ฉันไม่ได้บ้า
ถ้าคนรอบข้างย้ำซ้ำ ๆ ว่านายบ้า
ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้บ้า
นายจะทำตัวปกติได้เหรอ


'Stranger from hell' Series via Netflix
(ชื่อไทย นรกคือคนอื่น)
 
เราเชื่อประโยคนี้สนิทใจและเห็นด้วย 100%
เพราะผ่านประสบการณ์นี้มากับตัวเอง
กว่าจะผ่านมันมาได้ ก็เกือบจะบ้าไปแล้วจริง ๆ

ย้อนไปเมื่อปีก่อน ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
เราได้รับทุนไปเรียนที่นั่นเป็นเวลา 1 ปี
ก่อนเดินทาง พี่สาวคนโตของกลุ่มเด็กทุนโทรมา
เขาบอกว่า "เราสองคนอยู่ห้องเดียวกันเนาะ"
เพราะพี่อีกคนที่เหลือ เขาอยากอยู่คนเดียว
"โอเคเลย" เราตอบตกลงอย่างไม่คิดอะไร

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด...



ที่นั่นดีกว่าที่คิด ทั้งสภาพแวดล้อม
อากาศ การคมนาคม ผู้คน วิวทิวทัศน์
แล้วยิ่งโชคสองชั้นที่ได้อยู่หอรวมในมหาวิทยาลัย
ซึ่งเป็นหอที่ดีและใหม่ที่สุดในวิทยาเขตนั้นเลย

ห้องพักของเราสองคนกว้างขวางและสุขสบาย
อยู่กันแค่สองคนแต่มีห้องรับแขกหน้าห้อง
ห้องน้ำแยกโซนเปียกแห้ง แถมฟรีเครื่องซักผ้า
ห้องส้วมเป็นโถส้วมใสกิ๊ง พร้อมสายฉีดอย่างดี
มีประตูกั้นโซนห้องน้ำ แต่ก็เป็นทางเดียว
ที่คนนอนท้ายห้องอย่างเราจะหายใจออกได้
เลยต้องเปิดไว้ตลอด เพื่อรับอากาศเวลาปิดแอร์

ทุกอย่างดีหมด จนพลบค่ำของคืนแรกที่เข้าพัก
เราออกไปกินข้าวด้วยกันทั้งกลุ่ม 7-8 คนได้
ทุกคนต่างซื้อเครื่องนอนมากันครบเซ็ท
ยกเว้นเราที่มีทุกอย่างแล้วในกระเป๋าเดินทาง

แต่เรื่องตลกก็คือ หากุญแจเปิดล็อคกระเป๋าไม่เจอ

เราไม่มีอะไรทั้งนั้นในคืนวันนั้น
และอากาศก็หนาวเย็น แม้แต่จะอาบน้ำยังไม่มีสบู่
ต่อให้อาบน้ำได้ เสื้อผ้า ชุดชั้นในก็ไม่มีจะใส่อยู่ดี
พี่รูมเมทรู้ก็เห็นใจ "ใช้ของเจ้ไปก่อนสิ สบู่ก็ใช้ได้นะ"
แล้วพี่เขาก็ให้ชุดชั้นในมาตัวนึงเพื่อประทังชีวิต
คืนนั้นได้อาบน้ำนอนดี ๆ ก็เพราะพี่เขาเลย

เราประทับใจมาก
เป็นการเริ่มต้นที่แย่ แต่ก็ดี

เช้าวันต่อมา ในที่สุดก็หาลูกกุญแจเจอ
มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมก็ขอบคุณเขาไปอีกยก
แล้วชีวิตปกติก็กลับมา



วันเวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือนให้หลัง

เราเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป
รู้สึกเหมือนถูกมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ไม่ใช่จากพี่คนนี้ แต่จากคนอื่นในกลุ่ม
ยกเว้นแค่น้องผู้ชายสองคนที่เด็กกว่าเรา
ซึ่งไม่ค่อยยี่หระกับใคร ยังดูจะเหมือนเดิมอยู่

เวลาเราไปไหนด้วยกันยกกลุ่ม
เราจะกลายเป็นคนที่เหมือนดาวพลูโต
เรารู้สึกเหมือนอยู่นอกวงโคจร
ถูกมอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
พอกำลังจะรู้สึกแย่มากขึ้น
ก็โดนคนในกลุ่มจับคู่ให้น้องอีกคน

ให้เราแยกออกไปทำอะไรกันสองคน
ให้แยกโต๊ะกินข้าวกันแค่สองคน
พอร่วมโต๊ะก็ให้นั่งแยกฝั่งไปอยู่ด้วยกัน
จากที่สงสัยพวกเขา เลยต้องสงสัยคนนี้แทน
เพราะดูเหมือนชอบเรายังไงไม่รู้
เวลาผ่านไปก็รู้ว่าเด็กนี่ชอบ และเราก็เช่นกัน
แล้วเราสองคนก็คบกันจริง ๆ

ความรู้สึกว่าคนในกลุ่มกำลังผลักเราออก
เลยค่อย ๆ เลือนหายไปเพราะมีเรื่องรักเข้ามาแทรก
สงสัยเราคงจะคิดไปเอง

จนเราเริ่มเห็นโพสต์ facebook ของรูมเมท
ที่พูดถึงใครบางคนเหมือนกำลังแซะ
เราเริ่มถูกพี่คนอื่นในกลุ่มถามแปลก ๆ
ถึงเรื่องราวในห้องของเราสองคน
ซึ่งในตอนนั้นเรายังคงมองว่ามันปกติ
เพราะเราก็ยังคุยกันเหมือนเดิมนี่นา
และพี่เขาก็ยิ้มแย้มพูดเล่นกับเราปกติ
ปกติมาก ๆ

แต่อีกใจก็แอบคิด

หรือว่าเราสองคนกำลังมีเรื่องอะไรกัน
โดยที่เรายังไม่รู้ตัวหรือเปล่านะ





แล้วก็เป็นอย่างว่า
เมื่อวันหนึ่งโพสต์ facebook ขึ้นมาหน้าฟีด
เป็นภาพห้องที่ถูกถ่ายให้เห็นเครื่องซักผ้า
และนั่นคือห้องของเราสองคนซะด้วย
พร้อมกับข้อความยาวเหยียดที่เกินแซะไปแล้ว

"ซักผ้าในวันหยุด ไม่มีความเกรงใจสักนิด
เสียงดังตั้งแต่กี่โมงถึงกี่โมง เดินไปปิดประตูกี่ที
ก็กลับมาเปิดใหม่ ไม่รู้จัก......"

และต่อด้วยข้อความต่อว่ายาวเหยียด
ชนิดที่ทำเราอึ้งไปเลย ตัวสั่นทั้งตัวตอนที่อ่านจบ
ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่ทำไมพี่ไม่บอกอะไรเราเลย
แล้วยังมีอะไรอีกไหมที่พี่ยังไม่บอก

มาถึงตรงนี้ คนอ่านที่มองเข้ามาในเรื่องนี้
ก็คงจะรู้สึกว่านี่คือเรื่องราวรูมเมทสุดคลาสสิค
ก็อาจจะใช่ แต่สำหรับคนที่กำลังเผชิญอยู่
กับคนที่เราคิดว่า เขาคือพี่ในครอบครัวคนหนึ่งน่ะ
มันมืดมนไปหมดเลยนะ

หลังจากนั้นมา แน่นอนว่าไม่มีอะไรเหมือนเดิม
พี่คนอื่นในกลุ่มเริ่มบอกเรื่องราวที่เขารับมา
เขาบอกคนอื่นเรื่องเราและวิถีชีวิตในห้อง
ที่เกินจริงไปมาก

เขาบอกว่าของเขาถูกใช้งานโดยไม่ได้ขอ
มาเป็นข้ออ้างในการถ่ายรูปเราที่กำลังทำนู่นนี่
ถ่ายเตียงของเรา ถ่ายกระเป๋าเดินทางของเรา
เอาไปส่งแยกให้แต่ละคน

และที่สำคัญกว่าคือ ของเราต่างหากที่หายไป
หายไปแต่ของสำคัญ เอกสารส่งอาจารย์ พาสปอร์ต
เราต้องทำเรื่องใหม่ทั้งหมดและเสียเงินเป็นหมื่น ๆ
ทั้งที่ของทุกอย่าง ถูกเก็บไว้ในห้องนอน

เรากลายเป็นคนหวาดระแวง
เรากลัวจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่เราไม่ทันระวัง
แล้วสงครามระหว่างเราก็เริ่มต้นขึ้นจริง ๆ

ความเสียใจที่มากเข้า
มันกลายเป็นความโกรธ

เมื่อมันไม่ใช่ความจริง เราก็ต้องแก้
พี่คนอื่นในกลุ่มไล่ซักกันมาทีละข้อ
เราตอบไปทุกข้อ เรามีคำตอบให้เรื่องทั้งหมด
เราบอกสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่เรื่องแย่ก็คือ เราจำไม่ได้เป๊ะ ๆ
ว่ามันเกิดอะไรขึ้นมานานแค่ไหน มากเท่าไหร่
และนั่นทำให้เราบอกทุกคนแบบประมาณเอา
ฟังดูเหมือนไม่ได้มีอะไรนี่ ก็เรื่องปกติไหม
ผ่านมาเป็นเดือน ๆ แล้วใครจะจำได้เป๊ะ

แต่คุณรู้ไหม มันจะมีคนจำพวกหนึ่ง
สามารถพลิกสถานการณ์ที่กำลังย่ำแย่
โดยเอาจุดอ่อนของทุก ๆ คน
มาเป็นอาวุธหลักของเขาได้อย่างง่ายดาย

ไอ้ความสามารถในการจำแสนสั้นเนี่ย
มันถึงกลายมาเป็นจุดอ่อนตอนหลังจากนี้น่ะสิ



หลังจากเราได้คุยกันอย่างเปิดใจ
สถานการณ์ระหว่างเราและคนอื่นในกลุ่มดีขึ้น
ยิ่งคุยกัน ก็ยิ่งรู้ว่าเขาไม่ได้ทำแบบนี้กับเรา
เพียงแค่คนเดียว

เขานินทาคน ๆ หนึ่ง กับคนอีกคน
แต่คนนั้นก็ถูกเขานินทาเหมือนกัน
เมื่อไปอยู่กับคนอื่น

คนมองว่าเขาเป็นคนโกหก หลอกลวง
ทุกคนเริ่มปลีกห่างออกมาจากพี่รูมเมท
และมานั่งกับเรามากขึ้น
ไม่ใช่ว่าเพราะเข้าข้างเราหรอก
แต่เพราะโกรธพี่เขาต่างหาก

ตอนนี้ถ้าเราเป็นพี่เขา
เราคงไม่พอใจมาก ๆ
หรืออาจจะเสียใจมาก ๆ ก็ได้

คงมีบางคนคิดเหมือนเรา
พวกนั้นก็เลยไปอยู่เป็นเพื่อนพี่เขา
หนึ่งในนั้นเป็นพี่ที่ใจดีและมีเหตุผลมาก
ซึ่งเราก็รู้สึกเห็นด้วย 'จะดีจะเลวก็ต้องมีเพื่อน'
และอย่างน้อยในชีวิตคนเราก็ควรมีเพื่อนที่ดี

ดูเหมือนเรื่องราวจะจบลงแบบขาวกับดำ
แต่ไม่ใช่หรอก เป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครขาวหรือดำ

ทุกคนเป็นสีเทา และคนที่โกรธที่สุดในตอนนั้น
จะกลับมาแก้ไขเรื่องราวให้ถูกสำหรับตัวเองอยู่ดี





พี่เขากลับมาอีกครั้ง
ด้วยการขอคุยกับทุกคน
อีกแล้ว

เราอาจจะลืมเล่าไป ตั้งแต่มีเรื่องนี้
เรานัดคุยกันแบบนี้มาหลายครั้งมาก ๆ
และแต่ละครั้งทำเราเป็นบ้าได้ทุกครั้ง
อีกทั้งยังต้องเห็นสายตาจับผิดจากทุกคน
เวลารอคำตอบจากปากเราอีก
มันเป็นแบบนี้ทุกครั้ง และเราไม่เคยชอบเลย

เราโทรปรึกษาคนที่ไทย ทั้งแม่ ทั้งเพื่อนสนิท
อยากจบเรื่องนี้จะแย่อยู่แล้ว
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "อย่าขอโทษ"
เขาต้องการแค่นั้นแหละ ดังนั้นแกต้องไม่ให้

และแล้วค่ำคืนนั้นก็มาถึง
เขาเรียกคนอื่นในกลุ่มไปคุยด้วยก่อน
และปล่อยให้เราให้นั่งรออยู่ก่อนกับแฟน

สักพักใหญ่คนทั้งโต๊ะก็หันมาที่เรา
เป็นการเรียกโดนไม่ต้องเอ่ยเลยด้วยซ้ำ
เราทั้งคู่เดินไปนั่ง คนบนโต๊ะเริ่มถาม

"เรื่องนี้น่ะ เราบอกว่ายังไงนะ
พูดแบบที่บอกกับพี่หน่อย"

สายตาของทุกคนตอนนั้น เรามองออก
สายตาจับผิดอีกแล้ว เหมือนเดิมเลย
เมื่อกี๊เขาพูดอะไรให้พี่ฟังเหรอ
ได้แต่คิดในใจ แล้วค่อย ๆ ตอบทีละข้อ

สายตาจับผิดดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นผิดหวัง
พอเราพูดจบ พี่รูมเมทและเพื่อนเขาอีก 2 คน
ค่อย ๆ แก้ทีละข้อว่าไม่ใช่ พวกเขาเป็นพยานได้

"พี่ก็ไปฟังตอนเราพูด เราไม่ได้พูดแบบนี้
ตอนเล่ากับพี่ เรากำลังโกหก เราพูดไม่ตรง
แล้วภาษาก็ไม่แข็ง เราแปลผิดแล้วเข้าใจไปมั่ว ๆ
เราเข้าใจผิดไปเอง ไม่ได้มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเลย"

ตอนนั้นแฟนเรากุมมือเราแน่น
แล้วพูดปกป้องทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน
เราไม่ใช่คนแบบนั้น เขาพยายามบอกกับทุกคน
เขาพูดไปน้ำตาไหลไป เรารู้ เขาโกรธมากเหมือนกัน
สุดท้ายพี่ผู้ชายคนหนึ่งต้องพาเขาลุกออกไป

ให้ตาย

รู้แล้วว่าความรู้สึกตอนนั้นเหมือนอะไร
เหมือนกำลังถูกสอบสวนในห้องขัง
เหมือนเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย
มีโอกาสให้แก้ตัวแต่ก็เหมือนไม่มี

รู้สึกเหมือนกำลังเสียใจอีกแล้ว
ทำไมพูดเท่าไหร่ ทำตัวดีแค่ไหน
ไม่เห็นเลยหรือไงว่าเราเป็นคนยังไง
ทำไมไม่มีใครเชื่อใจเลย

แล้วทำไมต้องทำให้คนดี ๆ แบบเด็กคนนั้น
ต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ

อีกแล้ว ความเสียใจกลายเป็นโกรธอีกครั้ง
เรารู้จักคำว่าโกรธจนตัวสั่นดีเลยล่ะ
เพราะเราเป็นคนไม่ค่อยโกรธใคร
พอโกรธทีมันเลยมาก แบบมาก ๆ

ขณะที่เราพยายามควบคุมสติตัวเอง
ทำตัวเองให้หายใจทันความโกรธที่พุ่งพล่าน
เพื่อนพี่เขาคนหนึ่งพูดขึ้นมา "นั่น ดูนั่น"

"ตัวสั่นด้วย เหมือนมีอาการทางจิตเลย!"

ตอนนั้นที่โกรธอยู่ มันหายวับไปเลย
เกินโกรธไปแล้ว เกินไปมากจนในหัวโล่งไปเลย
สมองเราโล่งไปหมด ไม่มีความคิดอะไรอยู่ในหัว

เสียงรอบตัวบอกว่า
"พูดมาเถอะ ก็แค่ยอมรับ มันจะยากอะไรนัก
พวกพี่ให้อภัยอยู่แล้ว"

แม้แต่พี่ผู้ชายที่ใจดีและมีเหตุผลที่สุด
"ยอมเถอะ ยอมรับมาได้แล้ว"

สายตาทุกคนในวันนั้นเหมือนกันหมด
คือเราแค่เป็นโรคประสาทอะไรสักอย่าง

จบเรื่องนี้สักที

เรานิ่ง ร่างกายไม่เคลื่อนไหว สมองก็เช่นกัน
แล้วในที่สุดเราก็พูดมันออกมา




"ขอโทษนะพี่"

"ขอโทษพี่ด้วยนะ ที่ทำให้วุ่นวาย"

"ขอโทษนะพี่ที่ทำให้ผิดหวัง"

เรามองทีละคน และขอโทษทีละคน
น้ำตาไม่มีสักหยด ไม่รู้สึกอะไรเลย
เหมือนต่อมอารมณ์ถูกกระชากออกไปจากตัว

ฉากนั้นเหมือนละครตอนอวสาน

ในที่สุดเรื่องก็จบ
ทุกคนลุกจากโต๊ะและแยกย้ายกัน
ก่อนกลับ หลายคนเดินไปหาแฟนเรา
แล้วเข้าไปลูบ "เป็นกำลังใจให้นะ / สู้ ๆ นะ"

ฉากที่นางร้ายกลายเป็นบ้า
แล้วพระรองจะดูแลเธอต่ออย่างเต็มใจ

ทุกคนเดินจากไป เหลือแค่เราและแฟน
จังหวะที่เท้าพ้นประตูมหาวิทยาลัย
เหมือนต่อมอารมณ์เพิ่งกลับมา
ขอบตาร้อนผ่าว แล้วน้ำตาก็ไหลแบบหยุดไม่ได้
เราเดินไม่ไหวและหยุดร้องไห้อยู่บนฟุตบาท
ร้องไห้ไม่สนใครหน้าไหนทั้งนั้น

ร้องไห้โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร้องเพราะอะไร
แต่รู้สึกแย่มาก แย่มากแบบไม่เคยเลยในชีวิต

หรือเราเป็นคนไข้จิตเวชจริง ๆ
เรามีอาการทางจิตหรือเปล่า
เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องจริงเลย
เราคิดไปเองทั้งหมดหรือเปล่า

หลังจากวันนั้น
เราก็นอนเล่นในห้องของตัวเองไม่ลง
เราร้องไห้ตั้งแต่ตื่น เดินออกไปร้องไห้ต่อที่สวน
เหมือนวิญญาณหลุดออกไปจากร่าง
เหมือนคนขวัญหายแล้วหาทางกลับไม่ได้

สุดท้ายเราก็ออกมา
ออกมาจากสังคมที่มีพี่คนนั้นและเพื่อน ๆ เขา
ย้ายห้องมาอยู่กับชาวต่างชาติที่น่ารักเหลือเชื่อ
ตลกดี ที่เขาก็เจอเรื่องคล้าย ๆ กันเลย
เพราะรูมเมทเก่าของเขาคือเพื่อนพี่คนนั้น

เราไม่ได้เป็นบ้านี่ 
เราแค่เป็นคนที่ต่อสู้เพื่อตัวเองอย่างไร้สติ
เพราะความโกรธชนะทุกสิ่งอย่าง
จนทำให้พลาดไปบ้าง

ถึงแม้ว่าเราจะแยกทางกับพี่และเพื่อน ๆ เขา
คนอื่นในกลุ่มก็ยังกลับมากลมเกลียวกับเรา
สำหรับเราแล้ว นับว่ามากขึ้นมากด้วยซ้ำ
ความสัมพันธ์เรากับแฟนก็แน่นแฟ้นขึ้น
ยังได้รูมเมทที่น่ารักที่สุดในชีวิตและเข้ากันดีอีก

เราแค่ต้องเลือกสังคมอยู่
และไม่พูดว่า "โอเคเลย" กับทุกเรื่องที่เข้ามา
เท่านั้นเอง


ถ้าคนรอบข้างย้ำซ้ำ ๆ ว่านายบ้า
ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้บ้า
นายจะทำตัวปกติได้เหรอ



SHARE
Written in this book
In My Mind
เทสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
Writer
guesswho
crush on a letter
i love to read, sometimes i love to write :)

Comments