ให้สายฝนหลั่งน้ำตาจวบจนน้ำตาเหือดแห้ง


เมื่อฉันยังเป็นได้เพียงแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง คุณครูได้ให้หัวข้อการบ้านในวิชาหนึ่งว่า
‘โตขึ้นอยากเป็นอะไร’ ฉันในตอนนั้นที่แสนไร้เดียงสารีบเขียนคำตอบโดยเร็วว่า
‘หนูอยากเป็นเชฟค่ะ’ 


แต่ว่าเมื่อเติบโตขึ้นมาฉันกลับค้นพบคำตอบที่แท้จริงว่าเมื่อโตขึ้นอยากเป็นอะไร 
คำตอบนั้นคือ

“ฉันอยากเป็นคนที่มีความสุข”





เมื่อก่อนฉันมักคิดถึงและวาดฝันอนาคตที่สวยงาม เมื่อฉันเติบโตขึ้นว่่าฉันจะเป็นคนที่มีความสุขจนเอ่อล้้น
ฉันคนนี้ที่จะมีความสุขจนท่วมท้นจนยากจะกักเก็บไหว
แต่ทว่าช่างน่าหัวเราะที่ความฝันเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงฝันร้าย 


ฉันผู้ซึ่งใครต่อใครต่างก็มองว่า ‘เสแสร้ง’ ‘จอมปลอม’ หรือกระทั่งเป็นเพียง 
‘คนสองหน้า’ ทำได้เพียงแค่ยิ้มรับมันด้วยหัวใจที่กำลังจะแหลกสลายกลายเป็นปุ๋ยผงทีี่สูญหาย
ไปในอากาศ ไร้ชื่อ ไร้ตัวตน และไร้ซึ่งความทรงจำ แต่ว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่กลับยังหลงเหลืออยู่นั้นคือ ความรู้สึกเจ็บปวด ที่ต่อให้ไม่ต้องการหรืออยากได้ แต่ทว่ายิ่งหนีมันกลับยิ่งฉุดรั้งฉันเอาไว้ราวกับว่ามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตของฉันไปเสียแล้ว


ช่างน่าสมเพช..

วันนี้ฉันค้นพบว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เป็นฉันมาโดยตลอด ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปนานสักแค่ไหนก็ตาม

ฉันที่เป็นเพียงแค่กระป๋องที่แสนว่างเปล่า
กระป๋องว่างเปล่า...ที่ไม่ว่่่่าจะโดนเหยียบย่ำให้จมดินไปสักเท่าไหร่ ก็ยัังคงได้ชื่อว่ายังเป็นเพียงแค่กระป๋องที่ว่างเปล่าอยู่วันยังค่ำ 




เมื่อก่อนฉันได้รู้จักคนๆหนึ่ง ซึ่งหากจะถามว่าสิ่งที่เค้าชื่นชอบนั้นมีอะไรบ้าง ฉันเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ แต่กลับกันหากจะถามว่าอะไรบ้างที่เค้าเกลียด ฉันคงจะรีบตอบไปโดยไม่ต้องใช้ความคิดเลยว่า




สายฝน คือสิ่งที่เค้าเกลียดยิ่งกว่าสิ่งใด



แต่ว่ากลับกันกับฉันสิ่งที่เค้ารู้สึกเกลียด มันกลับเป็นสิ่งที่ฉันชอบและหลงไหล เพราะว่าเมื่อไหร่ที่ฉันอยากร้องไห้แต่ไม่สามารถทำได้ เวลาที่ฝนตกลงมาราวกับว่าฝนนั้น คือน้ำตาที่กำลังไหลรินอาบทั้งสองแก้มของฉันอย่างแสนเจ็บปวด
ในขณะเดียวกันสายฝนที่ตกลงมาดั่งกับว่ากำลังโอบกอดปลอบโยนฉันด้วยความรักที่แสนสุดซึ้ง

ไม่ว่าใครจะมองว่าฉันเป็นอะไรหรือตัวอะไร ฉันไม่เคยตอบโต้หรือแก้ต่างให้กับตัวฉันเองเลยสักครั้ง เหตุผลที่ฉันไม่ทำอย่างนั้นเพราะบางที บางทีฉันก็แอบคิดว่าฉันอาจจะเป็นแบบที่พวกเค้าเข้าใจหรือเห็นว่าฉันเป็น 


เสแสร้ง ไม่ใช่ฉัน
จอมปลอม ก็ไม่ใช่ฉัน 
แต่เป็นคนสองหน้านั้นคือฉันอย่างแท้จริง




วันนี้มีคนตราหน้าฉันว่า 

เป็นคนสองหน้า
ในตอนแรกฉันยังคงตกใจและเกิดความรู้สึกว่าฉันไม่ใช่คนแบบนั้น แต่ว่าเมื่อมองย้อนกลับเข้ามาในตัวฉัน ว่าฉันไม่ใช่คนแบบนั้นจริงๆเหรอ
จนกระทั่งฉันได้เเห็นแจ้งและรับรู้ได้แล้วว่า เป็นฉันเอง เป็นฉันคนนี้ที่เป็นคนสองหน้ามาโดยตลอด 

“คนบางคนมีเบื้องหน้ากับเบื้องหลังไม่เหมือนกัน บางทีเราอาจจะพบกับสิ่งที่เราไม่เคยรู้เลยก็ได้”

-เค้าบอกแบบนั้น



เค้าบอกว่าเบื้องหน้าของฉันเป็นฉันอีกคนหนึ่ง ในขณะที่เบื้องหลังนั้นราวกับคนละคน 
ตอนที่ฉันได้ยินแบบนั้นสิ่งแรกที่ฉันรู้สึกคือ เค้ากำลังบอกกับฉันโดยอ้อมว่า ‘ฉันนะเป็นคนสองหน้า’




ใช่ ฉันเป็นคนสองหน้าจริงๆ... 
แต่ว่าคนสองหน้าแบบฉันกลับเป็นคนสองหน้าที่ไม่เคยมีใครได้รับรู้เลยว่าฉันรู้สึกเจ็บปวดขนาดไหน 
ฉันกลัับมาร้องไห้ใต้ผ้าห่มราวกับคนบ้าเสียสติ 
เพราะสิ่งที่ใครๆต่างกล่าวหาว่าฉันเป็นคนแบบนั้น ฉันเป็นคนแบบนี้ ทั้งๆที่พวกเค้าไม่เคยได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของฉันเลยด้วยซ้ำ




ซึ่งจริงๆแล้วฉันเองก็รู้ตัวเองมาตลอดว่า ฉันแปลกแยกจากพวกเค้า ฉันแตกต่างและไม่เหมือนพวกเค้า แต่ว่าฉันเป็นคนผิดเหรอที่ฉันเกิดมาเป็นคนแบบนี้

มีครั้งหนึ่งในวันสุดท้ายของเดือนธันวาคม ฉันกับเพื่อนนัดกันมาเพื่อแลกเปลี่ยนของขวัญและพูดคุยกันในวันสุดท้ายของปีก่อนขึ้นปีใหม่ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานกว่าสองปี แต่ว่ามีคำพูดอยู่หนึึ่งประโยคของเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า


ทำไมเธอไม่เป็นเหมือนกับคนอื่นเค้าบ้าง

เสี้ยววินาทีนั้นเบื้องหน้าของฉันคือยิ้มแย้มและไม่ได้พูดอะไร ฉััันนิ่งเงียบราวกับว่าเป็นเรื่องไม่ได้สำคัญอะไรหรือฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดนั้น 
แต่ทว่าเบื้องหลังของฉัน ฉันกลับกำลังร้องไห้ 
ในเสี้ยววินาทีที่คำพูดประโยคนั้นถูกเอ่ยขึ้นมาให้ฉันได้ยิน ฉันรู้สึกเสียใจ ฉันรู้สึกเจ็บปวดที่เพื่อนคิดกับฉันแบบนี้มาตลอด ทั้งๆที่ฉันคิดมาโดยตลอดว่าฉันเป็นเพื่อนกับเธอ แต่ทำไมเพราะอะไรเธอถึงพูดมันออกมาราวกับว่าฉันไม่ใช่เพื่อนเธอ 




ไม่มีใครรับรู้ว่าแท้จริงแล้วหน้ากากที่ฉันใส่เอาไว้ในเบื้องหน้านั้นเพราะฉันกลัวที่จะต้องเจ็บปวดเพราะคำพูด เพราะสายตาและจากการกระทำของพวกเค้าหรือจากใครหลายๆคน 
ในขณะที่เปลือกนอกภายใต้หน้ากากในเบื้องหลังของฉันกลับกลายเป็นฉันคนนี้ที่อ่อนไหวและเปราะบาง  



ฉันว่าที่่่่มันลงเอยแบบนี้ เพราะเป็นฉันเองที่เป็นคนสร้างเกราะป้องกันตัวเองจนมากเกินไป เพราะฉันแค่รู้สึกกลัวว่าในวันหนึ่งฉันคนนี้อาจจะสูญสลายหายไปราวกับอากาศที่ซึ่งไร้ตัวตนจริงๆ หากว่าวันใดฉันไม่สามารถที่จะมีชีวิตแบบนี้ต่อไปได้อีกแล้ว 



ฉันก็หวังเพียงแค่ว่าหากวันใดฉันสูญสลายหายไปในวันหนึ่ง หวังว่าอย่าได้มีใครจดจำฉันได้ไม่ว่าในฐานะใดก็ตาม ไม่ว่าในความรู้สึกใด



จนกว่าจะถึงวันที่สายฝนหลั่งน้ำตาจนหยาดหยดสุดท้ายและเหือดแห้งไป ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเคยเกิดขึ้น วันนั้นฉันคงจะสามารถลืมเลือนความเจ็บปวดลงได้อย่างสุขใจ

























































SHARE

Comments