ฉากสุดท้าย
ขณะที่เขียนบันทึกอยู่นี้ ฉันก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่านี่อาจเป็นบันทึกหน้าสุดท้ายที่ฉันเขียนถึงพี่หวาน อดีตคนรัก คนที่ฉันเคยอยากใช้ชีวิตอีกเจ็ดสิบปีที่เหลืออยู่เคียงข้างกัน ดูแลกันและกัน จนกว่าความตายจะมาพราก

หากฉันโตกว่านี้ มีหน้าที่การงานมั่นคง ฉันคงไม่รอช้าที่จะก้าวเข้าไปในชีวิตเธอก่อน

แสดงความจริงใจให้ครอบครัวของเธอเห็น ว่าฉันอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอ ฉันดูแลเธอได้

แต่เพราะฉันยังเด็ก 

ฉันยังไม่ใช่คนที่ผู้ใหญ่จะอยากฝากอนาคตลูกสาวเขาไว้ด้วย

"อย่าลืมนะว่าลูกสาวเขาอายุสามสิบ"

แม่ฉันเตือนสติ ตอนที่ฉันร้องไห้ฟูมฟายให้ความสัมพันธ์ที่สิ้นสุดลง

ถ้าพี่หวานเป็นผู้นำมากพอ 

เธอคงมีวิธีจัดการความสัมพันธ์ของเราให้เข้ารูปเข้ารอย

นี่เธอยังขาดทั้งวุฒิภาวะ และความเป็นผู้นำ

ถึงได้ทำอะไรด้วยความหุนหันพลันแล่น ขาดการวางแผน การพิจารณาอย่างรอบคอบมาโดยตลอด ในเรื่องการมาขอคบฉันทั้งที่ตัวเองไม่มีความพร้อมเลยสักนิด และยังทำให้ฉันเข้าใจผิดไปแต่แรกว่าจะไม่ต้องมาเจอปัญหาเหยียดเพศ โฮโมโฟบ อะไรพวกนี้ ฉันชะล่าใจเองที่เชื่อใจเธอ ไม่ลองทักไปถามน้องสาวเธอก่อน ว่าครอบครัวเธอมีทัศนคติอย่างไรกันแน่

ความโกรธยังคงหลงเหลือ ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะจางหายหมด

ฉันพูดเรื่องพี่หวานให้แม่ฟังมาได้ตั้งนาน ไม่ยักกะร้องไห้

มาเขื่อนแตกตอนที่พูดถึงความปรารถนาของตัวเอง

"ตลอดทั้งชีวิต หนูพยายามกับทุกอย่าง อย่างดีที่สุด การเรียน การงาน ความสัมพันธ์ หนูแสดงออกให้พ่อแม่รู้ตั้งแต่แรกว่าหนูชอบผู้หญิง หนูทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้อนาคตต้องมามีปัญหา... หนูไม่ได้เตรียมใจมาเจออะไรแบบนี้ เค้าหลอกหนู"

ฉันสะอึกสะอื้น แล้วก็ทำหน้ามู่ทู่ เมื่อแม่พยายามปกป้องอดีตคนรักของฉันว่า

"พี่เค้าไม่ได้หลอก เค้าแค่ต้องการเวลามากกว่านี้"

ดูสิ ทำไมพ่อแม่ของฉันต้องรักและห่วงเธอขนาดนี้ด้วยนะ พ่อแม่เธอน่ะรังเกียจที่ฉันเป็นผู้หญิงแท้ๆ

พอฉันอารมณ์ขึ้น งอแงโวยวาย แม่ก็รีบเตือนว่าอย่าไปพูดกับพี่หวานแรงๆ นะ พี่เขาต้องเรียน พี่เขาเหนื่อย ฉันก็เลยร้องไห้หนักกว่าเดิม

"หนูอดทนมาตลอด มาจะเป็นปี แต่หนูทนไม่ไหวแล้ว เค้าไม่น่ามาขอหนูคบเลย"

เฮ้อ

มองดูตัวเอง

ก็เหมือนเด็กจริงๆ แหละนะ

ก็ยังเป็นเด็ก ที่ไม่อยากจะยอมรับความน่าขัดใจของโลกใบนี้

ยังไม่เก่งเรื่องการให้อภัย และการรอคอย

ยังเจ็บปวดเจียนตายกับเรื่องความรัก เพราะประสบการณ์มีน้อยเหลือเกิน

เกลียดจัง 

ประโยคเลี่ยนๆ ในทวิตเตอร์ ที่บอกให้แยกย้ายกันไปเติบโตเนี่ย

ไม่อยากยอมรับเลยว่าที่มันไปกันไม่รอด ก็เพราะความเป็นเด็กของเราทั้งสองนั่นแหละ

คนหนึ่งก็เด็กเกินกว่าจะกล้ายืนหยัดในตัวตนที่ตรงข้ามกับความคาดหวังของครอบครัว 

ขลาดกลัวเกินกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีเผชิญหน้า

อีกคนก็เด็กเกินกว่าจะยอมรับความผิดหวัง เมื่อมีอะไรไม่เป็นไปตามแผนการและหลักการที่ยึดถือ

แค่รักอย่างเดียวมันไม่พอ เข้าใจลึกซึ้งแล้ว

ต้องมีความจริงใจ ซื่อสัตย์ ความเข้าใจ ความกล้าหาญ ความอดทน ความเมตตา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมอยู่ด้วย ข้อหลังฉันให้ความสำคัญมาก ถ้าไม่มีสกิลพวกนี้ ไม่ใช่แค่ความรักหรอกที่จะแย่ ปัญหาอื่นๆ ในชีวิตก็จะแก้ไม่ตกไปด้วย

ปัญหาความสัมพันธ์ในครั้งนี้ ฉันแก้ไขด้วยการยุติมันลง

ฉันบอกเธอไปแล้วว่าถ้าอยากเริ่มต้นใหม่ ก็เริ่มให้มันถูกต้อง

ไปปรับความเข้าใจ ปรับทัศนคติกับครอบครัวก่อน (ซึ่งมันไม่ง่าย ถ้าเธอไม่ใช่คนแคร์ครอบครัวมากขนาดนี้ มันอาจไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ) ไปคุยให้ละเอียดว่าหากจะมีแฟนเป็นผู้หญิง จะมีคู่ชีวิตเป็นผู้หญิง ยังติดขัดอะไร แล้วค่อยต่อมาสเตปที่ว่าถ้าจะมีแฟนเป็นฉัน ใครจะขัดข้องอะไร แล้วค่อยมาขอเริ่มความสัมพันธ์กับฉันใหม่

ถ้าทำไม่ได้ก็หายๆ กันไป

ฉันหมดรักในตัวเธอไปมากแล้ว จากความเข้าใจผิด จากการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน จากถ้อยคำแย่ๆ ที่ได้รับจากครอบครัวเธอ ซึ่งมันไม่ได้แย่ขนาดนั้น ไม่ใช่คำดูถูกหยาบคายที่ฉันเคยเผชิญ มันก็แค่มีการเหยียดเพศแฝงอยู่ แต่เท่านั้นก็ต่ำเกินไปมากแล้วสำหรับบาร์ของฉัน

หมั่นไส้ความหยิ่ง ความถือดีของตัวเองเหมือนกัน ที่ทำเหมือนสวยเลือกได้ขนาดนี้

ไม่รู้สิ

มองหน้าแม่แล้วก็คิดว่า แม่ทะนุถนอม รักเรามากขนาดนี้ ถึงจะทำผิดพลาดบ้าง แต่ก็พยายามมากๆ ปรับตัวเพื่อเรามาขนาดนี้ ทุ่มเทขนาดนี้ พ่อก็เช่นกัน พ่อรักฉันมากจริงๆ 

ถ้าไม่เจอคนที่ถนอมเราได้อย่างพ่อแม่ ถึงรักแค่ไหน ก็อย่าพาตัวเองไปให้เขาทำร้ายดีกว่า

ตอนนี้ฉันโล่งใจมากที่ได้ตัดสินใจแล้ว

เก่งมากตัวเรา

เธอทำถูกแล้วนะ :)







SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments