การเดินทางของร้านอาหารหัวมุมถนน
เดือนเมษายน 2563 แฟนลาออกจากงาน

เดือนพฤษภาคม 2563 ลางานกลับบ้านครึ่งเดือนเพื่อมาดูร้านอาหารที่บ้าน วันที่มาตกใจกับหลายสิ่งหลายอย่่าง ร้านเปิดอยู่แต่ไม่เหมือนเปิดเหมือนอาคารร้างเสียมากกว่า เครื่องกาแฟ แก้ว จาน ชาม ถูกเก็บลงกล่อง พ่อเจอโควิดทำให้ต้องปิดร้านไม่ลูกค้า เหลือพนักงานสองคนคือแม่ครัวและผู้ช่วยแม่ครัว รายรับร้านคือ 0 แต่รายจ่ายของร้าน ณ วันที่เราเข้าไปดูแล คือเงินเดือนพนักงาน 30,000 ค่าอินเตอร์เน็ต 2,000 ค่าเช่าที่ 24,000 ค้างจ่ายบริษัทบุญรอด (สิงห์ ) 15,000 ค้างจ่ายค่าไฟ 20,000

เดือนมิถุนายน 2563 เริ่มต้นทำร้านอาหารกับแฟน ซื้อของ ทำเมนูอาหาร ทำเมนูเครื่องดื่ม จัดร้านใหม่ ทำเพจ ทำโปรโมชั่นต่างๆ ทำส่งเดลิเวอรี่ จ้างเด็กมาดูร้านช่วงกลางวัน รายรับเริ่มเพิ่ม จาก 1,000 เป็น 2,000 4000 ตามลำดับ จำได้ว่าตอนนั้นเราคำนวณค่าใช้จ่ายและรายได้ไว้ ประมาณการยอดขายต่อวันขั้นต่ำอยู่ที่ 6,000 ถึงจะ cover กับรายจ่ายของร้าน แต่จุดนี้ยังไม่มีกำไรคืนให้เรา

เดือนกรกฎาคม 2563 
เราลาออกจากงานมาช่วยแฟน เนื่องจากท้องและพ่อขอให้มาช่วยดูแลร้านวัสดุ ลูกน้องคนสนิทจะลาออก 2 คน โดยพ่อรับปากจะให้เงินเดือนเรากับแฟน ตอนนี้ร้านอาหารเริ่มเป็นที่รู้จักจากบริการส่ง เราทำแผ่นพับไปแจกตามหน่วยงานต่างๆ แฟนทำไลน์ official ให้ลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้ทางไลน์ ร้านอาหารทำยอดได้ถึงวันละ หมื่นกว่าบาทเป็นครั้งแรกแต่ลูกค้าไม่พอใจเนื่องจากอาหารได้ช้า และบริการลูกค้าไม่ทัน

เราเริ่มทำบัญชีร้านเพื่อเตรียมส่งสรรพากร และเพื่อวางแผนการใช้เงิน

ปัญหาต่อมาคือพนักงานที่ร้านวัสดุไม่ได้ลาออก พ่อไม่มีเงินเดือนให้เรา ร้านวัสดุติดปัญหาขาดทุนสะสม พ่อมีแนวคิดจะกู้เงินถึง 20 ล้านเพื่อจะเปิดโรงขายเหล็ก แต่เราไม่เห็นด้วยเพราะแผนธุรกิจไม่ชัดเจน แถมไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกัน

เดือนสิงหาคม 2563 
รับพนักงานเพิ่ม แก้ไขบ่อปลาที่ไม่สะอาด ติดถังกรองและทำบาร์ค็อกเทล  ร้านมีเริ่มมีลูกค้าประจำ ที่พีคที่สุดคือทำโปรโมชั่นวันแม่ ผลลัพธ์ดีเกินคาด มียอดขายสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน แต่เหนื่อยมากๆๆๆๆ เนื่องจากพนักงานไม่เพียงพอ 

ร้านวัสดุยังคงมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง พนักงานลาออกแฟนเราไปสอบใบขับขี่รถบรรทุกเพื่อมาช่วยงานที่ร้าน แต่สุดท้ายด้วยความไม่วางแผนงานของพ่อ ทำให้แฟนเราทำงานด้วยไม่ไหว 


เดือนกันยายน 2563
รับพนักงานเพิ่ม มีน้องเด็กเสิร์ฟที่ลาออกเพราะความเจ้าอารมณ์ของพ่อไปแล้ว 2 คน พ่อยังคงเป็นคนเดิมที่พูดจาเสียงดัง แม้ว่าพ่อจะมองว่าสิ่งที่ตัวเองทำหวังดี แต่คนรอบข้างไม่มีใครทนความเสียงดังและไม่คิดถึงใจคนอื่นได้ เราเริ่มทะเลาะกับพ่อบ่อยขึ้น และรับสอนพิเศษออนไลน์เพื่อหาเงินเข้ามาช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

นอกจากเรื่องเสียงดัง ยังมีเรื่องความหน้าใหญ่กับเพื่อนฝูง ชอบลดราคา ทั้งๆที่ราคาอาหารที่พ่อตั้ง กำไรน้อยอยู่แล้ว ชอบเลี้ยงข้าวเพื่อน ยังคงใช้เงินเหมือนว่ามีเงินอยู่เสมอ ทั้งๆที่ตอนนี้ปัญหามันบานปลายไปมากแล้ว
พ่อไม่มีเงินสด ลูกหนี้ตามทวงไม่ได้ เจ้าหนี้ทวง ไหนจะบัตรเครดิตอีก แต่ยังคงทำตัวเหมือนไม่มีหนี้สิน

เดือนตุลาคม 2563
เดือนนี้ที่ร้านขายดีมากมาก ยอดรวมั้งเดือนสามแสนกว่าบาท เนื่องจากเป็นเดือนของข้าราชการเกษียณ ทำให้ลูกค้ามาจัดเลี้ยงบ่อย ถือว่าเป็นเดือนที่ดี และทำให้เห็นปัญหาจุกจิกต่างๆของการเปิดร้านอาหาร ทั้งระบบการจัดการในครัว และระบบการบริการของเด็กๆในร้าน

แฟนเราเลิกทำงานให้พ่อและมาศึกษาเรื่องการเงิน เริ่มออมเงินและเปิดพอร์ตออมหุ้น แฟนเริ่มลดน้ำหนักและใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือ 

ร้านวัสดุยังคงแย่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังพออยู่ได้

เดือนพฤศจิกายน
พ่อลงสมัครรับเลือกตั้ง สจ.เขตอำเภอที่เราอยู่ พาคนมาทานอาหารที่ร้าน พามาเลี้ยง ทะเลาะกับเราเรื่องลดราคาจนแตกหัก เราบอกว่าเราจะเลิกทำ เราพูดด้วยอารมณ์แหละ เราเหนื่อยใจกับความเป็นคนแบบนี้ของพ่อ การใช้จ่ายที่เพิ่มหนี้ขึ้นทุกวัน ทั้งๆที่เราพยายามแก้ปัญหา ทยอยเคลียร์เจ้าหนี้ แต่พ่อก็ยังสร้างปัญหามาทุกวัน 

แฟนเราเตือนสติ บอกว่าอย่าเอาอารมณ์ไปเล่น เสียเวลา พัฒนาร้านหารายได้ แล้วดูแลการเงินของเราทั้งคู่ก่อน เราถึงเย็นลงแล้วกลับมาตั้งใจทำงาน 

ตอนนี้ที่ร้านระบบครัวดีขึ้น เด็กๆทำงานดีขึ้น ร้านเริ่มมีลูกค้าประจำ และขาจรมาทานอาหาร อาหารที่ร้านอร่อยถูกปาก และบรรยากาศสบายๆ จึงยังมีลูกค้าแวะเวียนมาเสมอ 

การลาออกจากงานเมื่อตอนเดือนกรกฎาคมจนถึงวันนี้ก็ครบ 5 เดือน ย้ายมาอยู่เชียงใหม่ได้ 7 เดือน มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย เราเป็นมนุษย์เงินเดือนเจ็มรูปแบบมาตลอด ชีวิตไม่เสี่ยงแม้แต่วิกฤติโควิดเราก็แทบไม่ได้รับผลกระทบ แต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทำให้เราเข้าใจโลกอย่างก้าวกระโดด ชีวิตที่มั่นคงไม่ได้เกิดจากการนั่งรอคอยโชคชะตา แต่เกิดจากการใช้ชีวิตของเราอย่างมีประสิทธิภาพมีวินัย และมีทักษะในการแก้ปัญหา 

เราอ่านหนังสือเยอะขึ้นมาก และพบว่าเราสามารถพัฒนาตัวเองได้อีกแม้แต่ในเรื่องที่เราไม่คิดว่าจะทำได้ เราล้างจานกองเท่าภูเขา เสิร์ฟอาหารทั้งๆที่ท้องอยู่ หั่นผักทุบหัวปลา คุยกับเจ้าหนี้มากมาย ตามทวงหนี้ลูกหนี้ คุยกับทนาย เจรจากับธนาคาร ทำเอกสาร อ่านหนังสือภาษี ทำให้เราค้นพบว่า ปัญหาต่างๆ แก้ได้เสมอ ไม่มีปัญหาไหนไม่มีทางออก แต่มันต้องใช้ความมีสติของเรา ความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาของเรา การเดินทางครั้งนี้ คงเป็นการเดินทางระยะยาว ขอให้มีสติและมีวินัยในทุกๆวันของชีวิต




SHARE
Written in this book
My diary
บันทึกความนึกคิดความรู้สึกที่ไม่สามารถบอกเล่า และเอื้อนเอ่ยผ่านพื้นที่ตรงไหนได้ บางทีคนเราก็ต้องเขียนสิ่งที่ติดอยู่ในหัว เอามันออกมา จัดระเบียบความคิดภายในหัวอันยุ่งเหยิง แล้วใช้ชีวิตแต่ละวันต่อไปให้เป็นปกติที่สุด
Writer
EverydayRose
Housewife
พนักงานออฟฟิศที่กำลังจะผันตัวไปเป็นแม่บ้าน

Comments