี่เอง น่าสนุกจัง!” ฉันตอบกลับแบบใส่อินเนอร์อย่างเต็มเปี่ยม ภาษาญี่ปุ่นมันเอื้อให้พูดอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว และฉันก็อยากให้เค้ารับรู้ว่าฉันสนใจเค้า ฉันสนใจจริงๆ

“อืมๆ” เค้าส่งอิโมจิพยักหน้า

“เธอลองเล่นดูบ้างมั้ย..?”

แงง ในที่สุดประโยคนี้ก็มา!

“อื้ม ฉันจะลองเล่นดู!” ฉันตอบเค้าไป เอาวะ หลังจากนี้จะได้มีอะไรที่คุยกันได้มากขึ้น! จะได้เข้าไปอยู่ในโลกเค้ามากขึ้น ฉันอยากศึกษาเค้า

   แล้วเราสองคนก็คุยกันต่อเรื่อยเปื่อย ก่อนจะจบลงด้วยการที่ฉันบอกเค้าว่า 

何があったら、私に教えてね
‘ถ้ามีอะไรนายมาบอกฉันด้วยนะ’ (ทุกการเคลื่อนไหวเรื่องไปญี่ปุ่นของนาย) 

はい!😊

เค้าตอบรับคำนั้นพร้อมกับร้อยยิ้ม จากนั้นเราจึงค่อยราตรีสวัสดิ์กัน


เห้อ.. ฉันมีความสุขมากเลย

  เค้าก็ยังเป็นเค้าเหมือนเดิม เค้าที่อยู่ตรงนี้ เค้าที่ไม่ว่ายังไงก็มาคุยกับฉันได้เป็นชั่วโมงๆเสมอ.. แต่ยิ่งเค้าเป็นแบบนี้ทุกครั้ง ฉันก็ยิ่งเกรงใจ ฉันทำให้เค้าไม่ได้อ่านหนังสือไปด้วยเลย เพราะไม่รู้ว่าเค้ามีความสุขที่ได้คุยกันรึเปล่า.. หรือฉันไปทำให้เค้าเสียเวลาชีวิตก็ไม่รู้ ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวันทุกคืนก็คงแย่.. เพราะเราคงเอาแต่คุยกัน

“แก เค้าอยากให้แกเช็คว่านางไม่มีแฟนหรือคนที่ชอบอยู่แน่ๆ คือเค้าเชียร์มาก อยากให้แกได้อ่ะ” เพื่อนฉันพูดขึ้นหลังจากที่ฉันคุยเสร็จ เธอรับรู้ทุกอย่างที่เราสองคนคุยกันมายาวนานหลายชั่วโมง

“ที่ผ่านมานี่เค้าไม่เคยเชียร์ใครเลยนะ แต่เค้าเชียร์คนนี้ว่ะ คือนางโอเคมาก ที่สำคัญนางไม่เคยทำให้แกเสียใจเลย” เพื่อนฉันพูดต่อ ฉันเองก็แปลกใจมากจริงๆ เพื่อนของฉันมักจะเกลียดผู้ชายทุกคนที่ฉันชอบ เพราะคนเหล่านั้นชอบทำร้ายความรู้สึกฉัน

“เซอร์ไพรส์ว่ะ แกเชียร์นางจริงๆหรอ 555” ฉันถาม

“เออ ช่วยพายเลยอ่ะ เค้าชิปแกกับนาง แล้วเค้าก็เชื่อว่าแกต้องได้เจอกันที่ญี่ปุ่น” เธอพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ ทั้งๆที่ไม่มีอะไรรับประกันเลย ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับเค้าดี เราไม่ได้เจอกันทุกวันเหมือนเดิมแล้ว เค้าไม่ได้เจอฉัน ไม่ได้ยินเสียงฉัน เค้าจะลืมตัวตนของฉันไปรึเปล่าก็ยังไม่รู้..

ส่วนเรื่องแฟนน่ะหรอ.. ถึงฉันจะค่อนข้างมั่นใจมากว่าเค้าไม่มีแฟน ส่วนฉันน่ะ เค้าก็คงจะดูออกมั้ยว่าฉันไม่มี?

“แต่เค้าเชื่อนะ ว่าถ้าแกสองคนคู่กันยังไงต่างคนก็จะต่างไม่มีแฟนไปเรื่อยๆ” เพื่อนฉันพูดต่อ ฉันเพิ่งเคยเห็นเพื่อนอวยขนาดนี้

“แกลองคิดดูนะ นี่มันพรมลิขิตชัดๆ แกกับนางเป็นแค่สองคนในห้องที่ไม่ได้ไปญี่ปุ่นทำให้ต้องมาคุยกัน เหมือนโชคชะตามันบังคับให้ต้องรู้จักกันอ่ะ ถ้าไม่เป็นแบบนี้แกก็คงไม่ได้คุยกันเลยป่ะ แถมในคาบเรียนแกยังเคยได้คุยส่วนตัวกับนางตั้งหลายรอบโดยที่อาจารย์จัดให้ ทั้งๆที่กับฝรั่งหล่อๆคนนั้นแกไม่เคยได้คุยเลย” เพื่อนฉันยังไม่หยุดชิป นั่นทำให้ฉันเขินจนหน้าแดง เรื่องเล็กๆที่มองข้ามไป แต่มันคือความบังเอิญที่น่าประหลาด ฉันเคยหวังมาตลอดว่าจะได้คุยในซูมกับเพื่อนฝรั่งเศสในคลาส และใช่ ฉันไม่เคยได้คุยเลย แต่กลับมาได้คุยกับหมอนี่ตั้งหลายรอบ..เป็นความบังเอิญที่เซนเซย์เลือกให้

“แล้วนี่แกก็เพิ่งมารู้สึกตัว ว่าแกชอบนางหมดหัวใจ!”

โอ้ย! พอได้แล้ววว ฉันกรีดร้อง ฉันพยายามที่จะเมาท์กับเพื่อนเรื่องอื่นต่อ แต่ใจฉันก็เผลอไปคิดถึงเค้าทุกที.. 

เค้าจะรู้สึกเหมือนกันมั้ยนะ..?

‘ นายก็ไปคิดเอาเองแล้วกัน ถ้าฉันมีแฟนฉันก็คงไม่มานั่งคุยกับนายดึกๆดื่นๆเป็นชั่วโมงๆแบบนี้ หรอก แต่เพราะว่าในหัวใจของฉันมีแต่นายเท่านั้นไงล่ะ ฉันถึงได้เป็นแบบนี้.. ’

   ฉันรู้ว่าสถานะของเราไม่ได้เข้าใกล้คำว่าแฟนหรอก.. แต่ถ้ามีแฟนจริงๆ ฉันก็อยากให้คนๆนั้นเป็นนายนะ พอรู้สึกแบบนั้นฉันก็เลยเผลอมานั่งอ้อนนายตั้งหลายชั่วโมง.. คืนนี้ฉันมีความสุขมากๆเลย แค่รับรู้ว่ามีนายอยู่กับฉันก็ทำให้ฉันมีแรงที่จะสู้ต่อไป..

   นี่ นายรู้มั้ย นายเป็นผู้ชายแบบที่ฉันอยากจะโผเข้าไปในอ้อมกอดเวลาเหนื่อย.. เป็นคนที่อยากให้อยู่ข้างๆเวลามีเรื่องทุกข์ใจ ทุกครั้งที่คุยกันฉันอยากจะบอกนายว่า อยู่กับฉันแบบนี้ตลอดไปเลยได้มั้ย?

   ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานายทำอะไรกับฉันเนี่ย..? รู้ตัวอีกทีฉันก็ขาดนายไม่ได้แล้ว.. ฉันต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ


หลายวันต่อมา ฉันก็ลองโหลดเกมของเค้ามาเล่น

   ทุกๆวันฉันเหมือนกดเข้าไปเล่นเกมบ่อยๆเพราะคิดถึงเค้า.. เพราะทุกครั้งที่เล่นเกมฉันจะรู้สึกว่าเค้าอยู่กับฉัน นั่นทำให้ฉันกดเข้าเกมแทบทั้งวันทั้งๆที่เล่นไม่เป็นเลย กดมั่วๆไปงั้นแต่ไม่ได้คิดอะไรมากมายนอกจากคิดถึงเค้า.. จินตนาการว่าเค้าเองก็กำลังเล่นอยู่เหมือนกัน

เล่นๆไป เลเวล27.. บ้าไปแล้ว! หนังสงหนังสือไม่ต้องอ่าน 555 ฉันแอบเอาชื่อในเกมของเค้าไปเสิร์จ แล้วทุกครั้งที่เห็นว่าคะแนนในเกมเค้าขยับขึ้น ฉันก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว มันมีความสุขนะที่รู้ว่าเค้าก็เข้ามาเล่นเกม..

   เค้าเป็นผู้ชายที่เก่งกว่าฉันทุกด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนแต่เรื่องอื่นที่ไม่ใช่การเรียนเค้าก็ยังเปล่งประกาย.. ฉันหันกลับมามองตัวเองว่ามีอะไรที่น่าดึงดูดเค้าบ้าง ที่ผ่านมาฉันมักจะดีพออยู่แล้ว แต่พอมาเจอเค้าตัวฉันก็หดเหลือนิดเดียว เป็นผู้หญิงธรรมดาๆที่ไม่ได้เรียนเก่งอะไรมากมาย ฉันที่ถูกชมว่าหัวดีมาตลอดแต่พอมาเจอเค้าฉันก็พ้ายแพ้.. เค้าคือผู้ชายที่เอาฉันอยู่หมัด แล้วฉันก็ยอมเป็นแมวน้อยตาใสไปโดยปริยาย

จริงอยู่ที่คนที่เก่งกว่าฉันมีมากมาย แต่ไม่มีใครทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเค้า ตัวฉันในตอนนี้แค่คิดถึงเค้าก็เหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ในท้อง มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ.. 

‘ฉันชอบนายนะ ชอบแบบที่รู้ว่าจะต้องเศร้าใจไปอีกนานแน่ๆถ้าเราไม่ได้พบกันจริงๆ..’

‘ต่อให้ชอบนายแค่ไหน อยากย้อนกลับไปตอนที่อยู่ด้วยกันแค่ไหน แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป มันขมขื่นเนอะ’

“ชอบนะ นี่ ฉันชอบนายมากเลยนะ”
   วันนี้ฉันก็ยังคงตะโกนขึ้นไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน

“ตัวฉันจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ ขอให้นายมีความสุขในทุกวัน และสอบผ่านN2ด้วยนะ”

   ตัวฉันก็คงจะเก็บความรู้สึกนี้ไว้ต่อไป.. ถ้าฉันจะต้องเสียใจ ฉันก็จะยอมนะ.. เพราะฉันคงจะรักนายหมดหัวใจแล้ว




SHARE
Writer
HermioneRiddle
Student in Japan
My personal Diary

Comments

jjkor
1 month ago
คุณคะ เราอ่านไปยิ้มไปเลยค่ะ~ หัวใจพองโตมากจริงๆนะคะ อ้ย ถึงตอนนี้เราอ่านจบแล้วก็ยังยิ้มอยู่เลยㅠㅠㅠㅠㅠㅠ ขอบคุณนะคะ :•)
Reply
ashyyna
1 month ago
มาอัปเดตเรื่องหลังจากนี้ด้วยนะคะ ชอบ เขินจริงอ่า😂😂
Reply
karngkaopakydao
1 month ago
ตามด้วยย
GruftKeep
17 days ago
(◍•ᴗ•◍)❤
Reply