SINCE
ตั้งแต่...ทำงานที่ใหม่มาและเริ่มปรับตัวได้แล้วกับเวลาและอะไรอีกหลายๆอย่าง แม้จะเป็นเวลาที่น้อยก็ตามที แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว เช่น การมีเวลามากขึ้นนั้นต้องยอมแลกกับงานที่หนัก ไม่ใช่งานหนักแล้วได้แค่เงินแต่หาได้มีเวลาให้แม้แต่ตัวเองไม่ ทำให้เราเห็นคุณค่ากับอะไรหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ คุณค่าของสิทธิของตนเองที่ควรจะได้ คุณค่าของเวลาที่มากขึ้นเพราะเงินไม่สามารถซื้อเวลาได้ แต่ถ้าหาก ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน คุณจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าต่อบริษัทหรือต่อสังคมนั้นๆ. 

แม้รายละเอียดจะต่างกัน แต่คงมีความคล้ายคลึงกันในทุกๆงานที่ผมทำ คือ การช่วยเหลือคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม เอาจริงๆก็มีความเหมือนกับงานขายตรงทั้วๆไปที่รู้จักกันดีอยู่เพียงแต่ ดูมีความจริงใจมากกว่าที่เคยประสบพบมาจากในอดีตน่ะนะ เพียงแต่ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์แล้วล่ะหลังจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ดี หรือ ไม่ดี รอด หรือ ไม่รอด ก็จริงอยู่ที่ขึ้นอยู่กับตัวเราส่วนหนึ่ง เพียงแต่บางทีแล้วนั้นสังคมในประเทศไทยส่วนใหญ่มากๆแค่ยังไม่เข้าใจถึงวิธีการทำงานของระบบนี้ รวมไปถึงการถูกหลอกลวงได้เกิดขึ้นเยอะมากๆตั้งแต่ธุรกิจนี้ได้เข้ามาสู่ประเทศเรา จึงทำให้มุมมองและทัศนคติต่อธุรกิจนี้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังมีข้อดีเช่น บทเรียนทางด้านจิตวิทยา การบริหาร ข้อคิด มุมมอง ทัศนคติ และอะไรอีกหลายๆอย่างที่ได้เรียนรู้จากที่นี้ และต่อจากนี้ไปก็คงขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วจริงๆ เพียงแต่ก็ยังรู้สึกแย่ที่สังคมยังคงตัดสินคนจากแค่ภายนอกในตอนแรกอยู่ดี ก็เข้าใจดีว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของสังคมมนุษย์ไปแล้ว แต่ก็หวังว่าในอนาคตมันจะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ เพราะว่าการตัดสินคนจากภายนอกนั้นใช่เรื่องดี เพราะว่าโจรใส่สูทก็มีออกเยอะแยะไม่ว่าจะเป็นในธุรกิจใดๆก็ตามที เข้ามาในธุรกิจนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในตอนนี้ที่เศษฐกิจของประเทศกำลังไปในทิศทางที่กำลังแย่ลงๆ ไปเรื่อยๆ ได้แต่หวังว่าทุกๆอย่างที่เราตัดสินใจทำลงไปจะนำไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น.
 
อีกสิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากงานนี้คือคน จริงๆก็เข้าใจดีว่า เงิน เป็นตัวแปลสำคัญในยุคนี้และอนาคตข้างหน้าหากแต่ ที่คนประเทศโลกที่สามพยายามหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อสนองความต้องการของตนเองเพราะจริงๆแล้วคนเราต้องการแค่สิ่งของนอกกายภายนอกแค่นั้นเองหรือ? ใช่เราต้องการแน่นอนใครๆก็ต้องการความมั่นคงในชีวิต ความสะดวกสบายรวมไปถึงการได้ใช้ชีวิตดั่งใจหวัง แต่เท่าที่สังเกตคือ ข้อแตกต่าง ระหว่างประเทศโลกที่หนึ่งกับประเทศโลกที่สามอย่างเราๆ ซึ่งนั่นก็คือ "ตัวตนที่แท้จริง" และ "ความต้องการที่แท้จริง" คืออะไร? คงไม่ใช่แค่ รถ หรือ บ้าน หรือ คอนโดสวยๆเพียงแค่นั้นอย่างแน่นอน เพราะว่าผมได้ตระหนักมากขึ้นถึงเป้าหมายของชีวิต ที่ เงิน อาจจะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้ แต่ที่สำคัญไปมากกว่านั้นคือ ได้ตระหนักถึงสิ่งที่รู้สึกอยู่ข้างในลึกๆ คือความโชคดีที่เรารู้ว่าตัวเราต้องการอะไร อะไรคือตัวตนของเราทีแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นทั้ง ความฝัน เป้าหมาย และ ตัวตนของเราเอง ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และแอบสงสารคนเหล่านั้นที่ทำได้แต่หาเงินเยอะขึ้น เยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่หาได้สนใจไม่ว่าที่แท้จริงๆแล้วตัวเราต้องการอะไร อะไรคือสิ่งที่เราต้องการทำจริงๆให้กับตัวของเราเอง จิตใจของเราเอง แต่กลับหลงระเริงไปกับสิ่งภายนอกหรือไหลตามกระแสของสังคมที่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้เติมช่องโหว่ภายใจจิตใจเลย มีแต่เป้าหมายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เงินที่เยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้มาเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย ทั้งๆที่ชีวิตมนุษย์เราต้องการมากกว่าแค่ความมั่นคงในชีวิต แต่คือการใช้ชีวิต และ เงิน สามารถเติมเต็มส่วนนั้นได้ แต่ไม่สามารถเติมเต็มคำถาม และ ช่องโหว่ ในจิตใจของคนเราได้ หากไม่ได้ตั้งใจที่จะหาจริงๆ ตัวผมเองใช้เวลานานมากๆกับสิ่งที่ศึกษาเรียนรู้ เปลี่ยนงาน และหาประสบการณ์เพื่อที่จะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วนั้นตัวเราต้องการอะไร โชคดีของผมที่รู้แล้วว่าชีวิตของผมนั้นต้องการอะไรนอกจากความมั่นคง มั่งคั่ง นั่นก็คือการศึกษาทางด้านจิตวิญญาณและธรรมชาติ ที่วิทยาศาสตร์ของยุคนี้ยังหาคำตอบให้ไม่ได้หมด ให้ได้แค่เป็นทฤษฎีเท่านั้น แต่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม การได้รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ชีวิตจะหันไปทางไหน มันไม่สามารถใช้เงินซื้อมาได้นอกจากประสบการณ์ที่คุณจะต้องไปล้มลุกคลุกคลาน เซาะหา และผ่านความเจ็บปวดเพื่อที่จะได้เรียนรู้มันเอง.

ผมอาจจะพูดถึงประเทศโลกที่สามหรือโลกที่หนึ่งค่อนข้างบ่อยเนื่องจากว่า อย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตคือ พวกฝรั่งเขาสังเกตคนจากการกระทำ การมอง ท่าทีต่างๆ โดยใช้ความเป็นมนุษย์และสัญชาติญาณ ซึ่งมันได้ผลจริงๆ เพราะว่าพวกเขาแสดงออกค่อนข้างชัดเจนมากๆ มากกว่าทางเอเชียที่จะค่อนข้างปกปิด ไม่ว่าจะเป็นเพราะ กรอบบางอย่าง สังคม สิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมเรามาจวบจนทุกวันนี้ แต่สิ่งพวกนั้นไม่ได้บ่งบอกความเป็นตัวเราหรือสิ่งที่เป็นตัวของเราได้เลย มนุษย์เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้เสมอๆ ไม่ว่าจะด้วยสิ่งแวดล้อมหรือสถานะการณ์พาไป แต่สิ่งที่สำคัญคือจิตใจของเรา ทางเลือกของเรา เราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากเป็นคนแบบไหนมนุษย์แบบไหน ทางเลือกมีอยู่เสมอๆอยู่ที่เราจะมองเห็นและไขว่คว้ามาได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเราเองทั้งสิ้น.

ช่ายมันก็ดีนะที่งานบางงานสามารถทำรายได้จากความขยันของเราเองหรือที่เขาชอบเรียกกันว่า "เพดานรายได้" ซึ่งคงไม่ต้องบอกเพิ่มเลยว่าเป็นธุรกิจอะไรแต่ไม่ใช่ขายตรงนะครับแต่ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะว่าใช้หลักจิตวิทยาและการอุปทานหมู่เยอะมากๆ แค่นั้นผมว่าทุกท่านหรือส่วนใหญ่น่าจะทราบแล้วว่าเป็นงานอะไร แต่เอาจริงๆแล้วคนเราทุกคนต้องการความมั่นคงเช่น ฐานเงินเดือนอย่างแน่นอน เพราะว่ามันการันตีได้ว่าอย่างน้อยๆไม่ว่า เศรษฐกิจ จะดีหรือไม่ดี อย่างน้อยๆเราก็มีฐานเงินเดือนอยู่ เพราะว่าการขายของนั้นไม่ว่าจะขายอะไร ยกเว้นขายอาหารนะครับ ก็ต้องพึ่งการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆเป็นตัวบ่งชี้ด้วยว่าจะขายของได้หรือไม่ และแม้ว่าคุณจะให้โอกาสคนที่ว่างงานหรือพึ่งตกงานมาก็ตามที หากแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้หรือรายจ่ายกันแน่? เพราะคำว่า "เพดานรายได้" นี้ล่ะ และเพราะไม่มีฐานเงินเดือนนี้ล่ะที่ทำให้ทุกๆอย่างมันแย่ลงโดยเฉพาะในสภาวะที่โลกมนุษย์เราเจอ Covid-19 แบบนี้ ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าขอบคุณสถานะการณ์ Covid-19 จริงๆที่ทำให้ตาสว่าง ว่าการตัดสินใจครั้งแรกที่อยากจะกลับไปทำงานต่างประเทศนั้นเหมาะสมและดีแล้ว คนเรามันต้องพลาดเพื่อพุ่ง ต้องล้มเพื่อลุก.

ท้ายที่สุดแล้วคนเราทุกคนก็จะต้องกลับมาสู่โลกแห่งความจริงไม่ใช่ความฝันลมๆแล้งๆ รวมถึงหาความมั่นคงและหลักประกันให้กับชีวิตและครอบครัวของตนเอง เพราะว่าก็คงจะมีแค่ตนเองและครอบครัวเท่านั้นล่ะที่จะรู้จักเรารวมไปถึงความสามารถของเรา บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องการผลักดัน หรือการล้มเลิกไปก่อนเพราะทำไม่ได้หรอกนะ หากแต่ถ้าต้องเลือกระหว่างงานที่พิสูจน์ตนเองกับความฝันลมๆแล้งๆที่ใช้การอุปทานหมู่ในที่ทำงานกับคนที่พึ่งรู้จักกันเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ กับ งานที่ครอบครัวและคนรักของผมคอยเป็นแรงขับเคลื่อน แน่นอนผมว่าทุกคนต้องเลือกอย่างที่สองคือแรงขับเคลื่อนจากครอบครัว แต่ก็จะมีคนบางคนบอกว่าทำไมไม่เลือกทางที่สามคือทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆกันเลยล่ะ ใช่แล้วทำไมล่ะ? นั่นก็เพราะว่า บางครั้งในชีวิตคนเราต้องเผชิญกับสถานะการณ์ที่ต้องเลือกทางใดทางหนึ่งยังไงล่ะ ยิ่งถ้ารวมกับสถานะการณ์บ้านเมืองและสถานะการณ์โลกร่วมด้วยแล้วล่ะก็ หนทางไม่ได้สดสวยงามเหมือนตอนที่ทุกๆอย่างสงบยังไงล่ะ.

ชีวตคือการเรียนรู้ ซึมซับ สะสม ปรับเปลี่ยน รวมไปถึงเจ็บปวดเพื่อเติบโตไปเรื่อยๆ ยังไงสะ ผมคงต้องขอบคุณงานนี้ที่มอบโอกาสให้กับชีวิตเพื่อเรียนรู้ เติบโต และตักเตือนว่าจริงๆแล้วชีวิตเราต้องการอะไร เป้าหมายคืออะไร และกลับมามองตัวเราเองและมุ่งไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และทำให้รู้ว่างานไหนที่ถึงเวลาแล้ว ที่จะกลับมาทำในสิ่งที่เราถนัดและหาเงินกับมัน ใช้สิ่งที่เรารักในการหาเงินเพื่อดำเนินชีวิต มันถึงเวลาแล้ว.

เมื่อเรามีเป้าหมายและ สิ่งที่ถนัดรวมถึงรักมันแล้ว จงใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะมันคืออาวุธที่ดีที่สุดเป็นแรงขับเคลื่อนที่ร้ายกาจที่สุดที่จะทำ และนำเราไปสู่เป้าหมายของเราในอนาคตอย่างไรล่ะ อย่าปล่อยให้มันสูญสิ้นเสียไปโดยเปล่าประโยชน์.


Power didn't brings happiness, it brought pain.Let go of the past is the way to happiness.All the living thing alway changes.We design our fate, we have to run forward not backward but we have to steps back to run forward.
SHARE
Writer
DragonOpireV
Writer
I'm funny, crazy, friendly. I'm the force of Nature & Paganism. I am a Witch.🏳️‍🌈🌒🌕🌘🌎🕯🔮🐉🌌♾

Comments