โลกที่ต้องเอสเคปเข้าไป/วัยเด็ก/เพื่อนร่วมชะตาความรู้สึก

       บ่อยครั้งที่เวลาพบเจอกับเรื่องเหน็ดเหนื่อยจากการใช้ชีวิต พวกเรามักจะหาวิธีที่จะมูฟออนจากห้วงแห่งความทุกข์ความไม่สนุกตรงนั้นให้ได้ คุณเคยเป็นกันใช่ไหมครับ

       ตอนเด็กๆเราอาจจะไม่ค่อยเข้าใจการมีอยู่ของ บทกวี เสียงเพลง ละคร หรือสื่อในโทรทัศน์สักเท่าไหร่นัก พวกเราบ้างเติบโตมากับการ์ตูนและการขีดเขียนต่างๆในโลกของศิลปะเหล่านั้นแทน คนเราในวัยผู้ใหญ่ เช่น คนที่เป็นหมอ สัตวแพทย์ นักกฏหมาย คนขายส้มตำ นักการเมือง หากคุณเดินตรงเข้าไปถามพวกเขาว่า ตอนเด็กๆคุณมีงานอดิเรกอะไรเหรอครับ แน่นอนว่าทุกคนอาจจะตอบไม่ได้ หรือไม่ก็ขอเวลาคิดสักครู่นึง เช่นเดียวกับผมและคุณ "พวกเราไม่รู้ว่างานอดิเรกคืออะไร รู้แค่ กินๆ นอนๆ ต่อเลโก ดูการ์ตูน วาดรูป" แค่นั้น พวกเราแค่มาแยกแยะอะไรออกก็ตอนโตแล้วเท่านั้น ไม่มีเด็กคนไหนที่เกิดมาพร้อมกับการคาบหนังสือเรียนมาด้วย เราเพิ่งมารู้ว่าชีวิต ความเป็นอยู่ที่แท้จริงของเรา สังคม กฎหมาย การเล่นหุ้น 9ล9 เราเพิ่งมารู้ว่าความหมายของคำนิยามต่างๆว่าแปลว่าอะไร มีความหมายอย่างไรก็ต่อเมื่อโตแล้วเท่านั้น 

      จะว่าไปแล้วด้วยความที่โตมาแล้วเป็นมนุษย์ พวกเราคือสิ่งมีชีวิตที่คิดได้และเจ็บเป็น โตขึ้นมาก็มีหน้าที่การงานให้รับผิดชอบ นอกจากหน้าที่การงานแล้วก็ยังมีเรื่องหัวใจให้ไขปัญหาอีก มีความรักไร้สารปนเปื้อน บ้างแบ่งปันไปรักเพื่อนร่วมโลก บ้างให้เพศตรงข้ามอีก เวลาคนเรารักใครสักคนสักครั้ง ไม่สิ อย่าพูดว่ารักเลย เอาแค่ถึงขั้นชอบก็พอ หัวใจสั่นเวลาเจอหน้า (เขียนมาถึงตรงนี้ก็ชวนหัวร่อออกมาได้จริงๆ ฮ่า) เผลอไปสิบนาที ดันนึกถึงหน้าคนที่เรารักสะงั้น บางครั้งเราก็มีสิทธิที่จะไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันที่อยู่ๆ ทำไมอะไรๆมันไม่เป็นใจ ทำไมคนที่เรานึกถึงเขาถึงไม่นึกถึงเรา ความรักของเรามันโบยบินไปอยูาที่ไหนกัน
 
      ความรักอาจจะเกิดจากตะกอนความถูกจริตเล็กๆน้อยๆ จนผสมรวมกันเป็นก้อนความชอบ จนในที่สุดอาจก่อให้เกิดความรักในที่สุด ความรักไม่ได้เปรียบเสมือนบ้านเพราะหากเราสร้างบ้านแล้ว เราจะไม่มีวันเลิกสร้างกลางคันเพราะนอกจากจะไม่มีที่อยู่อาศัยแล้ว คุณคงไม่เสียเวลาเปล่าไปกับเงินที่ลงทุนสร้าง ที่ถ้าสร้างแล้วทุบทิ้ง ไม่มีทาง เราจะทำแบบนั้นไปทำไม ถ้างั้นความรักเปรียบเสมือนอะไรกัน? สงสัยคงเปรียบเสมือน "โปรเจ็คการสร้างแปรนบ้านของเด็กเรียนสถาปัตย์" ละมั้ง เป็นงานที่เป็นแหล่งรวมตัวของเด็กน้อยที่ชอบคราฟงาน ไอเดียที่จะสร้างบ้านสักหลังในหัวที่มีอยู่เต็มไปหมด รู้ว่าต้องดีไซน์ ต้องวาดออกมายังไงถึงจะออกมาสวย ได้องค์ประกอบที่ดี เลิศเลอเพอร์เฟค ครั้นแล้วเมื่อทำเสร็จ แต่พอไปเสนออาจารย์เท่านั้นแหละ ยังไม่ทันได้ขึ้นร้างโมเดลกันเลย นักศึกษาสถาปัตย์หลายคนคงท้อถอยเสียแล้ว บางคนถึงขั้นต้องซิ่วออกไปเรียนอย่างอื่น เพราะด้วยความที่เป็นเด็กและงานคราฟศิลป์เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน เมื่องานเสร็จแล้วอาจจะเข้าตาเพื่อนร่วมโปรเจคด้วยกันเอง แต่สำหรับอาจารย์แล้วโปรเจ็คชิ้นนี้ยังถือว่าไม่ผ่าน ยังไม่ครบองค์ประกอบ จึงยอมพ่ายแพ้ไป
     
      ว่าก็ว่าเถอะ การรักใครสักคนก็เช่นกัน ผมเขียนบทความนี้ขึ้นตอนอายุยี่สิบสอง ย่างเข้ายี่สิบสาม ณ ตอนนี้ถ้าผมจะรักใครสักคน มันคงเป็นได้แค่โมเดลของนักศึกษาที่รอวันที่องค์ประกอบต่างๆพร้อมให้สร้าง และรออาจารย์ยอมรับ แค่นั้น แต่มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆไป ชีวิตแค่เริ่มต้น ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ อาจจะดีก็ได้ หวังว่างานคราฟของผมจะถูกใจอาจารย์นะครับ  


     วันนี้ไม่ว่าชีวิต ความรัก ความฝันของคุณจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าคุณจะโตมาแบบไหน ณ ตอนนี้ไม่ว่าคุณทำงานอะไรอยู่ ไม่ว่าคุณจะชอบงานอดิเรกแบบไหน มีความรักหรือไม่ หากคุณกำลังมูฟออนจากอะไรบางอย่างอยู่อย่างเช่นความรักละก็ ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ คุณจะไม่โดดเดี่ยวในวังวนตรงนั้นอีกต่อไป

คุณไม่ได้อยู่ในความรู้สึกแย่ๆแบบนั้นคนเดียวหรอกครับ   
ในโลกใบนี้นั้น..

ยังมีนักศึกษาสถาปัตย์บางคนที่รอวันพรีเซ็นต์โปรเจ็กจบ
ยังมีนักเรียนบางคนหงอยที่ต้องตื่นไปโรงเรียนแต่เช้าพรุ่งนี้
ยังมีคุณครูบางคนที่ปวดหัวกับการตรวจการบ้านของนักเรียน
ยังมีคนหาเช้ากินค่ำที่ถูกเจ้านายก่นด่าอยู่ใน ขณะนี้ 
ยังมีคนสู้ชีวิตบางคนที่ไม่ได้นอน ทนหาว ทนง่วง เพราะหน้าที่การงาน
ยังมีเจ้านายใจดีบางคนที่นอนกลุ้มใจเพราะไม่รู้จะรับมือกับลูกน้องเจ้าเลห์อย่างไร
ยังมีคนอกหักบางคนระทมเพราะถูกคนรักทิ้ง
ยังมีคนโชคไม่ดีบางคนที่ร้องให้เพราะคนรักตายจาก
ยังมีคนบางคนที่ผิดหวังจากการตัดสินใจผิดพลาดในความรัก

ผมเองก็เป็นนักศึกษาที่คราฟงานโปรเจคแล้ว ยังไม่ทันได้ขึ้นโครงร่างจำลองโมเดล อาจารย์ก็ดูเหมือนจะปฏิเสธไปแล้ว

    ในโลกใบนี้ แค่ยังมีคนบางคนที่เหมือนพวกเรา No man is an island เรามีเพื่อนทุกข์แล้ว แค่มองห่างออกไปไม่ไกลก็แค่นั้น ความโศกเศร้าและความหมองหม่นในโลกเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตอยู่แบบปรกติ
 
     ขอแค่เวลาทุกข์คุณแค่ต้องหาโลกอีกใบที่สามารถพาตัวเองและความรู้สึกเศร้าโศกนั้นเอสเคปจากโลกใบนี้ไป พาตัวเองไปอยู่ในนั้นสักพัก มองโลกในแง่ดี ทำให้ใจมีสมาธิพร้อมที่จะมีความสุข และเมื่อนั้นคุณก็พร้อมที่จะกลับมาเผชิญโลกน่าอยู่อันนี้ได้ แค่ต้องเอสเคปเป็นครั้งคราว เวลาทุกข์ให้คิดว่าเราเป็นเด็กอีกครั้ง ไม่ต้องไปรับรู้ว่างานหลักหรืองานอดิเรกคืออะไร มันแตกต่างกันแบบไหน รู้แค่ว่าเราพร้อมที่จะมูฟออนเพื่อที่จะกลับมา "ทุกข์อีกครั้ง"

     แต่ทุกๆครั้งที่พวกเรามูฟออนเราต้องรู้ไว้น่ะว่าเรามีเพื่อนร่วมชะตา "ความรู้สึก"
ผมเองก็เป็นเพื่อนคุณ และหวังว่าคุณก็คงชอบดูการ์ตูนเป็นงานอดิเรกเมื่อครั้งยังเยาว์ 



SHARE
Writer
kiimja
writer
ท้องฟ้า เมฆฝน ปลอบประโลมคนเหงา บรรเทาชีวิตคนเบื่อหน่าย

Comments