บันทึกอะไรไม่รู้แต่ขอบันทึกไว้ก่อน : 21th day of 2020's september.
คำเตือน : บทความนี้พิมพ์ตอนสติสัมปะชัญญะยังครบถ้วน แต่ก็ถูกรบกวนด้วยแอลกอฮอล์ในเลือดจากเหล้าเกาหลีสีใสและควันบุหรี่นิดหน่อย เลยขอพื้นที่ในการทดลอง free writing ด้วยความรู้สึกแบบนี้สักครั้งดูนะ
ถ้าหากความรักคือการลงทุน ถ้างั้นฉันก็คงหมดสิ้นทุกสิ่งไปแล้ว
ทั้งหมดตัว หมดใจ และหมดจิตวิญญาณ 

ขอออกตัวก่อนเลยว่า เป็นเพราะช่วงนี้ว่างงานมาก เลยรู้สึกหวาดหวั่นใจมากขึ้น ที่เข้าอาทิตย์ที่สองที่เคลียร์งานเสร็จทุก tasks แล้ว แต่ออเดอร์งานใหม่ไม่เข้ามาเลย แม้แต่งานที่จะให้แก้ก็น้อยมาก ความว่างเปล่าที่ว่านี่แหละ เลยทำให้เรากลายเป็นคนคิดมาก(--ความจริงก็คิดมากอยู่แล้ว แต่มากว่าเดิมจนเก็บไว้ไม่ได้) บวกกับความ sensual to political issues มากในช่วงนี้ ยิ่งทำให้เริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสับสนที่สุดอีกครั้งในชีวิต ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้จึงเป็นช่วงที่ทำให้เราตระหนักอะไรได้อย่างสงบสติมากขึ้น แต่ทุก ๆ การตระหนักก็คือความเจ็บปวดที่ต้องย่ำก้าวต่อไปในทางข้างหน้าเรื่อย ๆ 

บ้าเอ๊ย ๕๕๕๕๕๕๕ ใช่ค่ะ ความติ่งของฉันในช่วงปีที่ผ่านมา ฉันนิยามว่ามันเป็นดั่งความวุ่นวายอีกครั้งหนึ่งที่เข้ามากวนให้ชีวิตฉันหัวหมุนและตั้งคำถามกับตัวเองได้เยอะที่สุดในช่วงหนึ่งของชีวิตได้เลย ความรู้สึกนี้เหมือนฉันกำลังกระโดดบันจี้จั๊มพ์โดยที่ไม่รู้เลยว่าความปลอดภัยมีมากแค่ไหน 

ฉันไม่ได้มีความรู้สึกถลำลึกกับความชอบของฉันมานานพอสมควร หลังจากที่ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพได้ปีกว่าแล้ว การชื่นชอบดาราไอดอลครั้งนี้ เป็นมากกว่าที่เคยเป็น เพราะมันคือการปล่อยให้เขาเข้ามามีอิทธิพลต่อรอยยิ้มและความสุข 'มากกว่าที่เคยเป็นมา' 

ทั้งที่ก่อนจะถลำลึกขนาดนี้ ก็เตือนตัวเองแล้วว่ามันจะมีปัญหาสักวันหนึ่งแน่นอน 
ไม่มีความรักความหลงใหลใดที่จะสวยงามไปได้ตลอดหรอก

ถึงฉันจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ฉันตั้งมั่นมาตลอด ว่าจะไม่เพิกเฉยกับความอยุติธรรมใดใดก็ตามที่เกิดขึ้น

แต่ครั้งนี้ยากมากจริง ๆ เหมือนกำลังมีความรักต้องห้ามอย่างไรอย่างนั้น

ฉันตระหนักมันอย่างเงียบงันมากขึ้น และฉันก็มองตัวฉันเองในวงนั้นแบบคนนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในความเป็นจริงแล้ว ฉันก็เป็นคนวงนอกมาตลอดนั่นแหละ

ยิ่งเมื่อวานและวันนี้ที่ความรุนแรงของถ้อยคำจากในหน้าข่าวสารนั้น ย่ิงทำให้ฉันรู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งเตะให้ฉันยิ่งรู้สึกห่างออกไปจากวงสังคมนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ 

ความรู้สึกผิดแปลก alienation นี้มันเกิดขึ้นแล้ว และกำลังก่อตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ฉันไม่อยากจะรู้สึกถึงมันอีกต่อไป

เจตนาจะลดทอนความสูญเสียในการต่อสู้ในสนามนั้น ฉันไม่เคยมีเลยสักครั้ง

แต่อะไรหลาย ๆ อย่าง หลายเสียงที่อยู่ในนั้น ไม่ทำให้ฉันสามารถยืนตระหง่านอย่างมั่นคงได้เลยจริง ๆ ฉันไม่สามารถรู้สึกถึงความมั่นคงจากตัวฉันเองได้เลย สักนิดนึงฉันก็ไม่เหลือแล้วเพราะมันโดนบั่นออกไปหมด จากทุกข้อความที่ผ่านเข้ามาแล้วมันไม่ผ่านไปจากหัวฉันเลย

ไม่รู้ได้หรอกว่าวันไหนฉันจะเดินออกมา ฉันไม่เคยให้คำสัญญาและคำยืนยันได้เลยกับความรักครั้งไหนก็ตาม

but this is me, trying.
at least I'm trying.



วันนี้ได้ดูหนังเรื่อง The Dreamers ของ Bernato Bernalucci
เป็นการดูหนังโดยผู้กำกับยุโรปในรอบหลายเดือนเลย หลังจากที่ไม่ได้มีชีวิตแบบเดิมก่อนหน้าที่จะก้าวเข้าสู่การมีชีวิตติ่ง คลั่งรักอย่างบ้าคลั่ง แต่วันนี้ก็ทดลองกลับมาเป็นตัวเองในโลกที่ไม่มีเขาดูบ้าง เพื่อสร้างสมดุลให้ชีวิต

บอกเลยว่าเกินความคาดหมายเลยสำหรับหนังเรืี่องนี้ และเข้าใจเลยว่าทำไมถึงถูกเลือกให้มาฉายที่ไทย

(เดี๋ยวจะเขียนแบบแยกองค์ประกอบอย่างที่เคยทำอีกที แต่ไว้อีกบทความนะ)


จบเท่านี้ละกัน ฉันสร่างแล้ว และไฟในห้องตกสองครั้งแล้ว.
I have this dream you're doing cool shit, but it's just a dream. 
SHARE
Written in this book
Natthich path.
สิ่งละพัน อันละน้อย งูงู ปลาปลา บลา บลา บลา เล่าเรื่องนานมา ของ ณัฐฑิชา
Writer
Natthich
Student, all time.
เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเคยบ้ากิจกรรม และทำงานประจำแล้ว แต่พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่องใหม่ ๆ เป็นงานอดิเรกแทน (เย่ะ)

Comments