Bleeding Heart of stone
สังคมในปัจจุบันฉาบปูนลงบนหัวใจศิลา..
      เขาค้นพบวลีน้ำเน่านี้บนนิยายสั้นประชดสังคม ถอนหายใจพร้อมรอยยิ้มแสยะบนริมฝีปาก ต่างจากคนทั่วไปเขานั่งบนเก้าอี้สูงข้างบาร์ด้วยตัวคนเดียวพร้อมด้วย Gin tonic ใสในแก้วสั้นเตี้ย มันดูใสสะอาดเหมือนน้ำเปล่าเย็นเพื่อดับกระหาย แต่นั่นมันก็เพียงภาพที่ฉาบฉวย เขากลับปราถณาในรสร้อนแรงและกลิ่นส้มหอมในแก้ว ทุกครั้งที่จิบมันเจ็บปวดอย่างชุ่มชื้นแปลกๆ เท่านั้นเขาก็เพียงพอใจต่อมันไปทั้งคืน 

     เขาคิดเพียงแค่ต้องการจะผ่านคืนวันเสาร์กับใจเหี่ยวๆไปด้วยเสียงเพลงและเครื่องดื่มแรงๆสักแก้ว..หรือสองแก้วและมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความบัดซบที่เขาต้องเผชิญกับมันตลอดเวลาทั้งเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาไม่รู้สึกถึงอาการยินดียินร้ายมานานโข นานเสียจนลืมว่ามันเคยรู้สึกอย่างไร 
หัวใจศิลา     นิยายน้ำเน่า หรือ วลีติดปากที่หลายๆคนมักจะใช้จำกัดความบุคลิคของเขา 
"ยิ้มน้อย พูดมาก หัวเราะเสียงดัง และดูโดดเดี่ยวในงานสังคม" เพื่อนๆรอบตัวจะให้คำตอบตามนี้หากกล่าวถึงว่าเขาเป็นคนอย่างไร อันที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องแยแสมากนัก ใครต่อใครก็มีบุคลิคที่มันแตกต่างกันอยู่แน่แท้ "แน่เหมือนเวลาที่มันเลื่อนไหล" เขามักจะเสริมด้วยคำนี้เสมอๆ 

    แต่มนุษย์อย่างเขากลับต้องมาพบกับความไม่แน่นอนที่แน่นอนที่สุด มันน่ารำคาญที่มันแน่นอนยิ่งกว่าความเลื่อนไหลของเวลาตามที่เดโมเครตัสกล่าวไว้ซะอีก เขาพบกับ "เธอ" 

     มันน่ารำคาญซะจริงที่ ริมฝีปากที่อวบอิ่มและสายตาที่ดูเศร้าโศกตลอดแม้เวลาเธอยิ้มนั่นมันเข้ามากระเทาะหัวใจที่แข็งกว่าพระสุเมรุ มันกัดกินเหมือนกรดที่ละลายหินปูน...เชื่องช้าแต่แน่นอน เขารู้สึกเหมือนผีเสื้อกลางคืนนับพันบินว่อนถลาในช่องท้องอย่างเสรี เหมือนพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตของนักโทษประหาร มื้อสุดท้ายนั้นจึงดูเย้ายวน สวยงาม เกินจริงและล้ำค่า เขาสู้กับมันไม่ได้แม้แต่นิด อ่อนแอเหมือนลูกนกเขาชวาบนรังฟอนที่วางหยาบๆบนสายไฟอันยุ่งเหยิงของ 3BB ในวันที่พายุฝนห่าใหญ่ตกลง สั่นเทาเหมือนลูกไก่ในกงเล็บเหยี่ยวรุ้ง มันทำให้เขาไร้แรงต่อต้านเหมือนต้นอ้อกลางสายลมหรือดอกหญ้าบนยอดภูชี้ฟ้า แน่นอนมันไม่น่าพิสมัยในทัศนคติของเขาแม้แต่นิดเดียว มีเพียงบทสนธนาไม่กี่คำบนเวลาไม่กี่นาที เขารู้เพียงเธอเป็นเพื่อนของเพื่อนเขา การทำความรู้จักจึกเป็นสิ่งที่สมควรจะเกิดขึ้น 

"มีบุหรี่มั้ยคะ" เธอเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
"แบบเย็นนะครับ เป็นไรมั้ย" เขาพยายามรักษาท่าทีให้มากที่สุด
"ดีสิคะ ขอบคุณค่ะ" เธอกล่าวก่อนจะหยิบไปหนึ่งมวน
"ปกติสูบบุหรี่บ่อยเหรอครับ" เขาใคร่รู้จนเผลอเอ่ยปากออกไป
"เหมือนที่เราต้องการความรักมาจุนเจือรสชาติชีวิตเลยล่ะค่ะ" เธอกล่าวพร้อมยิ้ม
"เพียงแต่...มันดันไม่ดีต่อสุขภาพเหมือนกันทั้งคู่นี่สิ" เธอหัวเราะเมื่อจบประโยค
"ผมนึกว่าความรักมันจะเป็นมิตรซะอีก" เขาเริ่มถูกคอ
"เหมือนมากกว่าค่ะ...มายาฉาบฉวย" เธอเปลี่ยนน้ำเสียงไม่วายยิ้ม
"มนุษย์เรามีบาปเป็นความรัก ฉันเคยอ่านเจอ" เธอพูดด้วยความกระตือรือร้น
"คงเป็นบทความที่หดหู่น่าดู นักเขียนประเภทอิงอัตถิภาวะวิกฤตเหรอครับ" เขาเผลอลืมตัว
"Existential crisis เหรอคะ ว้าว...น้อยคนจะแปลมันออกมาแบบนี้" เธอดูสนใจ

"นักเขียนเหมือนกันน่ะครับ" เขาผยองนิดหน่อยพองาม
"เขียนงานประเภทไหนเหรอคะ" เธอตาเป็นประกาย
"นั่นล่ะครับ Existential crisis ถ้าจะเรียก" เขาเล่นลิ้น
"แล้วคุณคิดเห็นยังไงกับ บาปเรื่องความรักของมนุษย์ละ" เธอไม่รีรอ
"ผมคงตอบยาก ผมไม่รู้ว่ารักคืออะไร" เขาสบตา
"ไม่เคยมีความรักเหรอคะ" เธอรุกในคำถาม
"ผมไม่ทราบเหมือนกัน ผมจึงตอบอะไรไม่ได้" เขาตอบอย่างสัจจริง
"แปลกจัง แล้วคุณจะเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนแนวนั้นได้ยังไงกัน" เธอยิ้มสงสัย
"ผมแค่คิดว่าชีวิตมนุษย์ไม่ได้มีแค่เรื่องความรักให้สุขหรือทุกข์เพียงอย่างเดียว" เขาไม่ลดละ
"นั่นสิคะ แต่มันแย่จริงๆที่ต้องมีความรักเสมอๆ"
"คุณห้ามมันไม่ได้เหรอ น่าแปลกใจ" เขาดูไม่เดียงสาในประโยคนี้
"มันไม่ใช่น้ำประปาในก๊อกที่หมุนปิดได้ ความรักเลยนะคุณ" เธอยิ้มกลับพลางหัวเราะ
"ผมคงด้านชามากเกินไป" เขายิ้ม
"คุณแค่ไม่รู้ต่างหาก คุณอาจผ่านมันมาแล้วก็ได้"
"ใครจะรู้ละครับ"
"ใช่ค่ะ ใครจะรู้กัน"

     ความเงียบที่น่าอึดอัดเกิดขึ้นในชั่ววูบ เขาและเธอต่างละสายตาจากกันไปพักพิงไว้ที่โคมไฟประดับและแสงไฟถนน เขากลับคิดว่าเผลอปล่อยตัวไปเรื่อยจนได้ มันดูเป็นบทสนธนาที่ดูน่าเบื่อและกระอักกระอ่วนใจพอควรสำหรับเขา ความคิดร้อยแปดพันเรื่องไหลพรั่งพรูเข้ามาในสมองเขา ก่อนที่เขาจะเลือกทลายความเงียบที่เคร่งเครียดลง

"ถ้าบุหรี่มันทำลายสุขภาพอย่างเสพติดแล้ว ความรักมันทำร้ายสุขภาพแบบไหนละ" เขาถาม
"ดีใจที่คุณถาม" เธอยิ้ม ก่อนจะขยี้มันลงบนโต๊ะ
"แต่ถ้ามีอีกมวนฉันก็ยินดีจะเล่าต่อ" เธอยิ้มอย่างมีเลศนัย
"ผมไม่มีปัญหา" เขาหยิบมะเร็งอีกมวนให้
"ถ้าจะพูดแล้ว มันโหดร้ายพอควร มันเป็นเหมือนการจองจำที่เต็มใจ" เธอพูดก่อนจะหยุดเพื่อจุด
"คุณยอมมอบอิสระภาพของตัวคุณเองให้คนอื่นตัดสินใจแทน นั่นมันฟังดูแย่พอมั้ยละ" เธอกล่าว
"ก็...ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้ยินทำนองนั้น" เขาเออออแต่ตั้งใจฟัง
"แต่ในอีกมุมนึงมันกลับให้ความชุ่มชื้นอย่างน่าตกใจ บางคนกล่าวว่าเหมือนได้ชีวิตใหม่เลยค่ะ"
"เหมือนที่พัศดีกล่าวต้อนรับผู้ต้องหา" เขาเสริม
"ฉันประทับใจกับไหวพริบคุณจริงๆ" เธอยิ้ม
"ถ้าเป็นอย่างคุณว่า แล้วทำไมคนเรายังต้องการความรักเหมือนที่คุณต้องการเจ้ามะเร็งนี่ละ"
"แต่ละคนมีเหตุผลของตัวเองนี่คะ" เธอเสริม
"นั่นไม่หนักแน่นพอจะพิสูจว่ามันเป็นข้อโต้แย้งได้นะ ถ้ากล่าวตามมาตรวัดของผม"
"ถ้าเป็นฉันแล้ว การกระทำมันตอบทุกอย่างแล้วนี่" เธอพ่นควันออกอย่างช้าๆ
"หมดหนึ่งมวน..ฉันก็ต้องสูบมันต่ออีก แม้รู้ว่าจะเสี่ยงถุงลมโป่งพองแค่ไหน"
"ขณะเดียวกัน..ต่อให้ฉันต้องผิดหวังกับความรักกี่ครั้งก็ตาม ฉันก็ต้องไขว่คว้าหามันมาทำระยำกันอีกรอบ เหมือนนักโทษที่ลงเอยที่คุกอีกรอบหรือนกนางแอ่นที่ต้องมาตายรัง"
"ถ้าหยุดไป ฉันจะเป็นมนุษย์แบบไหนกัน" เธอถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ
"ผมเริ่มมองมันว่าสมเหตุสมผลดี" เขาหัวเราะ
"นั่นละ ฉันจึงติดบุหรี่เหมือนที่ต้องการความรักในทุกๆวัน" เธอสบตาก่อนจะขอตัวลุกออกไป

     นั่นมันเพียงแค่ชั่วครู่แต่กินเวลาในความคิดของเขานานเป็นปี หลังจากบทสนธนานั้นความน่าจดจำของค่ำคืนนั้นก็จบลง ภาพเลือนลางต่างๆไร้ความหมาย เขาหวงแหนบทสนธนานั่นยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ แต่กลับแสลงหัวใจกับความกระอักกระอ่วนนั่นยิ่งกว่าคนแพ้ท้อง ความไม่ชัดเจนที่ชัดเจนเข้าปกคลุมความคิดเขาทั้งคืน 
หรือเขาต้องตกไปเป็นนักโทษอีกครั้ง?
    แน่นอนเขายืนกรานเสียงแข็งต่อตัวเองอย่างที่สุด ความรักและความสัมพันธ์มันเหมือนกับเชือกป่านและยาเบื่อที่มอมเมาม้าศึกอย่างเขาไว้ในคอกจองจำที่นิรันด์ เขาเอ็นดูความหวานหยาดเยิ้มของเธอ หากว่าความน่าลิ้มลองนั้นเหมือนยาพิษที่เขาจะไม่มีวันลองแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธตัวเองได้ว่าปราถนาสุดขาดใจ

    การไม่เข้าไปเสี่ยงกับเธอนั่นคงเป็นทางที่ดีที่สุด การฉาบปูนอีกชั้นลงไปบนหัวใจของเขามันคงไม่ยากเย็นเกินไป เขาต้องการเพียงแค่ให้ตัวเขาเองและเธอนั้นมีความสุขต่อไป แต่เมื่อความกระอักกระอ่วนใจนี้มันเกิดขึ้นและการหาสาเหตุที่ถูกต้องก็ไม่เคยสำเร็จ ความกลัวจึงปกคลุมการตัดสินใจของเขาไปโดยปริยาย "เขาเคยผ่านมาได้และต้องผ่านมันไปได้อีกครั้งแน่นอน"..นั่นคือสิ่งที่เขามักจะบอกตัวเองหลังเตกีลาช้อตที่เจ็ดในทุกค่ำคืนวันพฤหัส หลังบุหรี่ซองแรกที่หมดเกลี้ยง และหลังเข็มไมล์ความเร็วที่ 120 บนไฮเวย์

การหลอกลวง
การปฏิเสธตัวตน
การหลงผิดในภาวะที่ไม่แน่นอน

เกิดขึ้นอีกครั้งเหมือนที่เขาเลิกคิดถึงบทสนธนาในคืนนั้นไม่ได้เสียที


SHARE
Writer
Nocturnal
Sincered human being
I​ don't​ fear a​ curtain death, death​ is​ curtain.

Comments