บางอย่างก็รู้ได้ "เฉพาะตน"
วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่เราได้มาปฏิบัติธรรม ณ วัดร่ำเปิง จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นครั้งแรกเลยที่เราฉายเดี่ยวมาไกลในรอบศตวรรษนี้

เป็นเช้าเวลาตี 5 ครึ่งที่รถโดยสารมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวจังหวีดเชียงใหม่ ทุกคนในรถต่างพากันทยอยตื่นขึ้นจากเสียงและไฟของตัวรถที่เปิด รวมถึงเราด้วย 

ฉายเดี่ยววันแรกในดงเมืองล้านนา กับอาการเป๋อ ๆ ที่เราเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะเกร็งเอ๋ออะไรนักหนา เพราะปีนี้เราเดินทางมาเชียงใหม่บ่อยมาก (มาเที่ยวอ่ะนะ)

ลงรถได้ช่วงหกโมงเช้ากว่า ๆ เสียงของลุง ๆ ทั้งหลายที่ยกป้ายเรียกถามผู้โดยสารที่เดินเทีบยเข้ามายังภายในชานชาลาในสถานีขนส่งนครชัยแอร์ เสียงร่ำร้องตะโกนเรียกนั้น ช่างเป็นเอกลักษณ์ของคนในทุกพื้นที่เสียจริง 

เราเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวเสร็จก่อนจะเดินเข้ามาถามพวกลุง ๆ วินทั้งหลายว่า..."ไปวัดร่ำเปิงคิดเท่าไหร่คะ" มีเสียงหนึ่งตอบกลับมาว่า "ร่ำเปิง 200 ครับน้อง"


 ในความที่อ่านรีวิวมา เขาบอกว่าเรียกแกรปไปถึงวัดแค่ 80-90 โดยประมาณ แต่พอจิ้มดูแกรปแล้ว มันก็ร้อยกว่า ๆ เลยนะ ด้วยความที่ไม่รู้ระยะทางเลยลองเข้าพี่กูเกิลแมพ พอเจอแค่นั้นแหละ สิบกว่ากิโล ถ้าตีๆ แล้วก็เท่ากับบ้านเราไปในตัวอำเภอเลยนะ 

เดชะบุญ!!...มีลุงวินคนหนึ่งเดินมาถามเราว่า "ร่ำเปิง 100 ไปไหม" เราตอบลุงวินคนนั้นโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมองแกว่า "เดี๋ยวขอคิดดูก่อนได้ไหมคะลุง"  เราก็นั่งจิ้ม ๆ ดูราคาแกรปแล้ว เลยเข้าไปถามพวกลุง ๆ กลุ่มวินว่า "พี่คะคนไหนที่บอกว่าไปวัดร่ำเปิง 100 คะ" ก็มีลุงคนนึงเอ่ยเรียกลุงวินคนนั้นให้ 


วันแรกที่มาถึงเป็นวันที่พายุเข้า แต่ที่เชียงใหม่แค่ฝนรินเปราะ ๆ ไม่ได้ถึงกับตกหนักแต่อย่างไร แต่เราก็เตรียมตัวมาดี กระเป๋ากันน้ำ เสื้อแจ็คเก็ต รองเท้าแตะคู่ใจ พร้อมกับหมวกกันน็อคที่ลุงยื่นมาให้ พร้อมลุยกันเล๊ย!!


ในระหว่างทางที่ลุงขับรถมอไซค์ไปเรื่อย ๆ แกก็ชวนคุยถามนั่นนี่ ว่ามาจากไหน? มาบวชหรือ? แล้วแกก็ชวนคุยไปเยอะพอสมควร จนมาถึงวัดร่ำเปิงที่พึ่งจะเคยได้มาเยือนและมาสัมผัสครั้งแรกในชีวิต...
คนเดียว
หมิวอะโลนเลยนะจะบอกให้...เฮ้ย!! ลืมบอกไป เราไม่ได้ให้ค่ารถลุงแกร้อยเดียวอย่างที่คิดหรอกนะ เราให้แกไป 140 เลย เพราะว่าแกอัธยาศัยดี แถมแกยังต้องกลับมารับลูกค้าอีกคนที่รอที่ บขส อีก ไปกลับก็พอสมควรอยู่นะ ถือว่าค่าความน่ารักของลุงละกัน ^^ ฮิฮิ

วันแรกที่มาถึงก็ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ เดินเข้าวัดจนเณรมอง แล้วพอดี๊ เราก็ได้เจอกับพี่ที่พึ่งมาในเช้าวันเดียวกัน และเราได้อยู่ห้องด้วยกัน แกชื่อ "พี่ป๊อป" แกอัธยาศัยดีมาก ถือว่าได้เจอกัลยาณมิตรที่ดีเลยล่ะ 

มาถึงวันแรก ทางวัดก็ยังไม่ให้รับศีลเพราะเจ้าอาวาสท่านและโยคีบางส่วนต้องไปร่วมงานที่วัดพระธาตุจอมทอง ซึ่งเราไม่ได้ไปด้วย แต่พี่ที่รับลงทะเบียนบอกว่าไปร่วมกับเขาได้ แต่เราขออยู่ปฏิบัติดีกว่า ไหน ๆ ก็มาโดด ๆ เดี่ยว ๆ ล่ะ แถมป้ายปักที่หน้าอกก็เขียนสะใหญ่เลยว่า...
งดพูด!
แต่ก็ดีนะ เป็นการปิดวาจาไปในตัว หากไม่จำเป็นต้องพูดกับใคร จะได้ไม่ทำให้เราวอกแวกในการปฏิบัติ 

ถือว่ามีบุญเก่าในเรื่องการปฏิบัติกรรมฐานหลังจากที่ได้ไปบวชที่วัดอัมพวันมา เลยได้เอามาใช้อะแดปใช้ที่นี่ได้บ้าง เพราะวันแรกยังไม่ได้ขอศีลเลยไม่มีแม่ชีนำ เราเลยได้แต่ปฏิบัติไปก่อนรอจนถึงวันใหม่อีกวัน 

วันที่สองของการปฏิบัติธรรม ณ วัดร่ำเปิง เราตื่นเช้าในรอบศตวรรษนี้มาก ๆ เพราะเวลาตื่นทำวัดของที่นี่คือเวลานอนของเราที่กรุงเทพ แต่แล้วยังไงเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เนื่องด้วยมีประสบการณ์ทางด้านนอนวัดบ่อย เลยทำให้ตื่นเช้าอย่างสดใสและแช่มชื่น

เราเข้าพิธีขอศีล 8 จากพระท่านเจ้าอาวาสเสร็จ แม่ชีท่านก็ให้หยิบใบปฏิบัติลงเวลาว่าในแต่ละวันต้องทำให้ได้เท่าไหร่ วันที่สองแม่ชีบอกว่าให้ปฏิบัติให้ได้ 6 ชั่วโมง และเราก็ทำได้ ^^ (ภูมิใจในความพยายามและวินัยในตัวเองมาก ๆ ^^)

เช้าวันที่สาม เราก็ตื่นแต่เช้าเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือ การเข้าสอบอารมณ์ครั้งแรกกับพระอาจารย์ และก็เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันในชีวิตที่ต้องมาสอบอารมณ์ โดยมีแม่ชีนำเข้าไป เพราะท่านสอบอารมณ์ก่อน พอเราได้ฟังท่านเป็นแนวทางก็ถึงเวลาของเราพรีเซ้นท์อารมณ์ในขณะที่ปฏิบัติต่อพระอาจารย์ (พระอาจารย์พูดเองนะคำว่า "พรีเซ็นท์" อ่ะ ^^)

เราก็บอกอธิบายเกี่ยวกับอาการนั่งไปปวดตรงนั้นตรงนี้ เดินแล้วเจ็บตรงนั้นตรงนี้ แล้วพระอาจารย์ก็ขยายความให้ฟัง และสุดท้ายพระอาจารย์ก็ให้โปรเจคของวันนี้มาว่า...
วันนี้ปฏิบัติ ยืน: 20 เดิน:30 นั่ง:30 นะโยมรวมทั้งหมด 7 ชั่วโมง และเราเก็บจนครบแล้วนะ ^_^

ในระหว่างที่เราเข้าไปสอบอารมณ์กับพระอาจารย์นั้น เรารู้สึกชอบคำ ๆ นึงของพระอาจารย์ที่พูดสั่งสอนธรรมว่า...

บางอย่างเราก็รู้ได้ "เฉพาะตน"
ซึ่งในขณะที่เราปฏิบัติ ยืน เดิน นั่ง หนออยู่นั้น เราก็ได้พบเจอกับสภาวะปรากฏการณ์เฉพาะตัว ซึ่งมันก็เป็นจริงอย่างในบทสวดแปลทำวัตรเช้า และมันก็ใช่อย่างที่พระอาจารย์ท่านแสดงธรรมบอกตอนสอบอารมณ์เช่นกัน เรานี่ (โคตร) ภูมิใจในตัวเองเลย ที่ได้มาปฏิบัติและเข้าใจเรียนรู้ด้วยตัวของเราเอง ซึ่งต่อให้ใครมาเล่าให้ฟัง เราก็คิดว่ามันต้องโอเวอร์แน่ ๆ 

เราไม่ได้พบเจอเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ใจอะไรหรอกนะ เราแค่ได้พบกับสัจธรรมบางอย่างของกายสังขาร ความไม่เที่ยง ทุกขเวทนา แค่นั้นเองแหละ ทุกอย่างล้วนทำให้เราฉุกคิดและมีสติ มีิจิตตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันก็เท่านั้นเอง

นี่เราก็พึ่งปฏิบัติได้แค่สามวัน เพราะเราตั้งใจมาปฏิบัติที่นี่ถึงเจ็ดวันกันเลยทีเดียวนะ แต่เอาเป็นว่าวันลาศีล เราจะมาเล่าให้ฟังต่อนะ..

ตอนนี้ขอกราบลาแล้วกล่าวคำว่า...

"สวัสดีค่ะ ^^ สาธุ ๆ"

SHARE
Written in this book
Bantuek By กูนี่แหละเขียน
คนเรามีทั้งช่วงดีและไม่ดี บางคนทุกข์ บางคนท้อ แต่อย่ารอให้มันนานจนกัดกร่อยใจ ถ้าใจยังบอกว่า 'สู้ไหว' ก็ขอให้คุณจงลุกขึ้นสู้เดินต่อไป แค่เดินต่อไป แต่นั้นจริง ๆ
Writer
Bantuek28
Bantuek28
สวัสดี สบายดีไหม? วันนี้ได้ทำอะไร พักผ่อนบ้างได้ไหม แค่หลับตา

Comments