กลัวการกลับไทย

ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันนึง
เราต้องมาปรับตัวเพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่ในที่ๆเราจากมา
ฉันคงเป็นคนใหม่ในทุกๆวันสินะ 
วันนี้เรามีความตั้งใจอยากจะเขียนแบ่งปันความรู้สึกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ที่ต้องกลับไทยในสถาณการณ์โควิดที่ปั่นป่วนไปทั่วโลกแบบนี้ เอาจริงๆเราเป็นโรคแปลกๆที่เราอยากสถาปนาและตั้งชื่อโรคเองคือ "โรคกลัวการกลับไทย" " โรคไม่อยากกลับบ้านเกิด" ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์
 นักจิตวิทยา คนไหนค้นพบหรอก มันเป็นโรคที่ฝังในความรู้สึก กลั่นมาจากประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ

ตั้งแต่ยังเด็ก เรามีความคิดอยากเป็นนก อยากมีปีกบินไปไหนก็ได้บนโลกใบนี้ เราอยากออกไปใช้ชีวิตเมืองนอก ออกไปเห็นความแตกต่างของผู้คนและสังคม พื้นฐานเราเติบโตจากหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งจัดเป็นชุมชนที่ชนบทมากๆ การเปลี่ยนแปลงคืบคลานไปช้ายิ่งกว่าเต่าล้านปี 
พวกเราอยู่กันคล้ายว่าไดโนเสาร์ยังมีอยู่จริง (หลอกๆ) ก็ยังมีน้ำมีไฟ มีถนน มีรถ มีโทรศัพท์  ใช้ค่ะ อินเตอร์เน็ตก็มีเพียงบางบ้านเท่านั้น  เรียกได้ว่า ความเจริญยังจำกัด  ยังไม่ทั่วถึง แต่ผู้คนเป็นมิตร ใจดีมากแถมความอยากรู้เรื่องของกันและกัน มากไปบ้าง พื้นที่ส่วนตนไม่มี แม้ว่าอยู่เงียบๆหรือการหายไปจากชุมชนหลายปีก็ยังจะมีใครสักคนที่คิดถึงคุณอยู่เสมอ พูดถึงคุณและครอบครัวของคุณในเรื่องที่จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เพื่อความสนุกปาก แต่ด้วยจิตที่บริสุทธิ์และความห่วงใยแบบที่คุณอาจไม่ได้อยากรับสักเท่าไหร่นัก

พอโตมาอีกนิด ต้องยอมรับว่าชีวิตมัธยม พ่อแม่เลือกให้เราเป็นความหวังของพวกเขาที่ต้องเรียนโรงเรียน รัฐบาลชื่อดังประจำจังหวัด พวกเขาทำทุกวิถีทาง สนับสนุนส่งเสียให้เรียนพิเศษ เพื่อที่เราจะสามารถสอบเข้าเรียนได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อย ยัดใต้โต๊ะ หรือจ่ายหนักๆให้ท่านผู้รากมากใหญ่ 

ณ ตอนนั้น ฟ้าคงประทานโอกาสให้กับเด็กบ้านนอกตาดำคนนี้ ที่เปี่ยมไปด้วยความพยายามอย่างหนัก สามารถสอบได้สมใจปรารถนา หลังจากนั้นเราก็ตั้งใจเรียน เพื่อจะได้เป็นเจ้าคนนายคน มีหน้าที่การงานที่ดีแบบที่พ่อแม่คาดหวัง แต่ด้วยความเหนือฟ้ายังมีฟ้า โรงเรียนนี้เป็นแหล่งรวมหัวกะทิประจำจังหวัดค่ะ คุณเก่งแค่ไหนก็ยังมีคนที่เก่งกว่าคุณอยู่ดี มันทำให้คุณหยุดแข่งขันที่จะเอาตัวรอดที่จะไม่เป็นฐานของห้องที่คุณเรียนไม่ได้ 

เราเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้นตอน ม.ปลายค่ะ ว่าจริงๆ แล้วเราเป็นพวกกึ่งวิทย์กึ่งศิลป์ เราชอบชีวะและเคมี แต่เราเกลียดฟิสิกส์ เราชอบสังคม เราเฉยๆกับคณิต เราไม่ชอบหลักภาษาไทย ภาษาอังกฤษคือจุดอ่อน เราเลือกเรียนเพราะ พ่อแม่อยากให้ทำงาน สายสุขภาพ แรกเริ่มเราอยากเป็นพยาบาล แต่พอเราไปเข้าค่ายแพทย์ที่ธรรมศาสตร์ เรากลัวมาก ไม่อิน ปวดหัว etc.
 เลยเริ่มกบฎนิด เบนเข็มตัวเองตั้งโจทย์ใหม่ อยากเรียนอะไรก็ได้ที่ทำให้รวย หรือทำงานให้คนรวย ก็มาจบลงสายเศรษฐกิจ เราเลือก เศรษฐศาสตร์ เหตุผลตอนนั้นคือ คะแนนเราถึง และเราสอบติดคณะนี้เสมอๆ ด้วยผลของคะแนนเราเป็นใจให้คณะนี้มาก ติดตั้งแต่ มช. ยัน ม.เกษตร   เราสอบแกทแพทแบบไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ณ ตอนนั้นคือ รู้แค่ว่าทำให้ดีที่สุดทุกวิชาแล้วค่อยมาดูว่าคะแนนของเราเข้าคณะ มหาวิทยาลัย ไหนได้บ้าง 

จุดเปลี่ยนที่เราเริ่มทำให้ครอบครัวผิดหวังคือ การเลือกเรียน มหาวิทยาลัยที่ กรุงเทพ แทนที่ เชียงใหม่ เราจำความรู้สึกวันนั้นได้ดี ในวันที่ ไม่มีใครในครอบครัวดีใจกับเราที่เราสอบติดแอดมิชชั่นได้เลย เพื่อนในกลุ่มเราไม่มีใครสอบแอดมิชชั่น  ทุกคนเลือกโควต้า มช. และสอบตรง กันหมด เราสู้เพียงลำพัง เพราะเราเลือกสิ่งนี้ 

เราขอข้ามช็อตชีวิตมหาวิทยาลัยนะเพราะ ดีเทลเยอะเหลือเกิน ช่วงนั้นเรากระโดดโลดเต้นไปหลายประเทศจนติดใจ  ค่อยกลับมาเล่าอีกบทในวันข้างหน้า เมื่อจบมหาวิทยาลัยเราเลือก เราทำงานกับบริษัทต้างชาติในไทยได้ประมาณหนึ่งปี แล้วก็ลาออก ออกไปใช้ชีวิตต่างประเทศ โอ้โหห เปิดโลกมาก สนุกมาก ล้มลุกคลุกคลาน เจอผู้คนมากมายหลาย เหมือนเป็นพื้นที่ของเรา ไม่ต้องแคร์ใครมาก เป็นตัวตนสุด  ไม่มีใครตัดสินเรา ไม่มีชนชั้นวรรณะ แบ่งแยก รวย จน ชัดเจนแบบที่ที่เราจากมา 

เราเป็นคนไทยโดยสายเลือด เราหลีกหนี ความเป็นไทย ไม่ได้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็เป็นคนไทยอยู่ดี เราหนีความไทย ไม่เคยพ้น เราผ่านความสุข ทุกข์ สมหวัง ความยาก ง่าย ความดี ความเหี้ย มาประมาณนุง ยังไม่ระดับกร้านโลก แต่ก็ประสีประสาบ้าง ความรู้สึกคือเรากระโดดโลดเต้นใช้ชีวิตแบบเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน 

จนผ่านไป สี่ปี การใช้ชีวิตเมืองนอก มันเริ่มตกตะกอน เริิ่มเกิดความรัก ความแสวงหา อยากจะตั้งรกรากต่างแดนซะเลย แล้วโจทย์ชีวิตบทๆนุงที่ค่อนข้างสำคัญก็เข้ามาหักมุม ให้เราเปลี่ยนบท ทำให้เราต้องกลับมาใช้ชีวิตเป็นดอกหญ้าในป่าปูนอีกครั้ง ไม่รู้จริงๆ ว่าชีวิตจะวนลูปยังไงอีก  
ตลกมากนะ หนีเมืองไทยยังไงก็หนีไม่พ้น 

จากเด็กบ้านนอก สู่่เมืองกรุง มุ่งไปเมืองนอก แต่ปีนี้บทนี่้รับบท สาว(เมือง)นอกคอก ที่กลับสู่ กรุงแบ๊คค๊อก อีกครั้ง เราอยากรู้เหมือนกัน มุมมองความคิดที่เรามองประเทศของเราจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เราจะถูกความเป็นไทยกลืนกิน ช้าเร็วแค่ไหน เราจะเป็นกิ้งก่าสายพันธ์อะไร จะปรับตัวได้หรือไม่ เราเริ่มตื่นเต้นแล้วนะ 

พรุ่งนี้จะกักตัวครบ 14 วันแล้ว 
เราจะออกไปกระโดดโอบกอดที่ที่เราจากมาอีกครั้ง
ขอให้ประเทศไทย ขอให้กรุงเทพ เป็นป่าปูนที่ให้ดอกหญ้าต้นนี้ได้มีพื้นที่เติบโตและเรียนรู้
ไม่บินหนีหายไปไหน ใช้ชีวิตต่อสู้และอยู่กับ "โรคกลัวการกลับไทย" ให้ได้(พิมพ์ไปน้ำตาตกในไป)

สวัสดีค่ะ ประเทศไทย ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งค่ะ



SHARE
Writer
Pmgoi
Reader,writer and learner
I'm still learning everything.

Comments