เมื่อระบบการศึกษา สร้างครูที่ภักดีต่อความรุนแรง

ความรุนแรงในระบบการศึกษาคือปัญหาเชิงโครงสร้าง เรื่องนี้ไม่ได้พูดเอาสนุก แต่เป็นปัญหาเรื้อรั้งและจับต้องได้ทั้งในเชิงสถิติและประสบการณ์ตรง

ความรุนแรงไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง คล้ายเช่นร่างกายที่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้หากไม่ผ่านสมองสั่งการ หรือกล่าวให้เจาะจงกว่านั้น การตี ลงโทษ ออกคำสั่ง ฯลฯ ในรั้วการศึกษา มีเงามืดที่มองไม่เห็นคอยเกื้อหนุนให้ความรุนแรงเหล่านี้ดำรงอยู่ได้

เป็นอีกครั้งที่เราอยากชวนมาปัดฝุ่นความคิด ปัญหาความรุนแรงภายในโรงเรียน โดยมี ‘สาทิตย์ วงศ์หนองเตย’ ในฐานะผู้จัดตั้งโรงเรียนวิวัฒน์วิทยา โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง และ ‘ครูกอล์ฟ’ นารถชนก ศรีโท ครูเคมีเจ้าของเพจ Little Learn มาเป็นคู่สนทนาในวันนี้

ข้อเขียนนี้ตั้งต้นจากคำถามของสังคม ต่อข้อสงสัยของระบบภายในของโรงเรียนเอกชน ต่อความรุนแรงที่เราเห็นผ่านคลิปวิดิโอมากมายในโซเชียลมีเดีย ลงลึกไปถึงภาพใหญ่ของการศึกษหาที่ซับซ้อนเกินกว่าการชี้นิ้วประนามความรุนแรงไปยังใครคนใดคนหนึ่ง

โรงเรียนเอกชนที่อิสระทางความคิด

“โรงเรียนนอกระบบเกิดขึ้นมาจากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแนวคิดที่ว่าโรงเรียนในระบบไม่สามารถตอบสนองในสิ่งที่ต้องการได้ เช่น ความต้องการในการดูแลผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ความต้องการบริการอื่นๆ ที่รัฐไม่อาจจัดให้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องรถรับส่ง อาหารกลางวัน การเน้นหนักถึงเนื้อหาหรือประเด็นการสอนต่างๆ”

สาทิตย์ อธิบายถึงรูปแบบโครงสร้างโรงเรียนตามกฎหมายไว้ว่า โรงเรียนจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

หนึ่ง-โรงเรียนในระบบ
สอง-โรงเรียนนอกระบบ

ส่วนโรงเรียนเอกชนคือสถานศึกษาที่จัดการศึกษา โดยจำแนกได้เป็นทั้งโรงเรียนในระบบและนอกระบบ

โรงเรียนเอกชนในระบบ เช่น

ประเภทสามัญศึกษา: โรงเรียนที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการในระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับเตรียมอนุบาล อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา

ประเภทอาชีวศึกษา: โรงเรียนที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ หรือหลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการในระดับต่าง ๆ ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)

ประเภทนานาชาติ: โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรต่างประเทศ หรือหลักสูตรต่างประเทศที่ปรับรายละเอียดเนื้อหาใหม่ โดยไม่ใช่หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ

โรงเรียนเอกชนนอกระบบ เช่น โรงเรียนสอนศาสนา,สอนศิลปะและกีฬา, โรงเรียนวิชาชีพ, โรงเรียนกวดวิชา, โรงเรียนสร้างเสริมทักษะชีวิต, ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ สถาบันศึกษาปอเนาะ

“ด้วยความที่โรงเรียนเอกชนไม่ถูกความคิดของรัฐครอบงำ จึงมีเสรีในการแข่งขันและพัฒนาตัวเองสูง เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของโรงเรียนเอกชนคือความยืดหยุ่นในเชิงจัดการและบริหาร ฉะนั้นโรงเรียนเอกชนสามารถจัดการเรียนการสอนตามจุดเด่นของแต่ละโรงเรียนได้” สาทิตย์ยกตัวอย่างรูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนไว้ว่า เป็นสถานที่ศึกษาที่มีความยื่นหยุ่นและคล่องต่อในการปรับเปลี่ยนให้ลื่นไหลไปตามความสนใจของผู้เรียนหรือตามวิถีของบริบทชุมชนและโรงเรียนนั้นๆ

“เช่น บางโรงเรียนเน้นเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม ดนตรี การเกษตร รวมไปถึงการเน้นในการฝึกฝนทักษะชีวิต ทักษะการปรับตัวและเรียนรู้เท่าทันสื่อ ฯลฯ จะเห็นได้ว่าโรงเรียนเอกชนมีความยืดหยุ่นสามารถจัดการเรียนการสอนได้กว้างมากขึ้นแตกต่างจากโรงเรียนรัฐ”

นอกจากความคล่องตัวในเนื้อในของการเรียนการสอน โรงเรียนเอกชนแต่ละโรงเรียนยังมีแนวนโยบายที่เฉพาะตนในการรับเลือกบุคลากรครู ตั้งแต่การสอบเชิงวิชาการ รวมไปถึงสำรวจทัศนคติต่อวิชาชีพครู

“ในอดีตโรงเรียนเอกชนใช้หลักการไม่จากโครงสร้างโรงเรียนรัฐ หนึ่งห้องเรียนมีครูประจำชั้นหนึ่งคนสอนประจำโดยที่ต้องครูสอนทุกวิชา แต่ปัจจุบันแนวคิดเช่นนั้นถูกที่ด้วยการส่งเสริมให้ครูที่จบในแต่ลดสาขาวิชามาสอนโดยตรง รวมถึงการมีตัวเลือกพิเศษเพิ่มมากขึ้น เช่น สนับสนุนให้แต่ละห้องมีการมีครูพี่เลี้ยงประจำ เพื่อตอบความต้องการของผู้ปกครองที่คาดหวังให้ลูกของตนเองได้รับความใส่ใจมากขึ้น”

คำถามคือ ในเงื่อนไขที่สนับสนุนให้โรงเรียนเอกชนดูมีความพิเศษเช่นนี้ แต่ทำไมเราต่างยังพบความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากบุคลากรในโรงเรียนอยู่

ความรุนแรงในนามของความรัก

ในช่วงราว 10 ปีให้หลัง การลงโทษโดยการตี หรือกระทำการด้วยความรุนแรง ไม่เป็นที่นิยมในสังคม โดยมีระเบียบกระทรวงว่าด้วยการลงโทษนักเรียน ออกมารองรับเพื่อยุติการกระทำรุนแรงทางร่างกายเด็กต่อในปี พ.ศ.2548

ทว่าสถิติการใช้ความรุนแรงในสถานศึกษาของ Unicef กลับพบว่าในแต่ละปี เด็กไทยกว่า 6 แสนคน ต้องเผชิญกับความรุนแรงจากการลงโทษในโรงเรียน แม้จะมีกฏหมายและกฏกระทรวงรองรับ

สิ่งใดกันที่เกื้อหนุนให้ความรุนแรงลักษณะนี้ดำรงอยู่อย่างแข็งแรงในยุคสมัยแห่งการเรียกร้องสิทธิในร่างกาย ในยุคสมัยที่มีการค้นพบผ่านงานวิจัยทั่วโลกว่า ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบของปัญหา

“แนวคิดทำผิดถูกลงโทษ ทำถูกให้รางวัล อยู่ในระบบการศึกษาไทยมาตั้งแต่อดีต แต่เมื่อมีแนวคิดจากตะวันตกเข้ามา การตีหนึ่งครั้งของครูมันอาจส่งผลให้เด็กจดจำ ต่อมาจึงพัฒนาปรับเปลี่ยนโดยก่อนที่ครูจะลงโทษลองคุยกับเด็กก่อนไหม เรามีกติการที่ตกลงร่วมกันก่อนไหม จนกระทั่งมาสู่ในยุคที่ไม่ลงโทษโดยการตีได้หรือไม่”

สาทิตย์มองว่า ครูอีกจำนวนมากยังคงติดกับดักวิธีคิดข้างต้นอย่างหาทางออกไม่ได้ ไม่เพียงแต่ในกรณีของสารสาสน์เท่านั้น แต่ความจริงที่ว่า ในรั้วโรงเรียนไม่ว่าจะรัฐหรือเอกชนอีกจำนวนมาก ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย และกลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความหวาดกลัวของเด็ก

“เรามองภาพรวมของระบบการศึกษาไทยกันดีกว่า ผมเราต้องให้ความสำคัญกับระบบ HR (Human Resources) มากขึ้น เพราะมันมีพันธะเกี่ยวพันต่อครูอย่างมาก”

“ครูคืออาชีพที่มนุษย์ทำงานกับมนุษย์ ยิ่งต้องทำงานกับเด็กยิ่งอาศัยความละเอียดอ่อนอย่างมาก ระบบการรับบุคลากรเข้าทำงานอาจจะเป็นจุดอ่อนและช่องว่างอย่างหนึ่ง ผมตั้งคำถามต่อการให้ความสำคัญเรื่องทัศนคติของบุคลากรที่จะเข้ามาทำอาชีพครู ผมว่าเราต้องกลับมาคุยกันถึงเรื่องนี้จริงจัง ใบประกอบวิชาชีพครูอาจจะไม่ได้บอกว่าคุณเป็นครูที่เก่ง ครูที่ดี เป็นเพียงการันตีชั้นต้นที่ทำให้คุณมีจริยธรรมในการทำงาน อย่าปล่อยให้จุดนี้เป็นช่องว่างของระบบการศึกษา เราต้องดูแลครู”

นอกจากการเติมทักษะความรู้ ประเด็นหนึ่งที่ห้ามละทิ้งคือการพัฒนาจิตใจ ‘โรงเรียนต้องดูแลครู’ สาทิตย์ขีดเส้นใต้คำๆ นี้


“ครูคือคนในอดีตที่สอนเด็กในปัจจุบันเพื่อให้เขาไปอยู่ในโลกอนาคต อย่าละทิ้งความบอบบางนี้ไป เราจะดูแลจิตใจเด็ก อย่าตีความนโยบายผิด พอพูดถึงเรื่องธรรมมะ เราก็ไปจับครูใส่ชุดขาวแล้วเอาครูเข้าวัด หัวใจมันอยู่ตรงไหนหรือเปล่า หัวใจมันคือให้ครูรู้จักกลอมเกลาตัวเองให้รู้จักอารมณ์ตัวเองมากขึ้นหรือเปล่า”

ท้ายที่สุด เราอาจต้องมามองถึงการอบรมที่มักช่วงชิงเวลาครูจากห้องเรียนไปบ่อยครั้ง ว่าเนื้อในของสาระการอบรมที่เป็นดั่งสายเชือกรัดรึงครูอยู่นั้น เป็นเนื้อหาแบบไหน ครูได้เครื่องมือและความรู้อะไรที่มากไปกว่าการนั่งฟัง จด และกลับมาทำรายงานส่งเจ้านายหรือไม่


อาการ Burnout Syndrome จุดเริ่มต้นความรุนแรง
ครูกอล์ฟ - นารถชนก ศรีโท ครูเคมีเจ้าของเพจ Little Learn (ศิลปะในเด็ก) ได้ชวนคุยถึงปัญหาความรุนแรงในหลายประเด็นไว้อย่างน่าสนใจ หนึ่งในสาเหตุสำคัญ เธอมองว่า มันคือโครงสร้างที่กดทับครู และความเหลื่อมล้ำทางความรู้ที่ทำให้ครูเลือกแก้ปัญหาผ่านความรุนแรง

“หนึ่ง ครูไม่ได้สอน ครูหายไปจากห้อง กับภาระงานที่สารพัด ทั้งงานพัสดุ ธุรการ การเงิน โดยเฉพาะในโรงเรียนรัฐ”

ในประเด็นนี้ โรงเรียนเอกชนส่วนใหญ่มีระบบที่จัดสรรหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน ครูมีหน้าที่ในห้องเรียน ในขณะที่งานเอกสาร งานพัสดุ งานการเงิน และงานอาหารมีฝ่ายที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน

“สอง ครูในระบบการศึกษาไทยมักถูกจำกัดในเรื่องของความคิด เมื่อใดที่ครูมีไอเดีย หรือมีแรงที่จะทำเพื่อเด็ก กลับถูกกรอบด้วยความคิดเช่น จบวิทยาศาสตร์ก็ต้องสอนวิทยาศาสตร์เท่านั้น จบพละ ครูต้องสอนพละเท่านั้น น้อยนักที่เราจะเห็นการบูรณาการข้ามวิชาหรือข้ามศาสตร์กันในโรงเรียน”


“สาม ครูทำหน้าเพียงเปิดหนังสือแล้วสอน ‘วันนี้เราทำแบบฝึกหัดหน้านี้นะ จดตาม สรุป’ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ครูไม่มีเวลาเลย สารพัดหน้าที่ที่ต้องทำ ส่งผลให้ครูไม่มีเวลาไปพัฒนาศักยภาพในการเรียนการสอน ไม่มีเวลาไปออกแบบเกมส์ กิจกรรมในห้องเรียนของตัวเอง”

อาชีพครูในทัศนะของครูกอล์ฟนั้น ถูกท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและยุคสมัยเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเหตุผลว่า ครูต้องพัฒนาศักยภาพ เติมความรู้ และเครื่องมือในการทำงานอยู่ตลอด ทว่าระบบที่นิยมชมชอบการทำเอกสารกองโตเพื่อโชว์ผลงาน ระบบที่รีดเค้นเวลาและแรงกายของครูกับงานนอกห้องเรียน ทำให้ครูขาดเวลาในการตามหาเครื่องมือและชุดความรู้ใหม่ๆ ทั้งในการออกแบบการเรียนการสอน ตลอดจนการแก้ปัญหา ที่สุดท้ายก็วนกลับมายังลูบแห่งการลงโทษที่คุ้นเคย

“มันทำให้ครูหมดไฟ แม้เขาจะเข้ามาในระบบด้วยพลังที่แรงกล้ายังไง แต่ระบบแบบนี้ นานวันเข้า มันทำให้เขาเริ่มกลายเป็นครูที่ อ่ะ เปิดหนังสือ สอน จบ สอบ วนวัฏจักรอยู่แบบนี้”

ไปให้ไกลกว่านั้น ครูกอล์ฟมองว่า คุณภาพของครูต้องเริ่มต้นที่ระบบการคัดเลือก ไปจนถึงสายพานการผลิตครูที่มีพิมพ์เขียวเพียงหนึ่งเดียว

“คนที่เลือกเรียนครูส่วนหนึ่ง เรียนเพราะ ‘ฉันไม่รู้จะเรียนอะไร’ ‘เรียนๆ ไปเถอะ’ เด็กที่เรียนต่อในสายวิชาชีพครูจึงมีทั้งกลุ่มที่ตั้งใจอยากเป็นครู และกลุ่มที่อาจจะผิดหวังจากสถาบันอื่น และครูเป็นอาชีพหนึ่งที่ถูกมองว่ามั่นคง ได้รับราชการนะ”

ว่ากันตามตรง ครูกลุ่มหลังนั้นมีจำนวนไม่น้อย ครูกอล์ฟจึงชวนตั้งคำถามตั้งแต่ระบบต้นทางของการเข้าสู่วิชาชีพครู ว่าถูกแล้วหรือที่เราให้ค่าครูเป็นเพียงอาชีพที่ขึ้นชื่อว่า ‘เป็นเจ้าคนนายคน’


ความเหลื่อมล้ำของความรู้

“ยิ่งเด็กเล็กมากเท่าไหร่ เขายิ่งมีความทรงจำต่อครูที่แม่นยำมากเท่านั้น”

ครูกอล์ฟอธิบายว่า ครูในเด็กปฐมวัยคือตัวแปรสำคัญที่จะชี้นำความชอบและความชังของเด็กๆ หากครูคนหนึ่งแสดงออกซึ่งความรุนแรงทั้งทางกายภาพ วาจา หรือกระทั่งในคราบของการหยอกล้อใดๆ ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมากไปกว่าความบอบช้ำทางจิตใจ แต่เป็การเติบโตมาด้วยวิธีคิดที่ว่า ความรุนแรงงคือความปกติอันสมควรกระทำแก่เพื่อนมนุษย์

“เด็กเล็กจะมีความสัมพันธ์กับครูสูงมาก เขาจำได้หมดเลยว่า วันนี้ครูทาลิปสติกสีเข้ม สีจาง ดังนั้นแล้ว ครูต้องมีจิตใจและวิธีการที่ค่อนข้างเชิงบวกในการทำงาน ยิ่งเล็กเท่าไหร่ยิ่งต้องบวกมากเท่านั้น”

“ครูก็คือคนๆ หนึ่ง มีเลือดเนื้อ มีจิตใจ และมีความเครียดกับระบบที่ทับเขาอยู่ ระบบการศึกษาชอบให้ครูทำเอกสารเยอะๆ เพื่อดูผลงาน สมมุติว่าครูคนหนึ่ง สอนดีมาก เด็กรัก แต่แล้ววันนั้นเจอเด็กดื้อมาก ครูฟิวขาด เผลอลงโทษเด็กแล้วเป็นเรื่องขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องน่าเสียดายเหมือนกัน เมื่อครูคนนั้นถูกตีตราว่าไม่ดีตลอดไปกับข้อผิดพลาดเพียงครั้งเดียว เราเข้าใจในสภาวะนี้ที่เกิดกับครูหลายๆ คน”

ครูกอล์ฟล่าว่า ในทุกๆ ปิดเทอม โรงเรียนของเธอจะมีการจัดเวิร์คช็อปคุณครูทั้งโรงเรียน เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิธีการ ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น ครูมัธยมสวมบทบาทเป็นครูอนุบาล ครูอนุบาลสวมบทบาทเป็นครูประถม และเมื่อเจอเหตุการณ์ต่างๆ ในห้องเรียน ครูแต่ละคนมีวิธีการรับมืออย่างไร

“นอกจากนั้น โรงเรียนจะเชิญคุณหมอจิตวิทยามาเป็นคนเทรนด์ให้ในทุกๆ เปิดเทอม เพื่อพัฒนาครูในการรับมือปัญหาไปจนถึงการออกแบบการเรียนการสอน”

กระบวนการพัฒนาครูผ่านวง PLC (Professional Learning Community : ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ) ก็ดี ผ่านการหาประสบการณ์ภายนอกก็ดี หรือผ่านกิจกรรมเชิงจิตวิทยาก็ดี เหล่านี้ครูกอล์ฟมองว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ระบบการศึกษาต้องเอื้อเวลา โรงเรียนต้องเอื้อพื้นที่หรือแหล่งเครื่องมือ เพื่อให้ครูได้ตามหาความรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่และจริงจัง


คนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด

“ระบบมันถูกคิดขึ้นมาเพื่อล็อกครูให้อยู่ในกรอบ ระบบไม่เชื่อในศักยภาพของครู จึงต้องมีการประเมิน ทำเอกสารเยอะแยะไปหมด”

นอกจากครูจะถูกเรียกร้องทั้งจากระบบ จากโรงเรียน อีกหนึ่งปัจจัยคือ ผู้ปกครอง ที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่หน้าประตูโรงเรียน และหวังว่า เมื่อลูกกลับถึงบ้าน เขาจะอ่านออก เขียนได้ ลายเมือสวยงาม และกลายเป็นคนดี

“ความคาดหวังของผู้ปกครองก็มากดทับครูอีกต่อหนึ่ง บางโรงเรียนจะต้องส่งสมุดงานของเด็กให้ผู้ปกครองดู แล้วถ้าน้องเลขผิด เขียนตัวอักษรผิด ก็จะย้อนกลับมาที่ครูว่า ‘ครู ทำไมน้องยังเขียน ก.ไก่ ไม่ได้’ ‘ทำไมน้องเขียนไม่ได้เหมือนเพื่อน’ ‘ทำไมน้องเขียนหนังสือไม่สวย’ ขณะที่น้องอยู่อนุบาลที่ยังใช้กล้ามเนื้อมือได้ไม่สมบูรณ์”

“ผู้ปกครองเองก็มีผลที่ทำให้ครูต้องกึ่งบังคับนักเรียนว่าจะต้องทำให้ได้ เขียนให้ได้ คิดเลขให้ได้ จำให้ได้ ครูจะเป็นความหวังของคุณพ่อคุณแม่ที่รับแรงกดทับนี้มา”

ในการออกแบบระบบการศึกษา เธอมองว่า ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเด็ก ไม่ว่าจะนักเรียน ครู ผู้ปกครอง โรงเรียน ชุมชน นักจิตวิทยา กระทั่งคนบนยอดปีระมิดของกระทรวงการศึกษา ในการมาออกแบบการศึกษาร่วมกัน การศึกษาที่ยืดหยุ่น หลากหลายหลักสูตรที่สอดคล้องกับภูมินเวศน์ของชุมชนนั้นๆ

อาจจะต้องมีนักจิตวิทยาเด็ก นักกิจกรรมเด็ก พ่อแม่ ชุมชน มาคุยกันแล้ววางหลักสูตรให้สอดคล้องกับช่วงวัยและบริบทของพื้นที่นั้นๆ ของโรงเรียนนั้นๆ โรงเรียนในเขา ในที่ห่างไกลก็อาจมีวิถีอีกแบบหนึ่ง โรงเรียนในเมืองก็อีกแบบหนึ่ง การออกแบบการศึกษามันควรยืดหยุ่น ให้เหมาะกับแต่ละโรงเรียน

นั่นคือความฝันไกลๆ ของครูกอล์ฟ แต่หากฝันใกล้นั้น ขอเพียงผู้ใหญ่ (ในระบบการศึกษา) รับฟังผู้น้อยให้ได้ก่อน นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ใครหลายคนเฝ้าอยากเห็น

ย้ำอีกครั้ง การศึกษาคือเรื่องของทุกคน


ภาพประกอบ : ณขวัญ ศรีอรุโณทัย

SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย ”

Comments