Let's have a Productive Fatherhood
    นั่งฟังพอดแคสต์ที่คุณ รวิศ หาญอุตสาหะ คุยกับ อาจารย์ นพดล เวชสวัสดิ์ พูดคุยแลกเปลีย่นกันเรื่องของ Time Management มีอยู่่ท่อนหนึ่งของบทสนทนาที่ อาจารย์พูดออกมาแล้วรู้สึกว่ามันทัช มันจับต้องได้ มันโดนใจผมมาก อาจารย์พูดเกี่ยวกับ เรื่องของ "การงานกับความเป็นพ่อ" อาจารย์บอกประมาณว่า เราสามารถเป็นอะไรทุกอย่างในโลกใบนี้ก็ได้ในหน้าที่การงาน แต่ไม่มีใครสามารถทำหน้าที่พ่อได้สำหรับลูกของเรา พ่อไม่ใช่อาชีพแต่คือสิ่งเดียวที่คนๆหนึ่งจะทำให้ลูกของเราได้ กล่าวคือ เราคนเดียว "เท่านั้น" ที่จะสามารถเป็นพ่อให้ลูกเราได้ ไม่มีอัจริยะคนอื่น ไม่มีคนที่เก่งกว่าเราคนไหนสามารถทำหน้าที่นี้แทนเราได้ เพราะเราคือพ่อ เราให้ใครไปส่งลูกที่โรงเรียนก็ได้ แต่คนที่ไปส่งก็จะไม่ใช่พ่อ ลองคิดดูสิครับว่าคนที่ไปส่งลูกที่โรงเรียนเป็นใครดีกว่า 

       ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่เคยมีลูก แม้แต่ว่าที่แม่ของลูกตอนนี้ก็ยังไม่มี ไม่รู้อยู่ตรงไหน เกิดหรือยังไม่รู้ก็ตาม ฮ่าๆ แต่เมื่อได้ยินคำๆนี้ ก็รู้สึกว่า "เออ เป็นชุดความคิดที่ดีจังเลย"

       อาจารย์เล่าว่า เดิมทีแกเป็นคนที่ทำงานหนัก งานที่ต้องทำมีปริมาณมาก ตอบตกลงทุกงาน ด้วยความที่งานมันเยอะ บางครั้งถึงกับต้องเอางานกลับมาทำที่บ้าน แรกๆก็ดูเป็นเรื่องปรกติ จนกระทั่งวันหนึ่ง อาจารย์พาภรรยาและลูกๆไปเที่ยวทะเล แล้วปรากฎว่าในระหว่างที่ครอบครัวกำลังนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศริมทะเลอยู่นั้นอาจารย์ก็ต้องทำงานไป มือกำลังอยู่บนแป้นพิมพ์ เที่ยวไปด้วยและกำลังทำงานไปด้วย จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน ลูกชายคนหนึ่งของแกถามอาจารย์ว่า "พ่อครับ พ่อเป็น เวอร์คอลิค (คนบ้างาน)ไหมครับเนี๊ย? ฮ่าๆ" อาจารย์ก็ถามกลับว่า ทำไมหรอ?55 ที่ไปเที่ยวด้วยกันมาไม่สนุก? พ่ออาจจะดูยุ่งๆหน่อยนะ ลูกอาจารย์ตอบกลับ "ก็สนุกนะครับ แต่เหมือนพ่อไม่ได้ไปด้วย" แต่แล้วอาจารย์ก็เปลี่ยนไป

       จากวันนั้นที่พูดคุยกับลูก นั้นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องของการเปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงานของอาจารย์ การให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้า การจัดการเวลา และตัวงานที่ทำ แท้จริงแล้วมีคุณค่าหรือเปล่า? อาจารย์จึงแบ่งเวลาโดยคำนึงถึงความสำคัญจริงๆว่า เอ๊ะ แท้จริงแล้วไอ้งานที่เราทำอยู่ มันมีคคุณค่าจริงๆหรือเปล่านะ ทำไมเราต้องทำ ถ้าหากเราอยู่ในบริษัทใหญ่โตซึ่งเราเป็นเจ้าของ เราให้คนอื่นทำแทนได้ไหม การพูดจาตอบรับตกลงไป Always say Yes! บางครั้งบางทีมันไม่ดีกับตัวเราเองหรือเปล่า?
  
       อาจารย์นพดล ณ ปัจจุบันจึงมีแนวความคิดเรื่อง Time Management ที่มุ่งเน้นถึง "คุณค่าของสิ่งที่ทำ มากกว่าปริมาณงานที่ทำได้"
Focused on Qualities, not Quantities
    ทีนี้กลับมามองย้อนดูตัวเราเอง เรื่องที่เขียนไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่ได้จากการฟังพอดแคสต์นี้มีอะไรบ้าง?
    บอกเลยว่าผมประทับใจแนวคิดของทั้งสองคนมากๆ ถ้าหากใครที่รู้จักแนวคิดการทำงาน การจัดการเวลาของคุณ รวิศ ถึงแม้ของคุณ รวิศ หลักการจะออกไปทางการบริหารเวลาแบบให้ความสำคัญกับการที่เรา "ทำงานได้เยอะๆ หลายๆชิ้นโดยใช้เวลาเพียงแค่นิดเดียว" ซึ่งหากลองเพ่งเล็งดูดีๆ แน่นอนว่าก็ค่อนข้างที่จะเรียกได้ว่าตรงกันข้ามกับหลักการของ อาจารย์ นพดล ซึ่งให้ความสำคัญกับ "คุณค่าของชิ้นงานที่ทำมากกว่าปริมาณงานที่ทำ" ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งสองแนวคิดนี้ ผมคิดว่าเราสามารถนำมันมาประยุกต์ใช้ด้วยกันได้คือ "การเลือกงานที่มีคุณค่าจริงๆหลายๆงานมาทำ" ครับ 

      จะว่าไป อาจารย์ยังกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะจบพอดแคสต์อีกด้วยว่า จริงๆแล้วคนเราควรมีเป้าหมายในการทำงาน ทั้งระยะยาวและระยะสั้น งานที่คนเราทำจริงๆแล้วในปัจจุบันแทบทุกงานกำลังมีค่า และขอให้ทุกคน มีการจัดการในเวลาของการทำงานให้ดี แบ่งปันความรู้สึกดีๆ ทำหน้าที่ พ่อ แม่ ลูก ให้สมบทบาท มีเวลาให้กับครอบครัว และใช้ชีวิตให้มีความสุขครับ เหนื่อยก็พัก แล้วก็ตั้งคำถามดูครับว่า 

เราอยู่ตรงนี้เพื่อทำอะไร?
งานหรือสิ่งที่ทำอยู่มีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน?
เราควรทำมันต่อหรือเปล่า?

อย่าลืมเป็นพ่อที่โปรดักทีฟที่ดีกันนะครับผม

สวัสดียามเย็น วันพฤหัสบดีครับ :)
SHARE
Writer
kiimja
writer
ท้องฟ้า เมฆฝน ปลอบประโลมคนเหงา บรรเทาชีวิตคนเบื่อหน่าย

Comments