อย่าท้าทายพญามัจจุราช!
“ทุกคนมีทั้งตายวันนี้และตายพรุ่งนี้ ตามบทสวด อย่าประมาทชีวิต พร้อมจะตายได้ทุกโอกาส ทั้งด้วยโรคภัยไข้เจ็บหรืออะไรก็ตาม เราไปกำหนดไม่ได้ อย่าท้าทายกับท่านพญามัจจุราชที่มีเสนามาก

“บางส่วน”จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา- 11.00 น. วันที่ 16 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล

เอาจริงๆ คือ ผมไปอ่านในบทให้สัมภาษณ์ตัวเต็มแล้ว (ซึ่งผมจะลิงค์ไว้ที่ล่างบทความนี้” แต่ประโยค “อย่าท้าทายพญามัจจุราช” ก็เป็นประโยคที่โด่งดังตามหน้าFeedสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งแน่นอนว่าก็มีการตีความไปต่าง ๆ นานา มีตีความไปว่า "ประยุทธ์" แกแค่พูดถึง “บทสวดมนตร์” ไม่ได้จะสื่อถึงความรุนแรงอะไร แล้วก็ไปเอาบทสวดอภิธรรมมาอ้างอิงให้ ผมก็นับถือใจในความพยายามที่จะช่วยรับลูกส่ง ที่ส่งมาแบบผีๆ อย่างนี้

ถ้าบริบทของประโยคนี้เป็นชั่วโมงเรียนวิชาพระพุทธ หรือ พระเทศน์ในวัดในวา มันก็ฟังขึ้น แต่ไม่ใช่ประโยคที่ควรออกมาจากผู้นำประเทศที่เป็นเผด็จการทหาร ที่พึ่งออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงพึ่งสั่งสลายการชุมนุมโดยการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะฉุดกระชากลากถู ฉีดน้ำแรงดันสูง หรือ ฉีดสารเคมีสีฟ้าใส่ผู้ชุมนุมมือเปล่า

ตัวผมเองในขณะกำลังเขียนบทความนี้เป็นช่วงเย็นของวันที่ 17 ตุลาคม 2563 ณ จังหวัดอุดรธานี ได้เปิดโทรศัพท์อ่านข่าวหลังจากชั่วโมงเลิกงาน ก็พึ่งมาเห็นว่าเพื่อน ๆ ใน FB ผมหลายคนที่ไปร่วมชุมนุมแล้วได้รับบาดเจ็บไม่ว่าจะรุ่นพี่,รุ่นน้อง,เพื่อน บ้างก็ฟกช้ำบ้างถึงขั้นกระดูกแตกต้องเข้าโรงพยาบาล,บ้างทรมานจากสารเคมี ฯลฯ เยอะแบบที่เลื่อนๆเฟชไป 5-6 โพสต์ จะเจอโพสต์ประมาณนี้ครั้งนึง (ไม่ได้รวมแค่คนบาดเจ็บแต่รวมถึงคนที่โพสต์เล่าสถานการณ์ปัจจุบันว่าตอนนี้ตัวเอง “ปลอดภัยแล้ว”ด้วย) จริงอยู่ที่ว่าเฟชผมก็มีเพื่อนๆคอการเมืองเยอะ แต่อันนี้เป็น “ปรากฏการณ์” ที่ไม่เคยเห็นความแอคทีฟระดับนี้ของคนรุ่นเราๆมาก่อน ผมเองรู้สึกผิด รู้สึกเศร้า รู้สึกแค้นใจ ในสิ่งที่เกิดขึ้นและการที่ผมไม่ได้ไปร่วมสู้ ณ ตรงนั้น แต่ก็ยังดีที่มีเพื่อนมาแจ้งข่าวว่าทางจังหวัดอุดรธานีเองก็จะมีชุมนุมในเร็วๆนี้เหมือนกัน ถ้าผู้อ่านที่อยู่อุดรฯไป คงได้เจอกัน

ทีนี้สิ่งนึงที่ผมพอจะทำได้ในตอนนี้ คือ ช่วยปัดฝุ่น-เคาะสนิม ทางความคิด สำหรับเพื่อนๆที่กำลังเริ่มติดตามการเมืองได้ไม่นาน ดังนั้นสำหรับคนที่ติดตามมานานแล้ว เรื่องนี้ก็คงจะเป็นเรื่องเดิมๆ ที่น่าเบื่อ แต่ผมก็ยินดีถ้าท่านจะเสียเวลาอ่าน  


ประเด็นยอดฮิตที่มักถูกถามขึ้น
 
1.เฮ้ย รัฐเริ่มใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมแล้ว เราจะไปสู้ไหวหรอ! 
 
ตอบ : จากข่าวที่ผมตามอ่านมาการสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำคนสำคัญไม่ทำให้ม็อบแตกกระจายแต่กลับยิ่งเป็นการสุมไฟให้ผู้ร่วมชุมนุมต้องการจะสู้ต่อเพราะต้องการสร้างแรงกดดันให้ปล่อยตัวแกนนำที่ถูกจับตัวไป เหตุการณ์ประมาณนี้ก็เคยเกิดขึ้นใน “พฤษภาทมิฬ” ปี 35 (และเหตุการณ์อื่นๆ) ที่เมื่อทหาร “คิดแบบทหาร” ว่า ถ้าเรากำจัดตัวหัวหน้าพวกมัน! เดี๋ยวลูกน้องก็ไปไม่เป็นกระจายแตกพ่ายไปเอง แต่เมื่อคุณ “จำลอง ศรีเมือง” โดนทหารบุกเข้ามาอุ้มไป กลายเป็นว่าเกิดความรุนแรงชุลมุนมากขึ้นเพราะจริงๆ คือ ตัวแกนนำนี่แหละ ที่คอยดูภาพรวม และควบคุมการชุมนุมให้เป็นไปตามแบบแผนที่วางไว้ กลายเป็นว่าทหารต้องปวดหัวกันหนักกว่าเดิม

2. หรือจริงๆแล้วเราต้องการ “ฮีโร่” ท่านผู้นำผู้เป็นศูนย์รวมจิตใจ อย่างจำลอง,อย่างเลนิน,อย่างโรเบสปิแยร์,อย่าง “ทั่นประธานเหมา” ,อย่าง โจนออฟอาร์ก,อย่างมหาตมะ คานT ฯลฯ  

เอาจริงๆ ผมว่าผมไม่ใช่แค่คนเดียวที่เคยคิดเคยเชื่อแบบนี้ องค์กรหรือขบวนการอะไรก็แล้วแต่ มันต้องมี “ผู้นำผู้เก่งกาจทั้งบู๊บุ๋น จิตใจเข้มแข็งห้าวหาญ” มันก็ฟังดูเป็นเรื่องที่เมคเซ้นส์มาโดยตลอด เพราะเราก็ถูกปลูกฝังด้วยแนวคิดแบบ “ทหารนิยม” มาตั้งแต่เด็กแต่เล็ก ระบบการศึกษาเป็นภาพสะท้อนรูปแบบของการเมืองการปกครอง ไม่มีประเทศไหนหรอก ที่จะสอนให้ประชาชนนั้น คิดต่างจาก “กลุ่มคนที่ยึดกุมอำนาจ” อยู่แล้ว

มานับๆดูตั้งแต่ พ.ศ.2475 ประเทศเรามีบรรยากาศ หรือ ระบบการศึกษา ที่ไปในแนวทางของ “ประชาธิปไตย” สักกี่ปีกัน จึงไม่น่าแปลกว่าต่อให้พวกเรา “ตาสว่าง” จาก “ระบบศักดินา” ขึ้นมาได้ แต่เปรียบเทียบไปก็เหมือนการที่เรา ตก เอ๊ยไม่สิ เกิดในบ่อโคลน เราก็ต้องใช้ความพยายามและระยะเวลา ในการชะล้างคราบสกปรกเหม็นเน่าเก่าออกจนหมด การตาสว่างจาก “ท่านผู้นั้น และ ลูกชาย” มิใช่ “จุดจบ” ของการทำลายเพดานทางความคิดหรือจุดจบของการชะล้างคราบโคลน หากแต่เป็น “จุดเริ่มต้น” ต่างหาก

ความเคยชิน”ทางความคิด”เหล่านี้ ทำให้เราเชื่อมโยงไปว่า “ถ้าไม่ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ” , “ถ้าไม่มีการบริหารจัดการแบบ บน-ลง-ล่าง” , “ไม่มีท่านแม่ทัพ” ความเป็นไปได้ในการชนะศึกจะเป็น 0

ผมไม่อยากให้คราบเหล่านี้ติด เปรอะ ความคิดของเราอีกต่อไป

วิธีการเหล่านี้มันเวิร์ค 
 
แต่มันเวิร์คในบริบทไหน ?

ทำไมการปฏิวัติจีน,รัสเซีย,ฝรั่งเศส,อเมริกา ฯลฯ สามารถทำได้ด้วยวิธีการดังกล่าว และ ไม่ได้ใช้ได้ตลอดไป ? มิหนำซ้ำโมเดลแบบ จีน,ฝรั่งเศส(ยุคกิโยตินใส่พระเจ้าหลุยส์),รัสเซีย กลับต้นดีปลายร้าย งอกเงยออกเป็นระบบเผด็จการทหารสวมหน้ากาก “คอมมิวนิสต์” (และก็มีคนเชื่อเยอะซะด้วย)

สาเหตุสำคัญที่มัน ไม่ได้ใช้ได้ตลอดไปก็เพราะ วิธีการดังกล่าว วางอยู่บนฐานของ “ยุคสมัยและเทคโนโลยีแบบเก่า” กล่าวคือ
2.1 ความแตกต่างของเทคโนโลยีการกระจายข่าวสาร 

สมัยที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ต้องอาศัยการ "ตาสว่าง" ผ่านการหาหนังสือต้องห้ามอ่านหรือมีนักวิชาการ มาเล่าให้ฟังจึงจะสื่อสารไปทั้งขบวนการได้ ซึ่งผิดกับการสื่อสารทางการเมืองในยุคอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน ที่ไม่ต้องพึ่งพิง "ตัวบุคคล" ในการจำหน่ายข้อมูลเท่ายุคนั้น

2.2 ความแตกต่างด้านเทคโนโลยีทางการทหาร 

 ตัวอย่างเช่น :

“ -หนุ่มวัย 16 เข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์บอลเชวิกเพื่อล้มล้างพระเจ้าซาร์และจอมเผด็จการที่กดขี่ชาวไร่ชาวนาหรือชนชั้นแรงงาน เขาไม่ต่างจากสหายคนอื่นๆ ที่ต้องมีชื่อเรียกพรางตน ไม่ให้เจ้าหน้าที่จับได้ไล่ทัน เขาเลือกเฟ้นหาชื่อแฝงที่ฟังดูเป็นชนชั้นกรรมาชีพ เข้มแข็ง ทะมัดทะแมง จนได้คำว่า ‘ค้อน’ ซึ่งในภาษารัสเซียนเรียกว่า ‘โมโลตอฟ’

-หลายประเทศเริ่มมีรถถังใช้ในการสู้รบ ทำให้ยากที่จะสกัด ระเบิดมือธรรมดาแทบจะทำอะไรรถถังไม่ได้ แต่รถถังสมัยก่อนนั้นก็ยังมีจุดอ่อนที่บริเวณช่องมองของห้องโดยสารและช่องระบายอากาศของเครื่องยนต์นั้น ของเหลวติดไฟสามารถเล็ดลอดเข้าไปได้

-ชื่อของโมโลตอฟ ค็อกเทล เริ่มแพร่กระจายไปเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของโลก ในฤดูร้อนปี 1940 กระทรวงสงครามของอังกฤษออกแถลงการณ์ ให้ประชาชนทุกครัวเรือนเตรียมโมโลตอฟ ค็อกเทลไว้ติดบ้าน เพื่อทุกคนจะได้เบาใจเวลาทหารเยอรมันข่มขู่จะรุกราน “ --ที่มา--(https://themomentum.co/something-between-molotov-cocktail/)”

แต่เราทุกคนทราบกันดีว่า ปีๆ นึงประเทศเราผลาญงบไปกับ “ของเล่นผู้ใหญ่” เหล่านี้เยอะเพียงใด ศักยภาพ(ในการปราบปรามประชาชน)ของกองทัพไทย ถือว่าเป็นอันดับต้นๆในภูมิภาคอาเซียน จริงอยู่ที่ว่าภาคประชาชนอาจพอหาปืนประกอบ,ระเบิดปิงปอง หรือ ปืนเถื่อน ได้ (ซึ่งก็เป็นที่มาว่าทำไมอัตราการเสียชีวิตจากอาวุธปืน ของประเทศเราจึงอยู่ใน Ranking อันดับ 2 เอาชนะประเทศที่เสรีในการครอบครองปืน ระดับที่พกปืนกลไปซูเปอร์มาร์เก็ตได้อย่างอเมริกา ที่อัตราการตายอยู่ใน Rank อันดับ 3 ถ้าสนใจอ่านต่อได้ที่ลิงค์นี้นะครับ https://www.thaienquirer.com/7572/thailands-gun-laws-and-statistics-a-brief-overview/) 

 แต่ไม่อาจเทียบเทียมได้กับอาวุธของทหารอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ม๊อบนักศึกษา" ที่ไม่ได้รับการจัดตั้งฝึกใช้อาวุธ หรือ มีสปอนเซอร์สนับสนุนอาวุธให้จากต่างประเทศ แบบสมัยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้มาจากจีนสมัยสงครามเย็น

กลับกันการใช้ความรุนแรง(ทางกายภาพ) ต่อสู้มีแต่จะเสียกับเสีย นอกจากเสียความชอบธรรม(ในสายตาคนที่ยังครึ่งๆกลางๆทางการเมือง) แล้วอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ผมไม่สนับสนุนให้ใคร ออกไปทำอะไรที่ ผมเองก็ทำไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นการจะบอกว่า “ที่ผ่านมาภายใต้ระบบเผด็จการทหารและศักดินานั้น สงบ ไม่รุนแรง” ผมว่าก็ไม่ถูกเท่าไร

 เพราะถ้าหากเป็นญาติ เป็นเพื่อน คนรู้จักของเรา ที่ถูกขูดรีดทางร่างกายและจิตใจ ถูกขโมยเอาความสุข ความใฝ่ฝันไป ถูกสวัสดิการที่ล้าหลังตัดโอกาสในชีวิต หรือ แม้แต่ ตัด โอกาส ในการมีชีวิตอยู่ไป (เช่น สมัยก่อนมีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ผู้เฒ่าผู้แก่หลายในต่างจังหวัด ที่บ้านขาดกำลังทรัพย์เมื่อทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคร้ายแรง ที่มีค่าใช้จ่ายเยอะอย่างมะเร็งต่างๆ จะบอกลูกหลานว่า ปล่อยให้ปู่ให้ย่า ตายเถอะ แล้วเอาเงินไว้กินไว้ใช้เลี้ยงลูกหลาน/ ในขณะที่เงินตามผลผลิตที่พวกเขาทำทั้งชีวิต ถูกนำไปบำเรอคนบางกลุ่ม) 

เมื่อเทียบกับแอคชั่นอย่างการ “สาดสี/พ่นสี” ของม๊อบนักศึกษาแล้ว
 ผมว่าอย่างหลัง “รุนแรง” น้อยกว่าหลายดีกรี 
 
แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่ควรขับเคลื่อนขบวนการด้วยความเกลียดชังเพียงถ่ายเดียว โดยปราศจากการวางแผนและใช้เหตุผล ในปัจจุบัน “สื่อ” , “ภาพ” มีอิทธิพลมากต่อการเมือง ทุกคนทราบกันดีว่า ก่อนที่คนเราจะ “กระทำ” คนเรา”คิด” และสิ่งที่ประกอบเป็น “ความคิด” - คือ “การับรู้ - สื่อ -ประสบการณ์(ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม)” ถ้าเราอาศัยอยู่ในประเทศที่บล็อคการนำเข้าของสื่อต่างประเทศได้อย่างเกือบหมดจดแบบ เกาหลีเหนือ ผมก็คงไม่หวังกับการปฏิวัติขนาดนี้

3. การที่นักศึกษาเรียกร้องให้ตำรวจมีสามัญสำนึก ไม่ใช่ทำเพียงคำสั่งนาย จะเป็นไปได้เหรอ ? ถ้าเขาขัดคำสั่งนาย ก็เท่ากับว่าเขาตกงานนะ ใครจะไปยอมแลก ถ้างั้นจะเกิดเหตุแบบ 6 ตุลาฯ ขึ้นรึเปล่า ? 
 
- คำถามนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยค Befehl ist Befehl - (an order is an order)- ของนาซีเยอรมันขึ้นมาเลย ต้องยิง ต้องฆ่าผู้บริสุทธิ์ เพราะนายสั่งมา แต่บริบทที่แตกต่างอย่างมากกับที่ไทยเป็นตอนนี้ คือ ในการสังหารหมู่ชาวยิวของนาซี หรือ แม้แต่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ “ความรับรู้” ของประชาชน (ส่วนใหญ่) ที่มีต่อ “ผู้คิดต่าง” มันคือการมองว่าอีกฝ่ายเป็น คนละเผ่าพันธุ์ (อารยัน-ยิว).(ไทย-เวียดนาม,จีน) อันที่จริงในปัจจุบันยังมีผู้ใหญ่ที่เชื่อว่านักศึกษาที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมใน 6 ตุลาฯ นั้นเป็น “พวกสายลับเวียดนาม” อยู่เลย (แต่แน่ล่ะว่าไม่ทั้งหมด)
 
แต่บริบทที่พวกเรากำลังเผชิญในปัจจุบัน ทางผู้ใหญ่ที่ยังศรัทธาในระบอบศักดินา,ทหารนิยม และ พุทโธเลี่ยน ก็มองม๊อบนักศึกษาว่า เป็นพวกเด็กโง่ก้าวร้าวที่ถูกสื่อนอกล้างสมอง #ไม่ใช่ อมนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ที่ต้องสังหารให้ราบคาบไป เรื่องชนชั้นเองก็สำคัญ การสังหารหมู่เสื้อแดงใน ปี 53 ส่วนสำคัญ คือ “พวกเสื้อแดง” ถูกมองว่าเป็น “คนนอก” ที่มาทำให้เมืองกรุงเทพฯเปรอะเปื้อน รุ่งเช้าหลังวันสังหารยังมีกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ ล้างคราบเลือด ชิ้นส่วนศพพวก “คนนนอก-ต่างชนชั้น” ให้ออกไปราวกับทำความสะอาดบ้าน (องค์กรเก็บขยะแผ่นดินน่าจะถูกใจสิ่งนี้)

แต่ในการชุมนุมครั้งนี้ ก็มีลูกๆหลานๆ ของเหล่า “ผู้ใหญ่” ชนชั้นกลาง-สูงกว่านั้น เข้าร่วมด้วยอย่างท่วมท้น ดังนั้น “พญามัจจุราช” คงไม่กล้า “ซ่า” แบบในอดีตเพราะทุกคนทราบอีกนั่นแหละว่า “กองทัพ” ไม่สามารถยืนเดี่ยวได้โดยปราศจากความชอบธรรม,นายทุนหนุนหลัง หรือ องค์กรอนุรักษ์นิยมต่างๆ ที่ไม่ได้ “บ้าเลือด” แบบ เสธ. บางคน ที่มีจำนวนน้อย

นอกจากนี้ คือ ความรุนแรงใน 6 ตุลาฯ ส่วนใหญ่เกิดจากภาคประชาชนด้วยกัน ที่ “ถูกจัดตั้ง” โดย กอรมน. และ CIA ให้มีความสามารถในการใช้อาวุธหรือวางแผนรบ อย่าง นวพล,กระทิงแดง,ลูกเสือชาวบ้าน ไม่ใช่ กองทัพลุยสังหารเอง แบบที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งจะมาจัดตั้งเอาตอนนี้ก็ต้องบอกกันตรงๆว่า มัน 1.สายไป 2.มือไม่ถึง กันแล้ว

การออกมากดดัน ตำรวจ-ทหาร ให้มีมนุษยธรรมกับผู้ชุมนุมไม่ใช่การกระทำที่โง่เขลาหากแต่จำเป็น เพราะ ถ้าไม่สร้างแรงกระเพื่อมจากภายนอกแล้ว ลำพังจะคาดหวังให้ ตำรวจ-ทหาร ในราชการ “ขัดนาย” โดยที่ “บรรยากาศมันไม่ได้” มันย่อมเป็นอะไรที่ยากเกินจะคาดหวัง

 การปฏิวัติในรัสเซียที่ทหารบางส่วนหันปากกระบอกปืนกลับไปสู่ผู้สั่งฆ่าประชาชน การที่ทหารออกมายับยั้งตำรวจที่ออกมาทำร้ายผู้ชุมนุม อันเป็นที่มาของ “การปฏิวัติดอกมะลิ” (Jasmine Revolution) ในตูนิเซีย , การวางปืนของตำรวจเบลารุสต่อหน้าผู้ชุมนุม , การกลับใจมาปกป้องประชาชนของทหารฟิลิปปินส์ ที่ถูก “นายใหญ่” อย่างจอมเผด็จการมาร์กอส ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์

แน่ล่ะว่าเราไม่อาจจะหยิบเพียงเคสของ “ประเทศใดประเทศหนึ่ง” มาเปรียบเทียบอย่างมิดชิดกับประเทศเรา บริบทเราได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถเรียนรู้จากอดีต หรือ ต่างประเทศ , เว้นแต่ว่าประเทศไทยก่อกำเนิดบนดาวอังคารและเป็นสิ่งมีชีวิตต่างพันธุ์จากมนุษย์โดยสิ้นเชิง อย่างนั้นก็พูดได้ว่า “ประเทศเราไม่เหมือนใครในโลก อย่าไปเอาอย่างประเทศอื่นเขา”ได้

4. แล้วเราจะมีความหวังได้อย่างไร หากเรามีเพียงมือเปล่า เกิด”คนนั้น” สั่งยิงขึ้นมาใครจะกล้าขัด
อันที่จริงทางกองทัพเองกับ “คนนั้น” ก็ไม่ได้ลงรอยแนบชิดกับแบบ “รุ่นที่แล้ว” รวมถึงไม่ได้อยู่ในบริบทของ “สงคราม” แบบช่วง “สงครามเย็น” (แม้จะไม่ได้รบกันตรง ๆ แต่การต้องอยู่ในภาวะเฝ้าระวังพร้อมรบตลอดเวลา ก็เรียกว่าช่วงสงครามได้) “กองทัพ” มี "อำนาจแข็ง" (Repressive states apparatus) ซึ่งสิ่งที่จะชุบให้กระสุนชุ่มเลือดนั้นเป็นกระสุนทองศักดิ์สิทธิ์ชอบธรรม ต้องหยิบยิม "อำนาจอ่อน" (Ideological states apparatus) มา “ชุบ”กระสุน นั้นเพื่อให้ การฆาตกรรม เป็น การปกป้องอริราชศัตรู

แต่

ทุกคนก็ทราบดีอีกเช่นกันว่า “บ่อผลิตอำนาจอ่อน” – “บ่อชุบกระสุนทองคำ” นั้น ในปัจจุบันใช้การไม่ค่อยจะได้แล้ว เผลอๆชุบไปสนิมติดกระสุนอีก “กองทัพ” ไม่สามารถยืนเดี่ยวได้ เช่น เดียวกับศักดินา และองค์กรทางการเมืองอื่นๆของมนุษย์เรา

และผมว่าเราไม่ควร มองสลิ่มในแง่ร้ายขนาดนั้น เพราะลึกๆในใจของพวกเขาก็ยังมีความเป็น “พุทธศาสนิกชน” ที่มีศีลข้อที่ 1 ค้ำคอ (อยู่บ้าง)

จริง ๆ ในเรื่องนี้ยังมีข้อมูลสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่าง เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ/เศรษฐกิจ เช่น ทำไมการที่จีนสังหารหมู่เทียนอันเหมิน อย่างอล่างฉ่าง แต่ UN กลับไม่สามารถทำอะไรด้วย ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจีนที่มหาศาล ในขณะที่ประเทศที่อำนาจต่อรองน้อยๆ สลายการชุมนุมในระดับที่ไม่ถึงกับมีคนเสียชีวิตกลับโดนบอยคอตต์ยับ แต่ไทยเราก็ไม่ได้ “ใหญ่” เท่าจีนที่นานาชาติต้องกลัว ในส่วนนี้ผมไม่ได้มีความเชี่ยวชาญ จึงขอละไว้ก่อน

โดยสรุป : ผมไม่ได้มีเจตนาจะสนับสนุนให้ใคร ไปทำอะไรที่รุนแรงโดยปราศจากการใช้เหตุผล,หลักการ และ การประเมินสถานการณ์ที่ดี พวกเราต้อง “ระมัดระวัง” แต่การ “ระมัดระวัง” จะทำได้ดีขึ้นหากมีข้อมูลที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์มากกว่าเดิม คงเป็นไม่กี่อย่างที่ผมจะมีส่วนร่วมในการเรียกร้องครั้งนี้ได้ ขอให้ทุกคนดูแลตัวเอง คนรอบข้าง ที่ไปร่วมแสดงพลัง ขอโทษที่ผมไม่ได้อยู่ในการชุมนุมครั้งนี้ และ ขอบคุณทุกๆคนที่ไปร่วมชุมนุมเพื่ออนาคตของประชาชนไทย ไม่ใช่แค่รุ่นเรา แต่สำหรับทุกรุ่น , 
ปัจจุบัน และ ในอนาคต

- กลอง กบฏ/วงกบฏสบถ 10/17/2563 


 
"ไปฟังพระสวดอภิธรรมมี 4 จบ ซึ่งวันนี้ตนทำทั้งหมดทั้งสวดทั้งแผ่เมตตาและให้อโหสิกรรมทุกคน ไม่ให้ร้ายกับใคร เพราะสิ่งที่ให้ร้ายกับคนจะกลับมาที่ตัวเราเอง อย่าประมาท เพราะทุกคนมีทั้งตายวันนี้และตายพรุ่งนี้ ตามบทสวด อย่าประมาทชีวิต พร้อมจะตายได้ทุกโอกาส ทั้งด้วยโรคภัยไข้เจ็บหรืออะไรก็ตาม เราไปกำหนดไม่ได้ อย่าท้าทายกับท่านพญามัจจุราชมาก การตายจะเป็นวันนี้ หรืออยู่วันไหน มีโอกาสตายทุกคน โรคภัยไข้เจ็บ เครียดสมองแตก และอีกบทคือ อย่าประมาทเสมา อำมาตย์ ที่มีอำนาจน้อย อีกอย่างคนเรามีโอกาสตายได้ทุกวัน ไปฟังคำพระกันบ้าง นับถือศาสนาพุทธกันบ้างหรือเปล่า สวดมนต์กันได้กี่บท มาท่องแข่งกับฉันไหม ไม่เอา ชักเลอะเทอะแล้ว" 
- ประโยคสัมภาษณ์เต็มของ "ลุง" (ของใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่ลุงผมล่ะคนนึง)  


PS. ขอส่งเพลงวงผมไปให้กำลังใจเหล่าสหายร่วมอุดมการณ์ด้วย 
SHARE
Written in this book
2020
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,RappeR
Kalibut’s Drummer & Kabot Sabot’s Rapper --- "The Rebellion Writer" ----

Comments