ความปรารถนาเดียว
เรื่องบางเรื่อง กว่าจะคิดได้ ก็ต้องอาศัยเวลาเนิ่นนานในการตกตะกอน

ความสัมพันธ์ของฉันก็เช่นกัน

เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วที่ฉันพยายามอย่างหนัก เพื่อให้เราสองคนยังจับมือกันไว้ได้อยู่

ความรักอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ ความเห็นข้อนี้ดูราวกับจะเป็นสัจนิรันดร์

จำได้ว่าครั้งแรกที่เธอขอเปลี่ยนสถานะจากคนคุยกันมาเป็นคนรัก ฉันได้บอกความตั้งใจของฉันอย่างชัดเจน ว่าฉันต้องการมีความสัมพันธ์ที่เปิดเผยได้ ไม่ต้องการเป็นความลับในชีวิตใคร

หากมีแม้แต่หนึ่งคนบนโลกใบนี้ ที่เธอไม่ต้องการเปิดเผยให้รู้ว่าฉันอยู่ในสถานะคนรัก เมื่อนั้นถือว่าฉันได้กลายเป็นความลับ และเงื่อนไขข้อสำคัญในการคบกันก็จะไม่สมบูรณ์

ที่ผ่านมา มีเสียงหลายเสียงเข้ามากวนใจฉันมากมายเหลือเกิน

พวกเขาหาว่าฉันเรื่องมาก ฉันคลั่งความสมบูรณ์แบบ ฉันใจแคบ

ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น

จึงพยายามอย่างหนักที่จะทำใจยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของเธอ ในเรื่องของความกล้าหาญที่จะเผชิญผลการกระทำที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นในทางที่ขอฉันคบ โดยกล้าเปิดเผยต่อโลกใบนี้ หรือทางที่สองคือปล่อยฉันไปก่อน และไปหาทางจัดการกับอุปสรรคในชีวิตของตนเอง จนกว่าจะรู้สึกว่าความรักครั้งนี้สามารถเปิดเผยได้ถึงมาขอฉันคบใหม่

แต่ทางที่เธอเลือก กลับเป็นการยืนกรานความต้องการของตนเอง ด้วยสารพัดวิธี

ด้วยความพยายามที่จะอธิบาย ชดเชย พร้อมกับค่อยๆ จัดการชีวิตตัวเองไปทีละเล็กละน้อย แล้วก็ขอต่อเวลาฉันไปเรื่อยๆ 


เรื่อยๆ


เรื่อยๆ


เธอแสดงให้ฉันเห็นอยู่นะว่าพยายาม

เช่น...

เปรยกับพ่อแม่เรื่องที่มีคนรักเป็นผู้หญิง 

ถึงเธอจะพูดว่าพ่อแม่ไม่ได้ว่าอะไร ถึงกระนั้นการแสดงออกต่อสาธารณชนว่าเราเป็นคนรักกัน ก็ยังถูกห้าม เธอบอกว่าแม่เธอขอว่าอย่าเพิ่งลงรูปคู่ และเธอตัดสินใจเอาเองว่าเรายังไม่ควรแสดงออกมากนัก เช่น ไม่ขึ้นสเตตัสว่าคบกัน ทั้งที่ตอนแรกเธอก็มาถามฉันด้วยซ้ำ ก็คงถามส่งเดชไปแบบนั้น พอฉันจะเอาจริงค่อยมายั้งทีหลัง

เธอห่วงว่าผู้คนจะสงสัย จะตั้งคำถามต่อเพศวิถีของเรา ต่อสถานะของเรา

เธอเกรงใจพ่อแม่ที่อาจจะต้องเผชิญสิ่งเหล่านั้น แต่เธอก็ไม่ได้พยายามเตรียมวิธีการรับมือว่าหากวันหนึ่งมันจำเป็นต้องเกิดขึ้น เธอจะทำอย่างไร หากมีคนตั้งคำถาม ทั้งเธอและครอบครัวจะมีคำตอบอย่างไร จะกล้ายืนหยัดต่อสังคมหรือไม่ว่าการรักเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องผิดหรือน่าละอาย เธอขอเวลาฉัน โดยไม่มีจุดหมายปลายทางและแผนการ บอกเพียงว่าหากวันไหนฉันจะปล่อยมือเธอเพราะเรื่องนี้ เธอก็จะยอมปล่อยไป

ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว อย่าผูกมัดกันแต่แรกจะดีกว่ามั้ย

ฉันจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาจัดการความรู้สึกตัวเอง ทุกครั้งที่รู้สึกว่าเราไม่พึงพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่เลย ความเจ็บปวดของฉันในวันนั้น ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยา ยังไม่มีสักวันที่ฉันให้อภัยเธอได้หมดทั้งใจ มันยังเป็นบาดแผลที่แสบๆ คันๆ ทุกครั้งยามนึกถึง

เธอเคยบอกว่าเธอเองก็ไม่ได้สบายใจ

ถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้น เพราะรู้สึกผิดที่พ่อแม่ฉันชวนเธอไปเที่ยวด้วยกัน แต่ตัวเอง แม้แต่จะพาฉันกลับบ้านด้วยในวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังทำไม่ได้

เธอออกปาก รับรองเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าจะรีบกลับไปคุยกับที่บ้าน แต่สุดท้ายก็รอจนจวนตัว กลับบ้านไปหลายวันก็ยังไม่ได้หาทางพูดคุย จนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ แทบไม่เหลือเวลาแล้ว ถึงทำได้แค่เกริ่นไปว่ามีคนรักเป็นผู้หญิง

อ้อ ไม่สิ

เธอพูดด้วยซ้ำว่าเธอใช้เวลาบ่นเรื่องเรียนให้ที่บ้านฟังไปซะเยอะ

เรื่องไหนสำคัญ เรื่องไหนมันทนไม่ไหว เธอก็พูดมันออกไปก่อน

ฉันอยู่กับเธอมาตั้งแต่สิบเดือนก่อน

การเรียนของเธอเพิ่งจะเริ่มไปไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำ

แต่เธอจำเป็นจะต้องพูดเรื่องเรียนให้ที่บ้านฟังก่อน

หรือเพราะฉันเป็นแฟนที่ดีมากไป จนทำให้เธอรู้สึกว่าแฮปปี้ มีความรักที่พอดี ทุกอย่างลงตัวแล้ว

ฉันพยายามมากนี่นะที่จะไม่เป็นภาระทางความรู้สึกให้เธอ

พยายามไม่ดราม่า ไม่เอาแต่ใจ ไม่เรื่องมาก

แต่อาการเจ็บลึกๆ มันก็วนกลับมาเสมอ เวลาที่ฉันทำทุกอย่างต่อเธอเหมือนคนรักกัน แต่เธอยังปล่อยกำแพงแห่งการปิดบังนั้นตั้งอยู่ โดยบอกแค่ว่าสักวัน เธอจะพังมันลง

ซึ่งก็พูดแบบนี้มาตั้งแต่ฉันบอกเลิกเป็นคนคุยกับเธอเมื่อเดือนเมษายนแล้ว

เมื่อวานนี้เธอพูดมันออกมาเองว่าความรักในช่วงนี้ของเธอราบรื่นและมีแต่ความสบายใจ

ดูเหมือนเธอจะลืมความเจ็บปวดทั้งของฉันและของตัวเองได้ง่ายดาย

ตอนนี้เวลาล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่สิบเอ็ด และความปรารถนาของฉันซึ่งควรเป็นจริงตั้งแต่ก่อนวันแรกเริ่ม ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม ฉันเลยอดตั้งคำถามกับความพยายามของเธอไม่ได้

ในขณะที่เธอบอกว่าความรักของเราตอนนี้คือความราบรื่น ความสบายใจ

แต่ฉันกลับไม่เคยได้รับความสบายใจที่ว่านั่นเลยตลอดเวลาเกือบสิบเอ็ดเดือนที่ผ่านมา

เพราะฉันแบกมันไว้เอง คิดว่าเป็นหน้าที่ของฉัน ที่จะต้องใจกว้าง ที่จะต้องผ่อนปรน ยืดหยุ่น

แต่อันที่จริงเราทำทั้งหมดที่ว่านั่น โดยเคารพความต้องการของตนเองไปด้วยพร้อมๆ กันได้มิใช่หรือ

ฉันให้เวลาเธอได้

ฉันพยายามทำความเข้าใจเธอได้

ฉันยังอยู่ตรงนี้กับเธอไปเรื่อยๆได้

แล้วเธอล่ะ ใจกว้างพอจะอยู่ด้วยกันแบบไม่ผูกมัดได้ไหม 

จนกว่าเธอจะพร้อมทำตามความปรารถนาของฉัน

เธอจะเคารพการตัดสินใจของฉันสักครั้งได้ไหม

หรือฉันยังพูดมันไม่ชัดเจนมากพอ

ฉันได้คุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนหลายคน บางครั้งการที่เราไม่ต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ต่อสาธารณชน ก็เป็นการสะดวกกว่าที่จะมี open-relationship ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องมายุ่งมาก

มันแฟร์นะสำหรับฉัน

ถ้ายังไม่ต้องให้ใจใคร ฉันจะได้เปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้อีกไง

บางทีคนที่เราเชื่อว่าดีที่สุด อาจจะดีที่สุดแค่เพราะเขามาก่อนคนที่ดีกว่าก็ได้

แต่นี่เธอจะให้ฉันมีเธอแค่คนเดียว โดยที่ตัวเองก็ยังไม่พร้อมจะทำตามเงื่อนไขที่ฉันบอกเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม 

มันเอาเปรียบกันจังเลยนะ ว่าไหม

คงสายเกินไปแล้วละมั้งที่จะบอกเลิก

เรามาไกลกันเกินไปแล้ว

แต่ก็ยังเร็วเกินไปอยู่ดีที่จะให้อภัย

กับความผิดของเธอที่ละเลยความต้องการข้อสำคัญของฉันเสมอมา

หากวันนั้นที่ฉันบอกให้หยุด เธอยอมหยุด

ยอมรับว่าตัวเองยังทำตามเงื่อนไขของฉันไม่ได้ ยอมถอยออกไปจากสถานะคนคุย

ยอมกลับไปทบทวนสถานการณ์ชีวิตตัวเอง และปล่อยให้ฉันได้เลือกทางที่ไม่ฝืนใจ

ฉันคงไม่รู้สึกเหมือนถูกล้ำเส้นมากขนาดนี้

สามเดือนกว่าแล้วที่ฉันตอบตกลงคบกับเธออย่างจริงจัง และปฏิบัติต่อเธออย่างคนรัก แบบที่ไม่เคยทำต่อใครคนไหน

ฉันบอกพ่อแม่ของฉันว่าเธอคือคนที่ฉันรักและอยากจะมีอนาคตร่วมกัน

แต่เธอกลับใช้ชื่อฉันเป็นเพียงข้ออ้างที่จะปลอบใจพ่อแม่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะ เธอมีฉันอยู่ด้วย มีคนคอยดูแล ไม่ได้อยู่ไกลบ้านตัวคนเดียว

เธอไม่ได้เอ่ยชื่อฉันออกไปด้วยซ้ำมั้งน่ะ

เธอบอกฉันตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้าหาฉันว่าครอบครัวของเธอรับได้เรื่องการมีแฟนเป็นผู้หญิง แต่เธอก็เก็บฉันเป็นความลับมานานแสนนาน

ฉันเคยคุยกับน้องคนหนึ่ง เด็กคนนั้นพูดตั้งแต่วันแรกที่เราคุยกันว่า อย่าหวังให้ไปบอกพ่อแม่เธอเลยนะ มันยากเกินกว่าที่พวกเขาจะทำความเข้าใจ น้องพูดเรื่องสถานการณ์ครอบครัวตัวเองออกมาหมดเปลือก และปล่อยให้ฉันเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะไปต่อหรือไม่

ไม่มีการสร้างภาพ

ไม่มีการให้ความหวังลมๆ แล้งๆ

ฉันเอง เมื่อได้รับรู้ทุกอย่างแล้ว ก็ตัดสินใจได้เช่นกัน ว่าฉันจะคบกับน้องเพื่อความสุขในปัจจุบัน ไม่ผลีผลามดึงน้องเข้ามาในแผนการชีวิต แบบที่ฉันทำกับพี่หวาน เพราะเธอดูมั่นใจว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย เธออยากมีชีวิตร่วมกับฉัน เธอพึงพอใจที่ฉันรวมเธอเข้าไปในแผนการชีวิต

ทุกครั้งที่เขียนบันทึกเรื่องนี้

ฉันมักจะร้องไห้

วันนี้ฉันไม่ได้ร้องไห้อีกแล้ว

รู้สึกสมเพชตัวเองมากกว่าที่กดตัวเองให้ต่ำได้ขนาดนั้น

กดความต้องการของตัวเองลง เพราะชอบเขา เพราะรักเขามาก

เพราะคิดว่าเขาดีมากมาย จนเป็นเราที่ต้องซาบซึ้งกับทุกสิ่งที่เขาให้มา

ความรักบังตาจนมองไม่เห็นเลยว่าความเจ็บปวดที่ปะทุขึ้นมาเป็นระยะๆ ตลอดเวลาเกือบปีมานี้

ไม่ใช่ความผิดของฉันเลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าเขาเคารพความต้องการของฉันตั้งแต่แรก ถ้าเขามาแบบที่พร้อมสร้างความสัมพันธ์แบบ healthy ไม่พยายามล้ำเส้นกัน มันก็จะไม่เกิดการลากดึงกันขนาดนี้

บางครั้งเห็นเธอร้องไห้หนักๆ ฉันก็ใจอ่อน

แต่ความเจ็บปวดของฉันที่แสดงออกไปไม่ได้ล่ะ มีน้ำหนักมากพอให้เธอมองเห็นมันมั้ย

บางคนก็สงสัยว่ากะอิแค่การเปิดเผย การกล้าลงรูปคู่ กล้าขึ้นสเตตัสว่าคบกัน มันสำคัญอะไรหนักหนา

งั้นลองถามตัวเองใหม่ ว่าในคู่รักชายหญิง มันเป็นเรื่องยากเย็นมากมั้ยที่จะทำ

ใครๆ ก็ทำกันเป็นปกติใช่ไหม

นั่นแหละคำตอบ

ฉันต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเท่าเทียม

ไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า เพราะตัวตนของฉัน เพราะเพศวิถีของฉัน

ฉันต้องการพูดถึงความรักของเราบน platform ไหนก็ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ twitter หรือ storylog ที่เป็น anonymous เพียงเพราะถ้าไปเขียนบนเฟสบุ๊ค ก็จะแท็กแฟนไม่ได้ หรือแฟนไม่เคยพูดถึงเรา โพสต์ถึงเรา มันก็จะเหมือนฉันเป็นคนมโน คิดไปฝ่ายเดียวว่าคบกันอีก

หากเธอไม่รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเธอมันปลอดภัยพอที่จะแสดงออกมา เธอก็ต้องหาทางสร้างมันขึ้นมา หากคิดว่ามันยากเกินไป ถอดใจไปก่อนจะพยายาม เช่นนั้นก็โปรดถอดใจจากการมีฉันเป็นคนรักพร้อมกันไปเสีย

ไม่กี่วันก่อน เพื่อนสนิทของฉันที่เริ่มมีชื่อเสียงด้านการดูไพ่ เปิดไพ่เรื่องความรักของฉันได้ว่า ภายนอกดูเหมือนสวยงาม แต่จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น ฉันกับคนรักจะมีปัญหาถกเถียงกัน พูดกันไม่เข้าใจ หรือพูดไม่หมด และไพ่ที่เธอเปิดเพื่อแนะนำฉันก็คือ ให้เชื่อเสียงจากข้างใน

ก็แม่นอยู่นะ วันนั้นฉันยังไม่คิดว่าแม่น ตอนนี้เริ่มเชื่อแล้ว

เสียงจากข้างในของฉันตะโกนบอกฉันว่า หากยังให้อภัยไม่ได้ ก็อย่าฝืนไปต่อ

หากคิดย้อนกลับไปแล้วยังรู้สึกโกรธ ก็ทบทวนดูแล้วจะเห็นที่มาของความโกรธ

ฉันไม่ได้งี่เง่า ไม่ได้เอาแต่ใจ

ขอโทษนะที่มองตัวเองในแง่ร้ายเสมอมา

ในความสัมพันธ์ที่มันเลือกกันได้ ก็เลือกไปเถอะ เรียกร้องไปเถอะ

ได้ไม่ได้ค่อยเจรจาตกลงกันต่อ

การเชื่อเสียงจากภายในมันไม่ง่ายหรอก เพราะข้างในมันมีมากมายหลายเสียงตีกัน

แต่การจะเมินเฉยต่อความเจ็บปวดทุกครั้งที่มันผ่านเข้ามา ปล่อยบาดแผลให้มันเรื้อรังอยู่แบบนั้น ไม่ใช่วิถีของคนที่รักตัวเองพึงกระทำ

ทุกครั้งที่ฉันคิดว่าจะกลับไป มันไม่เคยเกิดจากความรักตัวเองเลยสักครั้ง

เกิดจากความรักเขา ทนเห็นเขาเจ็บ ทนเห็นเขาเสียใจไม่ได้ล้วนๆ

ฉันน่ะเจ็บแล้วฝังใจ ที่ทำตัวคลั่งรักได้อยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะพยายามมองข้ามไป

แต่ฉันรู้สึกถึงมันอยู่เสมอแหละ 

ถ้าสุดท้ายเราไม่อยู่ในชีวิตของกันและกัน ก็ไม่มีใครจะเป็นจะตายสักหน่อย

ว่าจะไม่ร้องไห้เพราะเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ยังร้องอยู่ดี

เวลาที่ให้เธอไปจัดการตัวเอง มันน่าจะมากพอแล้วนะ

ถ้าปีที่สองของความสัมพันธ์ ฉันยังต้องร้องไห้กับเรื่องเดิมๆ อีก

ก็ขอกลับมาเป็นพี่น้องละกัน

ไม่ไปต่อด้วยแล้ว 

อันที่จริงเวลาสิบเอ็ดเดือนก็ดูจะมากเกินพอ









SHARE
Writer
Shallot
บันทึกบำบัด
บันทึกประสบการณ์และเขียนสะท้อนตัวเองเพื่อเยียวยาจิตใจ

Comments