รู้สึกช้า

   ช่วงเวลาของภาคเรียนแรกในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นได้จบลงไปแล้ว ไปๆมาๆฉันก็อยากเขียนเล่าทุกอย่างลงในนี้ตลอดจนแอบคิดในใจว่านิยายที่ดีที่สุดก็คือบล็อคของฉันเองเนี่ยแหละ ถ้ามีใครสักคนติดตามชีวิตฉันอยู่ล่ะก็ คงจะรู้สึกได้ถึงความคิดและความรู้สึกของฉันต่อผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผ่านตัวอักษรนี้ตลอด  และบางฉันก็รู้สึกว่าฉันอินกับทุกความรู้สึกและผู้คนที่ผ่านเข้ามามากเกินไป..

   ฉันคงไม่พูดหรอกว่าคนที่ฉันเคยมองข้ามและเพิ่งมารู้สึกตัวเร็วๆนี้ว่าเค้านั้นสำคัญ จะเป็นคนที่ใช่หรือเป็นคนสุดท้าย พูดไงดีล่ะ ชีวิตฉันก็มีแต่ตกหลุมรัก อกหัก ตกหลุมรัก และอกหักอีกวนกันไปไม่จบไม่สิ้น แต่ก็ไม่มีครั้งไหนเลยที่ฉันจะไม่เต็มที่กับมัน และครั้งนี้ก็คงเช่นเดียวกัน

   ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองสมองกลับในจังหวะที่รู้ตัวว่ากำลังตกหลุมรักคนที่คุ้นเคย.. เหมือนอยู่ๆโลกทั้งโลกก็สว่าง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเริ่มมาจากตรงไหน ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาฉันเอาแต่นั่งกลุ่มใจกับเรื่องของใครอีกคน จนไม่ได้มานั่งคิดทบทวนตัวเองว่าฉันรู้สึกยังไงกับเค้าคนนี้.. ฉันรู้ตัวว่าฉันเองก็ปฏิเสธความรู้สึกนี้ไปครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะฉันกลัวการเริ่มต้นใหม่ ฉันไม่กล้าดึงตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์ที่toxicเพียงเพราะคิดว่านี่คือความรักที่ดีแล้ว ความรักของเราต่อเค้ามันยิ่งใหญ่และสวยงาม ทั้งๆที่อีกคนไม่เคยเห็นคุณค่า

   จนกระทั่งวันหนึ่งที่ฉันปลดปล่อยตัวเองออกมาได้..คงเพราะว่ามันแย่มากจนไม่เหลืออะไรให้เสียดายอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันรักคนๆนี้อีกแล้ว ไม่มีเลย..

และในหัวฉันก็นึกถึงใครบางคน..คนที่ฉันเคยคิดว่าถ้าหากต้องเผชิญกับอุปสรรค์อะไรสักอย่าง เค้าคงเป็นคนที่ฉันเลือกจะไปด้วย(ฉันเคยคิดในหัวแบบนั้นจริงๆ)

   ฟังดูน่าตลกนะ เพราะฉันรู้จักกับเค้ามาก็หลายเดือน มันเลยช่วงเวลาที่เราควรจะตกหลุมรักกันไปแล้วแต่มันก็ดันมาเกิดขึ้น ฉันอาจจะรู้สึกตัวช้าเกินกว่าทฤษฎี หรืออีกอย่างคือ.. ฉันอาจจะตกหลุมรักเค้ามาตั้งนานแล้ว แต่กดมันไว้จนไม่รู้ตัว บวกกับคิดไปเองว่าไม่รู้สึกอะไรมาโดยตลอด

   ถ้าคนที่ตามอ่านบล็อคของฉันก็คงจะรู้ว่าฉันเองก็เมนชั่นถึงเค้ามาหลายตอน แต่ฉันก็ไม่เคยพูดถึงอารมณ์ในแง่นั้นเลยสักครั้ง ความจริงคือเค้าเป็นคนที่มีบทบาทในชีวิตของฉันนั่นแหละ แต่ฉันก็มองข้ามไป..ความคิดที่จะชอบคนๆนี้ไม่เคยอยู่ในหัว

เห้อ.. นี่มันก็แย่่เหมือนกันนะ ฉันไม่เคยรู้เลยว่าที่เป็นอยู่ทุกวันมันดีแค่ไหน จนมาถึงอาทิตย์สุดท้ายที่จะเรียนด้วยกันแล้ว ฉันเพิ่งมาใจเต้นแรงตอนได้ยินเสียงของเค้า คาดหวังว่าจะได้เห็นหน้าเค้าตอนเช็คชื่อ

   สำหรับฉันแล้วเค้าก็เป็นคนที่ดีคนนึงเลย ฉันอุ่นใจทุกครั้งที่ได้คุยกับเค้า ตั้งแต่บ่นสัพเพเหระ ไปจนถึงเรื่องสอบ คนๆนี้ไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันทำตัวน่ารำคาญ กลับกันเค้าทำให้ฉันรู้สึกว่าเค้าเต็มใจที่จะรับฟังและคุยกันเสมอ เหมือนได้มานั่งคุยกับใครสักคนที่เค้ารับฟังเราอย่างตั้งใจแล้วค่อยแยกย้ายกันไป เป็นแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า.. แต่ติดที่ว่าก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าคำว่า ‘เพื่อน’ 

นั่นคือความผิดพลาด.. ฉันเพิ่งมารู้ตัวก็ตอนที่ฉันทำใจไม่ได้ถ้าหากว่าต่อจากนี้จะไม่ได้เจอเค้าอีก...

   เมื่อวันศุกร์ที่แล้วๆ ฉันได้รับข่าวจากทางเอเจนต์ว่าสถานทูตแจ้งว่าสามารถยื่นวีซ่าได้แล้ว ฉันจะสามารถไปเรียนต่อญี่ปุ่นได้เร็วๆนี้ คราวนี้เหมือนจะเป็นเรื่องจริง ฉันเลยตกใจมาก รีบส่งข้อความไปบอกเค้าคนนั้นเหมือนอย่างเคยว่าฉันได้รับข่าวนี้ ประเทศของเธอว่ายังไงบ้าง เหมือนฉันก็เฝ้ารอโอกาสที่จะได้คุยกับเค้ามาสักพักนึงแล้ว..

เพียงไม่กี่นาทีเค้าก็มาตอบกลับมาว่าเค้ายังไม่รู้เลย แต่มีเครื่องบินไปญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา ฉันเลยคิดว่าเค้าคงจะยังไม่ได้ข่าวใหม่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งจะประกาศ(คือฉันรีบทักเกินไป) ก็เลยพูดนอกเรื่องไปว่า “พวกเราเนี่ย เรียนออนไลน์กันมาตลอดเลยเนอะ พอได้ข่าวนี้ฉันตกใจหมดเลย” ฉันพูดอย่างนั้นเพราะฉันทำอะไรไม่ถูกจริงๆ ฉันเตรียมตัวเตรียมใจจะอยู่ไทยทั้งปีแล้ว แต่อยู่ๆก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเข้ามากระทันหัน.. และเค้าเป็นคนเดียวที่จะเข้าใจ

“ตั้งแต่เดือนหน้า ฉันจะเลิกเรียนออนไลน์แล้วล่ะ ฮะๆ” อยู่ๆเค้าก็พูดประโยคนี้ขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

“เอ๊ะ! ทำไม..เกิดอะไรขึ้น?!” ฉันถามกลับไปอย่างร้อนรน  ใจนึงก็คิดว่านี่ต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ ฉันคิดมาตลอดว่าเทอมหน้าคงจะต้องลุ้นว่าจะได้อยู่ห้องเดียวกันอีกมั้ย แต่ตอนนี้เค้ากลับมาบอกว่าเค้าจะเลิกเรียน

“นายอย่าหัวเราะแบบนั้นสิ!” ฉันพูดต่อ เพราะฉันไม่ขำเลย บอกสิว่านายแค่หยอกฉันเล่น ฉันจะร้องไห้แล้ว..

แล้วเค้าก็เงียบไปสักพักนึง ไม่รู้ในหัวของเค้ากำลังคิดอะไรอยู่

“เรียนออนไลน์มันน่าเบื่อเกินไปน่ะ แล้วก็เมื่อเดือนที่แล้วมีแบบสอบถามส่งมาให้ทำ...” เค้าว่า

“ถ้าอย่างนั้น หลังจากนี้นายจะทำอะไรต่อ? นี่หมายความว่านายลาออกจากโรงเรียนแล้วหรอ?” ฉันถามต่อด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เพราะความรักที่เพิ่งเริ่มต้นของฉันกำลังจะจากไป

“ไม่ๆ แค่ไม่เรียนออนไลน์เฉยๆ หลังจากนี้จะอ่านสอบJLPT(สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น)น่ะ” เค้าบอก “ว่าแต่ วีซ่าล่ะว่าไงบ้าง?”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ฉันตอบอย่างไม่สนใจใยดีกับชีวิตตัวเองอีกต่อไป เหมือนเค้าจะยินดีที่ฉันจะได้ไปญี่ปุ่นแล้ว แต่มันเศร้าเกินไปถ้าเค้าจะไม่ไปด้วยกัน

“นายสอบN2หรอ” ฉันต่อถามทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว สรุปว่าเค้าก็สมัครสอบไปตามที่เซนเซย์คะยั้นคะยอสินะ

“อื้ม ถ้าครั้งนี้สอบผ่านก็คงดีใช่มั้ยล่ะ” ฉันอ่านประโยคนั้นในใจออกมาเป็นน้ำเสียงของเค้า เดาออกเลยว่าเค้ากำลังพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน.. อา คิดถึงจัง คิดถึงทั้งๆที่อยู่ด้วยกันมาตลอด..

“แล้วเธอล่ะ จะสอบที่ไทยใช่มั้ย” เค้าถามฉันกลับ เค้าจำได้ด้วยหรอเนี่ย?

“อืม แต่ฉันมีสมัครที่ญี่ปุ่นไปด้วยแล้วล่ะ นายสู้ๆนะ” ฉันให้กำลังใจเค้า อย่างน้อยฉันก็อยากพูดประโยคนี้

“พยายามเข้านะ” เค้าบอกฉัน

“แล้วเธอเคยสอบJLPTมาก่อนบ้างรึเปล่า” เค้าถามต่อ

“อืม เคย2ครั้ง N5กับN4... ว่าแต่! ถ้าเกิดไปญี่ปุ่นได้ขึ้นมานายจะมาเรียนต่อมั้ย?” ฉันที่ยังทำใจไม่ได้ก็เลยโพล่งถามออกไป ถึงเค้าจะเปลี่ยนเรื่องแต่ฉันก็ปล่อยวางไม่ได้อยู่ดี

“อื้ม เรียนต่อ” คำตอบของเค้าทำให้ฉันใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ถ้าเค้าได้ข่าวจากฝั่งประเทศเค้าแล้ว ฉันก็หวังว่าเค้าจะตัดสินใจเหมือนฉัน

“ดีแล้วล่ะ!” ฉันตอบอย่างดีใจ แต่ไม่แสดงออกว่าฉันคงเสียใจแค่ไหนถ้าเค้าไม่ไป

“นายสอบผ่านN3แล้วสินะ มันยากรึเปล่า..” ฉันเริ่มสังเกตว่าตัวเองกำลังหาเรื่องคุยกับเค้าต่อ ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้กับคนๆนี้เลย ร้อยวันพันปีมีแต่ตัดบทสนทนา..มันคงไม่แปลกหรอกถ้าเค้าพอจะรู้ว่าก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้สนใจเค้าเกินกว่าเพื่อน แต่ปัญหาคือตอนนี้มันไม่ใช่แล้วไง!

“ฉันว่าไม่ค่อยยากเท่าไหร่นะ ฮะๆ”

“จริงสิ ขอดูหนังสือของ—หน่อยได้มั้ย” เค้าถามอย่างนอบน้อม และเรียกชื่อเล่นของฉันโดยที่ไม่เติมคำว่า ‘ซัง’ ลงท้ายเหมือนทุกที

“หมายถึงหนังสือเรียนอ่ะหรอ? หน้าไหนล่ะ” ฉันถามด้วยความที่เข้าใจว่าเค้าคงอยากจะดูหนังสือที่เราใช้เรียนกันอยู่ตอนนี้เพราะเค้าใช้pdf

“ไม่ๆ หนังสือสอบJLPTของเธอน่ะ” เค้าว่า อืม.. ฉันเผลอคิดไปเองอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาฉันไม่คิดว่าจะมีใครมาสนใจเรื่องที่ฉันพูดจริงๆ ฉันไม่เคยได้รับความสนใจจากคนที่คาดหวังมาก่อน ก็เลยไม่คิดว่าคนๆนี้จะมาสนใจเรื่องของฉัน! เค้าจะช่วยดูหนังสือสอบให้ฉัน!  ใครไม่ชิป ฉันขอชิปตัวเองนะ 555

ฉันถ่ายรูปสันหนังสือที่ฉันใช้อ่านสอบN3ไปให้เค้าดูทั้งหมด พร้อมกับสภาพโต๊ะที่โคตรจะรก

“อืม ถ้าเธออ่านหมดนี่เธอสอบผ่านแน่นอน” เค้าดูอยู่สักพักแล้วตอบกลับมา เออ ฉันมันเป็นพวกบ้าชอบซื้อหนังสือมาเยอะแยะไปหมด วงการค่าสอบ8ร้อยค่าเตรียมสอบ8พันน่ะ

“ยังอ่านไม่จบเลย ศัพท์คล้ายๆกันเยอะแยะไปหมด” ฉันบ่นอุบอิบ 

“ประมาณ1000คำได้มั้ง” เค้าว่า

“——ซังเรียนภาษาญี่ปุ่นมานานแค่ไหนแล้วหรอ” ฉันเรียกชื่อเค้าแบบสั้นๆบ้าง แต่ยังอดที่จะเติม‘ซัง’ต่อท้ายไม่ได้

“ก็เกือบๆ2ปีแล้วล่ะ” เค้าตอบ นั่นทำให้ฉันยิ่งทึ่งฉันเองก็เรียนญี่ปุ่นมาปีกว่าๆเกือบจะสองปีเหมือนกัน แต่นี่เค้ากำลังจะสอบN2!! อมก. N2ภายในเวลา2ปี!! เก่งมากเลยไม่ใช่หรอ! ขนาดฉันยังเพิ่งจะสอบN3เป็นครั้งแรก อาจจะเพราะเมื่อเดือนกรกฎาที่ผ่านมาการสอบถูกยกเลิกไป ฉันเลยไม่รู้ว่าตัวเองควรผ่านระดับนี้ไปได้รึยัง แต่ที่แน่ๆN2ยากเกินไป!! ขนาดเปิดดิกทำไปด้วยก็ยังตอบได้ไม่หมด

   เราคุยกันอีกไม่นานจากนั้นก่อนจะแยกย้ายเพราะดึกแล้ว (คืนนี้ไม่ได้อ่านหนังสืออีกแล้วโว้ยย) ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าสกิลการตัดบทสนทนาของฉันหายไป อะไรต่างๆทำให้ฉันตกหลุมรักเค้ามากขึ้นทุกที.. เค้าจะรู้ตัวมั้ยนะว่าแค่เก่งก็ดูเท่มากจริงๆ ฉันแอบชอบคนที่ไม่หล่ออย่างที่ใครๆว่า แต่ฉันชอบสิ่งที่เค้าเป็นที่สุด ชอบการวางตัวของเค้าต่อฉัน ชอบการแสดงออกทางความคิด ชอบความพึ่งพาได้ ชอบความใส่ใจ ชอบแบบไม่อยากให้ใครมาชอบเค้าเหมือนกัน..

ถ้าหลังจากนี้เราสามารถเข้าประเทศญี่ปุ่นกันได้แล้วจริงๆล่ะก็ เค้าจะมาเรียนต่ออย่างที่พูดรึเปล่านะ..? อีกแค่2เดือนก็จะสอบวัดระดับแล้ว ถ้าจะสอบN2ก็ควรอ่านหนังสืออย่างหนักโดยไม่เรียนออนไลน์จริงๆนั่นแหละ แต่ฉันก็อยากจะเจอเค้าที่โรงเรียนมากๆ อย่างน้อยก็ในฐานะที่ผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งเทอมนึง

อยากเจอ.. อยากมีโอกาสทำความรู้จักมากกว่านี้

โรงเรียนจะจัดห้องเรียนใหม่ไว้ให้เค้าในเทอมถัดไปรึเปล่า..? เค้าบอกชัดเจนว่าจะไม่เรียนออนไลน์ต่อแล้วรายชื่อของเค้าจะถูกจัดไปอยู่ตรงไหนกัน..?

ถ้าหลังจากนี้ไม่มีเรื่องจะไปคุยกับเค้าอีกแล้ว ฉันจะทำยังไง? 


   อยู่ๆความคิดมากวิตกกังวลก็ถาโถมเข้ามาในใจของฉัน ฉันมีความสุขที่เพิ่งได้คุยกับเค้า แต่ก็มีความทุกข์ที่ไม่รู้กว่าหลังจากนี้ชีวิตเราจะเป็นยังไงต่อไป 

   วันอังคารในอาทิตย์ถัดมา วันสุดท้ายของการเรียนออนไลน์เค้าก็ไม่มา หัวใจของฉันที่เต้นแรงรอเวลาที่จะได้ยินเสียงเค้าค่อยๆกลับมาเต้นในจังหวะปกติอีกครั้ง

นี่มันวันสุดท้ายนะ ทั้งๆที่ตลอดเทอมที่ผ่านมานายไม่เคยหยุดเรียนเลยสักครั้ง แล้วทำไมต้องเป็นวันนี้ล่ะ?

ฉันเพิ่งรู้ว่าคาบเรียนที่ไม่มีนายมันน่าเบื่อขนาดนี้ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าใจฉันไปอยู่ที่นายแล้วงั้นหรอ ? ก่อนหน้านี้จะมีหรือไม่มีนายฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้การไม่ได้ยินเสียงนายทำไมมันน่าเบื่อจัง..

แล้วนายล่ะ.. ไม่อยากได้ยินเสียงของฉันเป็นครั้งสุดท้ายบ้างหรอ..?

   ฉันบ่นในใจระหว่างคาบเรียน ไม่รู้ว่าเพราะฉันกลัวว่าจะไม่ได้เจอเค้าอีกรึเปล่าก็เลยคิดแบบนี้ ฉันควรมีความหวังว่าในอนาคตจะได้เจอเค้าสิ เราอยู่โรงเรียนเดียวกันนะ แล้วเค้าก็ไม่ได้ลาออกสักหน่อย..

ที่สำคัญฉันมีไลน์ของเค้า มันมีทางไปต่อได้ขึ้นอยู่กับฉันว่าจะทำรึเปล่า แต่ตอนนี้ฉันเจ็บจากคนเก่าๆจนไม่อยากเริ่มทำอะไรเลยสักอย่าง ฉันแค่อยากเจอเค้าเท่านั้น..

   ในขณะที่ฉันนั่งอ่านบทความภาษาญี่ปุ่นในคาบเรียนจบ ฉันก็เปิดทวิตเตอร์และพิมพ์ข้อความแปลกๆลงไป 

เธอทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจที่ความสามารถของฉันนำพาให้ฉันมาเจอเธอที่มีความสามารถเหมือนกัน

เวลาชอบใครก็มองอะไรๆโรแมนติกขึ้นมาทุกที 5555 คนรู้สึกตัวช้าก็ต้องชดใช้ด้วยการไม่มีเวลาเก็บโมเม้นอะไรทั้งนั้นนอกจากนั่งเพ้อ ชีวิตฉันนี่มันตลกมากหรือยังไงห้ะ เพิ่งเริ่มต้นใหม่ได้ก็ต้องมาเจอช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านตลอด

“สรุปพออ่านมาถึงจุดนี้ก็แอบพีคไปอีกกก” เพื่อนสนิทฉันพูดขึ้น หลังจากที่ฉันเล่าว่าฉันรู้สึกยังไงกับเค้า

“ตอนแรกที่อ่านเดาว่าคนที่แกชอบจะเป็นฝรั่งหล่อๆในห้องที่แกชอบมาเมาท์อ่ะ 555555” เออ นั่นดิ แล้วมันกลายเป็นอิตานี่ไปได้วะ คนที่กรี้ดกับคนที่ชอบมันคนละคนจริงๆ

“ถ้านางทำให้แกรู้สึกดีขึ้นก็ดีแล้วนะ ไม่ต้องคาดหวังในอนาคตหรอก ถ้าแกกับนางมีดวงต้องเจอกันยังไงก็ได้เจอแหละ” เธอว่าอย่างนั้น สายเชื่อมั่นต้องมา

“แงง เหมือนฉันเพิ่งรู้ตัวว่าชอบ แต่ก็มีเรื่องเปลี่ยนแปลงเข้ามาเฉยเลย เป็นภาระแกให้ต้องมานั่งฟังอีกแล้ว ขอโทษนะ” ฉันว่า รู้สึกผิดจริงๆที่เพิ่งจะดึงตัวเองออกมาจากคนเก่าได้ แต่ก็ต้องมาเป็นภาระเพื่อนอีกแล้ว

“เห้ยยย ไม่เป็นไรแก เค้ารับฟังหมด 55555 เค้าโอเคกับคนนี้มากกว่าคนเก่าแกนะจากที่แกพูดถึงมาตลอดอ่ะ แล้วที่สำคัญนางดูใส่ใจในการคุยด้วย ถึงแกจะถามนางไปยังไงสุดท้ายนางก็ต้องตอบแกแน่ๆไม่มีทางเงียบหาย แต่อย่างที่บอกเค้าคิดว่าเป็นฝรั่งหล่อๆคนนั้นซะอีก” เพื่อนฉันยังคงงงงวยกับฉัน ไม่ต่างจากที่ฉันก็งงงวยกับตัวเองในตอนแรก

“เค้าว่าแกลองทักเรื่องอื่นก็ได้นะ ถ้าเกิดแกรู้สึกคิดถึงอ่ะ นางอาจจะเป็นประเภทไม่กล้าทักก่อน แต่ถ้าแกไปทักไปนางก็คุยด้วยตลอดอ่ะ” เพื่อนฉันเสนอความเห็น มันก็จริงแหละที่ไม่ว่ายังไงเค้าก็จะคุยกับฉันแน่นอน แต่การทักไปแบบไม่มีแก่นสารฉันก็กลัวว่าเค้ารู้ว่าฉันคิดยังไง..คิดถึงเค้า ถ้าเกิดเจอกันฉันคงเขินจนไม่กล้ามองหน้าเค้าพอดี

“เอาไว้ รอประกาศห้องเรียนใหม่ฉันจะทำตัวขี้เผือกทักนางไปอีกที อยากรู้เหมือนกันว่าจะได้เจอกันป่าว” ฉันตอบแบบติดตลก ฉันยอมทำตัวเป็นคนขี้เผือกจริงๆนะ ก็ฉันชอบ ฉันอยากรู้ชีวิตเค้า! ฉันเลยต้องถามเค้า!

“จัดไป คนเวียดนามก็ไม่ได้แย่ด้วยนะ จากที่เคยเล่นเกมกันมา เล่นเกมเก่งมากก 5555 ถ้าเค้าอยู่ทีมกับคนเวียดนามคือตานั้นชนะอ่ะบอกเลย เออ นางก็เคยชวนแกเล่นเกมด้วยหนิ แกก็ถามเรื่องเกมนางก็ได้นะ อันนี้เสนอ” 

คำพูดของเพื่อนทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้ ฉันลืมไปเลยว่าเค้าคนนั้นเคยจะชวนฉันเล่นเกม! แต่ตอนนั้นฉันไม่สนใจก็เลยบอกปัดไป ฉันไม่แม้แต่จะถามว่าเกมที่เค้าเล่นคือเกมอะไรด้วย ทำไมฉันทำตัวแบบนี้ มันไม่แปลกเลยที่เค้าจะคิดว่าฉันไม่สนใจเค้า ;_;  ตอนนั้นมันก็ใช่ แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว!!! โอ้ยย messed up เค้าคงไม่ชวนฉันเล่นเกมอีกต่อไป TT

   เอาล่ะ หลังจากนี้ฉันคงต้องลองแก้ตัวใหม่ดูสักตั้ง อนาคตจะเป็นยังไงเดี๋ยวก็คงได้รู้กันต่อ ถ้าฉันได้เจอเค้าที่ญี่ปุ่นก็ดีสินะ อย่าหายไปจากชีวิตฉันเลยนะได้โปรด ;_; ฉันรู้ว่าฉันก็มีส่วนแย่ที่เพิ่งจะมารู้สึกตัว ฉันน่าจะคว้าโอกาสที่จะสนิทกับเค้าไว้ให้มากกว่านี้ appreciate เค้าให้มากกว่านี้ แต่อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็รู้ตัวแล้ว ก็หวังว่าอะไรๆจะยังไม่สายเกินไป

ถ้าฉันจะต้องนั่งคิดถึงใครสักคนทุกคืน.. ฉันก็ขอคิดถึงคนที่เค้าดีกับฉันแล้วกัน อย่างน้อยฉันก็ไม่เสียใจเลย :)





SHARE
Writer
HermioneRiddle
Student
My personal Diary

Comments

1atm
14 days ago
น่ารักมากเลยค่ะ อยากติดตามภาคต่อเลย ^^
Reply