Joker (2019)
 ใคร ๆ เขาก็บอกกันว่า เรื่องนี้ถ้าผู้ชมมีภาวะซึมเศร้า อย่าไปดูคนเดียว

แต่ฉันเองแหละ ที่ไปดูเรื่องนี้คนเดียว หลังจากหนึ่งปีผ่านไป ที่ได้ไปหาหมอและรับยาต้านเศร้าครั้งแรก......

---------------------

**คำเตือน พยายามแล้วที่จะไม่สปอยล์ และ ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง อันนี้ตีความเอาโดยแนวทางส่วนตัวล้วน ๆ **

---------------------

เนื้อเรื่อง :

ใครเคยดู Batman ไม่ว่าจะภาคไหน ก็คงรู้อยู่แล้วว่าเส้นเรื่องมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่แน่นอนว่า เรื่องนี้พูดถึงเหตุผลของความร้ายของตัวร้ายตลอดกาลคู่บ้านคู่เมืองก็อดแธ่มแบบแตกรายละเอียดปลีกย่อย เล่าให้ลึกลงไปถึงเหตุผลว่า เพราะอะไรถึงทำให้ตัวละครนี้มีพฤติกรรมแบบนี้ ถือว่าเล่าที่มาที่ไปได้โฟกัสแต่ตัว Joker มากที่สุดแหละจากที่เคยสร้างจากโปรดักชั่น feature film

พูดได้เต็มปากเลยว่า หนังเรื่องนี้คือหนังชีวิตบัดซบตลบหลายชั้นจนพาไปสู่โศกนาฏกรรมบานปลายจริง ๆ ชีวิตมันจะเล่นตลกอะไรกับตัวละครนี้ขนาดนี้นักหนาฟะ.....

ผู้กำกับ : Todd Phillips

เป็นงงมากที่พอไปค้นดูแล้ว ผู้กำกับคนนี้กำกับมาแต่หนังตลก (เอ๊าาา) อะ หนังที่เป็นที่รู้จักกันที่เป็นฝีมือนาง ก็เรื่อง The Hangover (2009) ที่มาถ่ายที่ไทยอะแหละ, Due Date (2010) และ Old School (2003) (ทั้งหมดมีใน Netflix ไปหาดูได้จ้า นี่ดูหมดแล้ว) ก็เลยเป็นงงจริงว่า พอมาเรื่อง Joker ก็คือหักเป็นดาร์คเลย (แต่ก็ยังเป็นตลกอยู่นะ--ตลกร้ายไง) เพราะงั้นเลยเป็นเหตุผลที่ต้องดึงคนมาเขียนบทร่วมด้วยแหละ ก็คือ Scott Silver--The Fighter (2010) (ไม่เคยดูTvT)

ซึ่ง คุมธีมความหมองหม่นของความหวังในเมืองที่ก็อทแธ่มมอบให้กับคนในเมือง และมอบให้ผู้ชมไม่ได้ ได้ดีจริง ๆ (แต่มาคิดอีกที มึง นั่นมันนิวหยวกจริง ๆ นะ......) เอาจริงว่า นี่ไม่รู้ว่าพี่ผกก.เค้าจงใจ leading เนื้อหาให้มัน political มากมายมั้ย ไม่ได้รีเสิร์ช แต่ตัวบทมันก็คืออออออ leading ให้คนไทยในยุคแบบนี้อย่างฉัน เข้าไปดูแล้วก็กือ..... ซึมเหมียนหมาไม่พอ จุกกว่า Joker ไปเล้ย...

นักแสดงนำ : Joaquin Phoenix

........จะให้อวยอะไรอีกนอกจาก ถ้าไม่ได้ออสการ์ก็บ้าแล้ว ๕๕๕๕๕

การตีความทางร่างกายและพฤติกรรมของ Joker ที่ Joaquin มีในเวอร์ชั่นนี้ นี่ว่าเค้าดูเป็นชาวเมืองก็อทแธ่มมากกว่าที่ Heath Ledger เป็นเสียอีก (เวอร์ชั่นนั้นคือเลว พี่มาเพื่อให้รู้ว่าพี่เลววววว) แต่เวอร์ชั่นนี้ ด้วยความที่บทมันพาเราเดินทางไปสู่เส้นทางอันแสนรวดร้าวด้วยกันกับเขา มันก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกจะเก็ทแหละ ว่าทำไมถึงเป็น Joker ได้

อนึ่ง นี่ช็อคตอนมองแผ่นหลังเขาทุกที ยิ่งได้รู้มาอีกว่าเขารีบลดน้ำหนักในเวลาไม่กี่เดือนก่อนมาเล่นด้วยแอปเปิ้ลวันละไม่กี่ลูก ก็คือช็อคไปเลย คือผอมจนเรากลัวจริง ๆ

(สปอยล์นิดนึง) ดูจบ เสียงหัวเราะเขายังหลอนอยู่เลยอะ การตีความเสียงหัวเราะที่ Joker ควรจะเป็นของคุณเขาคือแบบ อหหหหหหห(ที่แปลว่าโอ้โห+อีเหี้ย) จริงงงง

ปล.นี่ไม่รู้มาก่อนว่า Robert De Niro แสดงในเรื่องด้วย ตอนเห็นหน้าลุงครั้งแรกในหนัง คือช็อคไปเลย แบบ เหยกกกกกกก มาว่ะะะ ๕๕๕๕๕

เพลงประกอบ :

อหหหหหหหหหหหห เรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่ที่ score ที่มันบีบคั้นและเสียดสี แต่เพลงหลักของเรื่องที่นำมาใช้ ก็คือ อื้อหือออออออ

(เนี่ยะ จบออกมาจากโรงก็ยังฟังอยู่เลย) สิ่งที่ชอบก็คือ เพลงหลายเพลงที่ใช้ เป็นเพลง Jazz ตัวพ่อเลย อย่าง Nat King Cole, Frank Sinatra, มี Tony Bennett ด้วยนะ ซึ่งการหยิบมาเล่าเรื่องด้วยเพลงไปด้วย มันเข้ากันกับเนื้อหาของหนังตอนนั้น และการแสดงออกทางร่างกายยของตัวผู้แสดงด้วย มันสั่นสะเทือนใจจริง

Track แนะนำ : They can't take away from me : Fred Astaire

เพลงนี้ไม่ใช่เพลงหลักของเรื่อง แต่เป็นเพลงที่ขอหยิบมาเป็น Track แนะนำ เพราะนี่ว่าเนื้อหาเพลงนี้ คือเพลงที่สะท้อนว่า นี่คือสิ่งที่ Joker เชื่ออยู่ในตัวเองมาตลอด จนกระทั่ง life hit him harder .........

สรุป :

ส่วนตัวแล้วพอดูจนจบ นี่ตีความได้ว่า Joker นี่แหละ คือตัวอย่างของความเลวร้ายที่เกินจะคาดคิด คือการที่พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ Joker แสดงออกและเลือกจะตอบโต้กับโลก มันเกิดขึ้นจากการถูกละเลย ทั้งตัวเขาเองที่ละเลย ระบบเองที่ละเลย คนใกล้ตัวที่ละเลย และร้ายที่สุดก็คือทั้งสังคมละเลยเขา Joker เลยรวดร้าว เละเทะ และไปถึงจุดที่เราไม่คาดคิดจริง ๆ (แต่บางคนก็อาจจะคิดไว้แล้วแหละ--ขออภัยเราไม่ได้อ่านคอมิคส์ TvT)

(ชั้นพูดได้แค่นี้ ชั้นจะไม่สปอยล์หนักไปกว่านี้ ใครดูแล้วมาเม้าท์กันนน ๕๕๕๕๕๕๕)

ปอลอ. จบออกมา เราไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจในตัว Joker มากจนถึงกับมองว่า Joker คือเท่ นี่กลัวด้วยซ้ำ เพราะคนแบบ Joker นี่แหละ มันซ่อนอยู่ในตัวคนที่กำลังเปราะบางและเต็มไปด้วยแรงโกรธอยู่จริง ๆ จนนี่ก็กลัวตัวเองอยู่เหมือนกัน....

ปอลอสอง. เอ้อ หนังเรื่องนี้ได้เรท น.18+ นะ Blood,gore,violence & language ค่ะ แน่นอน ใครไปดู ปิดตาบางฉากหน่อยนะะะะ

ปอลออีดิท (จะปอลอไรนักหนา ๕๕๕) ตอนดูจบ ตกใจชื่อ Executive Producer ชื่อนึงมาก..Bradley Cooper....เซอร์ไพรส์มากแม่ ๕๕๕๕๕ อยากรู้เลยนางมาช่วยส่วนไหน
SHARE
Written in this book
Natthich in wonderland of flicks.
สิ่งละไม่ถึงพัน แต่รวมกันก็ไม่น้อย งูงู ปลาปลา บลา บลา บลา รีวิวหนังหลายเรื่องที่เคยดูมา จาก ณัฐฑิชา
Writer
Natthich
Student, all time.
เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเคยบ้ากิจกรรม และทำงานประจำแล้ว แต่พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่องใหม่ ๆ เป็นงานอดิเรกแทน (เย่ะ)

Comments