เป็นเด็กดีต้องอดทนนะ?
ผ่านมาประมาณ 4 เดือนได้้แล้ว ตั้งแต่มีการประท้วงของเยาวชนปลดแอกเกิดขึ้น นำมาสู่การลงถนนของเยาวชนมากมาย รวมไปถึงเด็กๆ วัยตั้งแต่มัธยมต้นขึ้นไปอีกด้วย ตัวเราเองนั้น เป็นผู้ผ่านกาลเวลามาเกือบจะสามสิบปีแล้ว เลยได้ผ่านช่วงวัยของเด็กๆ เหล่านั้นมา และได้พบเจอกับสิ่งที่พวกเขาออกมาพูด มาเล่าประสบการณ์ไม่มากก็น้อย

วันก่อน มีเพื่อนตั้งคำถามว่า ถ้อยคำที่เจ็บปวดที่สุด ที่เรารับฟังจากเหล่าครูบาอาจารย์ เมื่อครั้งที่ยังเรียนอยู่คืออะไรบ้าง อยากจะให้แชร์ เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากกลุ่มของนักเรียนเลว ที่ได้ปราศรัยไว้ เมื่อเพื่อนยกตัวอย่างคำว่า "เหลวแหลก" ขึ้นมา เราก็ไปต่อไม่ถูกเลย
เพราะมันรวมทุกความรู้สึกไว้ในนั้นหมดแล้ว คำว่า เหลวแหลก นั้น อธิบายได้ทุกอย่าง ทุกความรู้สึก และแม้ว่าเราจะเป็นเด็กดีของครอบครัวและครูบาอาจารย์มาเสมอ แต่เรากลับรู้สึกเจ็บปวดกับคำนี้มากกว่าที่เราจะเคยนึกถึง เพราะคำแค่คำเดียวนี้ ส่งผลกับชีวิตของเด็กและเยาวชนมากมาย เป็นการตราหน้าที่เจ็บปวดที่สุด เรียกว่า กรีดเข้าไปกลางใจ และอาจทำให้เด็กหลายคน เลือกทางผิดไปเลยก็มี

เพราะคำว่า "เด็กดี" นั้นมีหลากหลายคำนิยามเหลือเกิน ต่างกรรมต่างวาระ ต่างคนพูด ต่างความพอใจ บางครั้ง เด็กดี สำหรับบางครอบครัว ก็คือ เด็กที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน แค่นั้นก็พอแล้ว ในขณะที่บางครอบครัว เด็กดี คือเด็กที่ตั้งใจเรียน ช่วยงานบ้าน ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น มีน้ำใจ ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ออกไปเที่ยวไหนกับเพื่อนต่างเพศสองต่อสอง ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่เถียงผู้ใหญ่ บลาๆๆๆๆๆ และที่สำคัญ บางครั้ง คำว่า เด็กดี ก็มาคู่กับความอดทน อดทนต่อสิ่งเร้า อดทนต่อคำดุด่า อดทนต่อการเอาเปรียบของใครหลายต่อหลายคน ก้มหน้ารับชะตากรรม และแก้ไขปัญหาเอาเอง 

กรอบของคำว่า เด็กดี นั้นมากมาย ล้อมรอบ บีบอัดเด็กบางคนเอาไว้จนไม่มีพื้นที่ให้หายใจ ให้ได้ใช้จินตนาการ หรือเรียนรู้โลกที่มีอีกมากมาย นอกบ้าน นอกตำรา หนำซ้ำ เมื่อออกนอกกรอบที่ถูกตีตรา แม้เพียงนิดเดียว เด็กเหล่านั้น ก็จะกลายเป็น เด็กที่ เหลวแหลก ไปทันที 

เราไม่เคยฉุกคิดมาก่อน ถึงการกระทำอันละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ไปจนถึงการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นในโรงเรียน อย่างการดีดสายเสื้อในสตรี เพราะว่า เราถูกตีกรอบจนเคยชิน เมื่อครั้งที่เข้าเรียนมัธยมต้นใหม่ๆ เพื่อนหลายคน ถูกจับตัดผม บางคนถูกหาว่า ไปย้อมสีผมมา ทั้งที่ธรรมชาติสีผมของเค้าเป็นสีน้ำตาลแดงจากกรรมพันธุ์อยู่แล้ว ในวันนั้น เราไม่พอใจที่ครูไม่ฟังเหตุผลของเพื่อนเลย แต่เราก็ไม่ได้นึกถึงว่า สิ่งนี้มันคือการละเมิดสิทธิ อาจเป็นเพราะสังคมของเรา ปลูกฝังให้เรายกครูเป็นผู้มีอำนาจ และสิ่งที่ครูทำนั้น เราควรเชื่อฟังและไม่ควรจะต่อต้าน ครูคือแม่พิมพ์ที่ดี และกฏระเบียบของโรงเรียน คือสิ่งที่ถูกต้องดีงาม และควรจะกระทำตามโดยไม่มีข้อแม้

แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ เรายังคงพบเจอมาเรื่อยๆ และคุณคงไม่เชื่อ ถ้าเราจะบอกว่า เราเพิ่งจะมารู้จัก สิทธิมนุษยชน สิทธิส่วนบุคคล และ การเรียกร้องเพื่อสิทธิของตัวเอง เอาตอนที่มันผ่านมาเกือบจะสามสิบปีแล้ว ที่ผ่านมา เราก้มหน้าก้มตา อยู่ใต้ระบบอาวุโสและการใช้อำนาจจนชินชา

เรียกได้ว่า เด็กๆ เหล่านี้ ปลุกเอาความรู้สึกมากมายกลับมาให้เรา และทำให้เราเชื่อในคำว่า เยาวชน คือ อนาคตของชาติ อย่างแท้จริง 

การเขียนบรรยายมากมายในบทความนี้ จุดประสงค์ของเราก็คือ ต้องการจะบอกว่า สิ่งที่เยาวชนทุกคนที่ออกมาพูด ไม่ได้เสียเปล่าเลย สิ่งที่น้องๆ ตั้งคำถาม ได้ช่วยจุดประกายหลายอย่าง และกระตุ้นให้หลายคน ตั้งคำถามต่อไปกับสิ่งที่พวกเขาเคยพบเจอ และนำมันไปพัฒนาต่อได้ 

เราอยากเห็นสังคม ที่สนับสนุนการตั้งคำถาม และให้คำตอบอย่างเป็นเหตุเป็นผล ให้ความเคารพในความคิดเห็นของคนทุกคนอย่างเท่าเทียม และไม่ใช้อำนาจความอาวุโส ในการบอกปัดเรื่องที่ไม่รู้ เราเชื่อว่า สังคมเรากำลังจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้แน่ ถ้าเราช่วยกัน เอาความกล้าของเด็กเหล่านี้ มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมใหม่ๆ ไปด้วยกัน 

และจะขอสนับสนุนน้องๆ เป็น 1 เสียง ตรงนีี้ว่า การเป็นเด็กดี ไม่ต้องอดทนกับการถูกละเมิดสิทธิใดๆ เราจะเลิกทนไปด้วยกันค่ะ 


SHARE

Comments