บทสนทนาของโลกที่เปลี่ยนไป
เวลา 3:00 ทั้งๆที่เวลาแบบนี้ไม่น่าจะมีใครชื่นชอบการปะทะอารมณ์นัก แต่อาจต้องยกเว้นคนสองคนที่อยู่บนหน้าจอของอีกฝั่ง บทสนทนาในแชท(แช็ต)ของอดีตคนรัก มันเริ่มขึ้นด้วยคำถามกวนประสาทคุณใจดีกับตัวเองแล้วหรอ?การจมอยู่กับความเสียใจเป็นการกระทำที่ถูกตำหนิว่าไม่อาจหาประโยชน์อะไรจากมันได้เลยแม้แต่น้อย ผู้คนมากมายบนโลกใบนี้จึงเลือกที่จะทิ้งความเสียใจเอาไว้แล้วเดินหน้าต่อ ใช่ มันควรเป็นแบบนั้น แต่แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า เมื่อไหร่? ที่ความเสียใจควรถูกโยนทิ้ง 


1 ชั่วโมง?

1 วัน?

1เดือน?

1 ปี?

คุณอาจตอบว่าเวลาที่ใช้ขึ้นอยู่กับความสำคัญของเรื่องที่เสียใจใช่ไหม?

จริงหรอ?

ฝั่งขวาของห้องแชทได้บอกกับอีกคนว่า การก้าวผ่านความเสียใจนั้นมีทั้งแบบที่เพิกเฉยและแบบที่เข้าใจจนสุดท้ายก็ยอมรับมัน สิ่งที่แตกต่างของ 2 สถานการณ์นี้คือ ความมั่นคงทางสภาวะอารมณ์และจิตใจที่เกิดขึ้น

แบบแรกคือ การเพิกเฉยอารมณ์ของตนเองและปล่อยผ่านสถานการณ์นั้นไปด้วยความคิดที่ว่า เพราะ.......มันถึงได้เป็นแบบนี้ ดังนั้นจึงต้องยอมรับ

คุณอาจลืมคิดไปว่ามนุษย์เรามีความละเอียดอ่อนที่มากกว่าหุ่นยนต์อยู่มากโข ดังนั้นการป้อนเหตุผลเพื่อที่จะหยุดยั้งความเสียใจที่เกิดขึ้นมันใช้ได้แค่กับคนบางประเภทเท่านั้น และสิ่งที่สำคัญกว่านั้น
เหตุผลเพียงไม่กี่ข้อที่ได้บอกกับตัวเองเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเราเข้าใจในสิ่งนั้นๆจริงหรอ?



มันก็เหมือนกับการที่คุณดูฉากอุบัติเหตุของตัวเอกในซีรี่ส์เรื่องโปรด แล้วคุณตะโกนร้องออกมาว่า 

"มันเป็นเพราะตัวเอกดื่มแอลกอฮอล์มานั่นแหละ เขาถึงต้องประสบอุบัติเหตุ" 
"รถคันนั้นมันเก่าเสียจนประสบเคราะห์ร้ายได้อย่างง่ายดาย"
"ทุกอย่างเป็นไปตามที่คนเขียนบทร่างเอาไว้นั่นแหละ"

คุณคิดว่า....อะไรที่ขาดหายไปในประโยคเหล่านี้?
 ลองเปลี่ยนสถานการณ์ดูไหม?

ถ้าเป็นตัวคุณที่ประสบอุบัติเหตุนั่น คุณจะยังพูดประโยคข้างบนนั่นอยู่ไหม?  คนรอบตัวของคุณจะพูดสิ่งเหล่านั้นกับคุณไหม? 

แน่นอนว่า ถึงมันจะเป็นความจริงแค่ไหนคุณคงไม่ได้อยากฟังเหตุผลอะไรนั่นหรอก และอาจจะโกรธเคืองคนที่เอ่ยประโยคที่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้

ต่อให้เวลาผ่านไป เหตุผลที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นั้นก็ไม่ได้อยู่ในห้วงความคิดของคุณนัก และมันก็แน่อยู่แล้วที่ครั้งต่อไปคุณจะระวังตัวมากกว่าเดิม



จนถึงตอนนี้คุณเริ่มเห็นหรือยัง ว่าการก้าวผ่านความเสียใจ2 ประเภทมันต่างกันตรงไหน?


ความเห็นใจ


มันไม่ได้ผิดที่คนเราจะเสียใจหรือมีน้ำตากับเหตุการณ์ใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิต คุณมีเหตุผลกับตัวเอง แต่อย่าลืมนึกถึงจิตใจของตัวเองว่าหัวใจของคุณต้องการเวลาสำหรับการก้าวผ่านห้วงอารมณ์ที่ว่าด้วยเช่นกัน

เพราะบนโลกนี้อาจหาคนที่เห็นใจ ยอมรับ และอ่อนโยนกับตัวเราได้ยาก การโอบกอดตัวเองเอาไว้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ





กลับมาสู่บทสนทนาของอดีตคนรัก

อีกฝั่งหนึ่งของห้องแชทได้ถามกับเราว่า  การรับมือกับความเสียใจได้ ไม่ได้หมายความว่าเราเติบโตขึ้นหรอ?

ก็...อย่างที่เคยบอกไปนะครับ เจ้าแฟนเก่า การก้าวผ่านความเสียใจมี2 แบบ ถามว่ามันต่างกันยังไง แบบแรกเมื่อคุณเพิกเฉยห้วงอารมณ์ของคุณ คุณจะผ่านมันไปได้แต่จะมีเหตุผลมากมายในการอธิบายสถานการณ์นั้นๆและเมื่อเหตุการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นอีก และคุณพลาดมันอีกครั้ง คุณก็จะหาเหตุผลมากมายมาบอกกับตัวเอง และเมื่อมันบ่อยครั้ง คุณจะตำหนิตัวเอง ว่าทำไมถึงต้องพลาดเรื่องแบบนี้ซ้ำซาก 
เหมือนหัวหน้าแผนกที่เดินมาต่อว่าการทำงานของคุณ ทั้งๆที่นั่นอาจเป็นแค่ครั้งที่2สำหรับผลงานที่ออกมาไม่น่าพึงพอใจสำหรับเขา มันฟังดูไม่น่าอภิรมณ์เท่าไร จริงไหม?

ในทางกลับกันแบบที่2 คุณจะรู้จักการให้อภัยตัวเอง คุณจะเข้าใจและไม่โกรธเคืองตัวเองมากนัก สิ่งสำคัญคือเมื่อเวลาผ่านไปคุณจะเข้าใจและยอมรับในตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งนั่นก็นำมาสู่การรักตัวเองในขั้นต่อมานั่นเอง

ทีนี้ พอจะเข้าใจหรือยังครับ คุณแฟนเก่า ว่าทำไมเราถึงได้บอกว่าคุณไม่ใจดีกับตัวเอง

แน่นอน คำตอบที่ฉันได้รับกระมาคือการปะทุอันยิ่งใหญ่ของอารมณ์ที่อีกฝั่งบรรจุไว้ในตัวอักษร
เธอคนนั้นได้บอกกับฉันว่า ฉันรู้ได้ยังไงว่าเธอไม่เข้าใจและไม่ยอมรับมัน รู้ได้ยังไงว่าไม่ให้อภัยตัวเอง ฉันไม่เข้าใจเธอเสียเลย นี่เป็นสิ่งที่เธอทำได้ดีที่สุดแล้ว และการคาดหวังให้เธอทำอย่างที่ฉันคิดว่ามันดีก็เหมือนผู้ใหญ่ที่บอกว่ารูปวาดที่เปี่ยมล้นไปด้วยจินตนาการของเด็กเป็นสิ่งที่ผิดนั่นแหละ

และเธอก็โกรธมากกว่าเดิมเมื่อฉันเอาแต่บอกว่า ถ้าเธอโตกว่านี้เธอจะเข้าใจจนไม่ยอมอธิบายอะไรกับเธอเลย นั่นเป็นเพราะฉันคิดว่าเมื่อเราโตขึ้นเราจะให้อภัยตัวเองได้มากขึ้น และใจดีกับตัวเองยิ่งกว่าใครๆบนโลกใบนี้

การบอกว่าครั้งหน้าเอาใหม่ ไม่เป็นไรนะ เธอแน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้โยนความคาดหวังให้ตัวเองในอนาคต โอเค ถ้าไม่ได้เป็นแบบนั้นฉันขอโทษ

ขอโทษได้ไหม ที่ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่รู้มากแล้วไปตำหนิสิ่งที่เธอกระทำ และใช่ ในสายตาเธอฉันคงเป็นพ่อแม่ไม่ได้เรื่อง ที่ไม่ยอมรับฟังหรือมองโลกในมุมมองเดียวกับเด็กคนนั้นเลย

การสื่อสารของพวกเราในครั้งนี้เรียกได้ว่าไม่ประสบผล


ฉันได้บอกกับเธอ ว่าเราคงสนทนากันต่อไม่ได้ (ตราบใดที่ฉันคิดว่าฉันถูกจนไม่ยอมมองโลกในมุมของเธอ และตราบใดที่เธอบอกว่าคนอย่างฉันไม่เข้าใจเธอเสียเลยด้วยความโกรธเคือง)
และแน่นอน ด้วยความขี้เกียจของฉันข้อความในวงเล็บและคำอธิบายมากมายบนบทความนี้ไม่ถูกส่งไปยังเธอเลยแม้แต่น้อย


ก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปตัดสินหรือชี้นำให้เธอเป็นอย่างที่หวังจนเธอรำคาญ


แค่อยากเห็นเธอรักตัวเอง และมีความสุขมากกว่านี้


ขอโทษนะ








SHARE
Writer
the_little_owl
writer
แค่เด็กน้อยคนหนึ่ง

Comments

songphan
1 month ago
ผมก็เคยเป็นเหมือนคู่สนทนาของคุณ และตอนนี้ผมก็เป็นเหมือนคุณ ผมผ่านมาทั้งสองแบบ และการให้อภัยตัวเอง ยังไงก็ต้องใช้เวลา มากหรือน้อยแล้วแต่คน ของผมประมาน 2 เกือบ 3 ปี ซักวัน เขาจะเข้าใจในมุมมองของเราเองครับ 

Reply
the_little_owl
1 month ago
หวังว่าสักวันเขาจะเข้าใจสิ่งที่อยู่ในบทสนทนาเหล่านี้ และเราเองก็หวังว่าสักวันจะเติบโตได้มากกว่านี้เช่นกันค่ะ ขอบคุณ​ที่เข้ามาอ่านนะคะ
songphan
1 month ago
ซักวันครับ สิ่งแวดล้อม ประสบการณ์ ผู้คน และเวลา จะช่วยทำให้เขา และเราโตขึ้นเรื่อยๆครับ