เรื่องสั้น : ร้านซักรีดเจ๊หวาน
ยามเช้าที่แสนจะวุ่นวายของชุมชนหลังมหาวิทยาลัยแห่งนี้เริ่มต้นเหมือนเช่นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นร้านโจ๊ก อาหารตามสั่ง ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงรถเข็นรถพ่วงที่ขายของกินสารพัดเมนูสำหรับทุกคนชนชั้นในช่วงเวลาเร่งรีบ

ไม่ต่างกับร้านซักรีดเจ๊หวานที่ต้องต้อนรับนักศึกษากับพนักงานออฟฟิศและข้าราชการที่เอาตะกร้าผ้ามาส่งให้ซักในตอนเช้าตรู่

"เจ๊หวาน ของผมเอาตอนเย็นนะ" ชายหนุ่มคนหนึ่งวางตะกร้าสี่เหลี่ยมใส่ชุดข้าราชการสีกากีลงบนเคาน์เตอร์ด้านหน้าร้าน

"โอเค น้องต้อม เดี๋ยวเจ๊ให้เด็กซักให้เลย" เจ๊หวาน หรือวรรณภา สาวสวยอารมณ์ดีวัยสามสิบตอนปลายรื้อตะกร้านับจำนวนผ้าแล้วเขียนใบส่งซักยื่นให้ครูหนุ่ม

"ขอบคุณครับ เดี๋ยวตอนเย็นผมมาเอา" เขาบอกแล้วโบกมือลาและรีบออกจากร้านเพื่อไปโรงเรียนประถมที่ทำงานอยู่

"เจ๊ ชุดสูทผมซักแห้งนะ เอาก่อนวันพฤหัส" ชายหนุ่มอีกคนหิ้วชุดสูทสีน้ำเงินเข้มพร้อมกางเกงที่แขวนในถุงสำหรับใส่สูทยื่นส่งให้วรรณภา

"ได้จ้า คุณนิภัทร เดี๋ยวเจ๊ซักให้เอี่ยมเลย ใส่น้ำหอมให้ด้วย" วรรณภาเขียนใบส่งซักยื่นให้เจ้าของสูทด้วยรอยยิ้มหวานสมชื่อ

"อาหวานเอ๊ย ซักเสื้อผ้าให้อาม่าด้วยน่อ อีกสองวันมาเอา" อาม่าให้เด็กที่มาด้วยวางตะกร้าลงบนเคาน์เตอร์แล้วยืนรอใบส่งซัก

"ได้ค่ะอาม่า ไม่ใส่น้ำหอมนะคะ" วรรณภามองเด็กในร้านนับเสื้อผ้าอาม่าแล้วจดลงในใบส่งซักก่อนจะฉีกจากสมุดยื่นส่งให้

วรรณภารับเสื้อผ้าจากลูกค้าแบบนี้ทุกวันจนจำหน้าลูกค้าได้ และจำได้ว่าเสื้อผ้าตัวไหนเป็นของลูกค้าคนไหน แต่ยังไงเสื้อผ้าทุกตัวก็มีรหัสประจำผ้าอยู่แล้ว เพื่อกันการสลับหลงกัน

หลังจากรับเสื้อผ้ามาแล้วก็จัดการคัดแยกเสื้อผ้าสำหรับซักแห้งออกต่างหาก แยกเสื้อผ้าที่ต้องซักน้ำอุ่น และเสื้อผ้านิ่มที่ต้องซักด้วยมือ ส่วนที่เหลือก็แยกผ้าสีผ้าขาวไว้คนละกองและให้เด็กลูกจ้างในร้านทยอยเอาไปซัก ส่วนที่ซักแล้วก็ให้เด็กที่มีหน้าที่รีดจัดการรีดและพับวางในตะกร้าหรือใส่ไม้แขวนรอเจ้าของมารับตอนเย็น

เพราะการบริการลูกค้าที่เป็นกันเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส ราคาไม่แพง และสะอาดเรียบร้อย ผ้าไม่พลัดหลงกันหรือเสียหาย ทำให้ลูกค้าติดใจและมาใช้บริการกันเป็นจำนวนมาก

ในร้านมีเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่หลายเครื่อง มีเครื่องอบผ้า และโต๊ะรีดผ้าไว้รองรับผ้าทุกแบบ แม้กระทั่งตุ๊กตาตัวโต วรรณภาก็รับซัก

"โหย วันนี้ผ้าเยอะมากเลยเจ๊ เอาเย็นนี้หลายเจ้าเลย" ลูกจ้างคนหนึ่งโอดเมื่อเจอผ้ากองโต

"อย่าบ่นน่ายัยแพรว เขาเอาผ้ามาให้ซักก็ดีแล้วไง หล่อนจะได้มีเงินไปเปย์ไอดอลเกาหลีของหล่อน"

"แพรวไม่ได้บ่นสักหน่อย" แพรวบอกแล้วเอาเสื้อผ้าโยนใส่เครื่องซักผ้า เติมน้ำยาซักกับน้ำยาปรับผ้านุ่มตามสัดส่วนจำนวนผ้าแล้วเปิดเครื่องทำงาน

หลังจากปล่อยเครื่องซักผ้าทำงานไป ทุกคนก็ไปช่วยกันรีดผ้าให้เสร็จ ซึ่งการรีดผ้านี่จะใช้เวลานานที่สุด เพราะต้องรีดทีละตัว แถมเนื้อผ้าไม่เหมือนกัน ต้องระวังในการรีดให้มาก

วรรณภามีลูกจ้างทำงานทั้งหมดสามคน เป็นหญิงวัยกลางคนชื่อเนียรคนหนึ่ง สาวประเภทสองชื่อจินนี่ และแพรว หลานสาวของสามีเธอที่มาทำงานด้วย

"เจ๊ กลางวันนี้จะกินอะไรกันดี จินนี่จะไปซื้อให้ ยำแซ่บไหม" จินนี่เงยหน้าจากผ้าที่กำลังรีดมาถามความเห็นทุกคน

"อาสาออกไปแบบนี้อยากเจอหนุ่มหล่อร้านยำแซ่บล่ะสินังจินนี่" จำเนียรถามแทรกขึ้นกลางวง

"วุ๊ย! ป้าเนียร แสนรู้จริงนะยะ!" จินนี่หันไปแว้ดใส่ด้วยความเคือง

"นั่นมันหมาแล้วนังจินนี่!" จำเนียรค้อนกะเทยหน้าสวยด้วยความหมั่นไส้

"ยำอีกแล้วเหรอพี่จินนี่ น่าเบื่ออ่ะ กินอย่างอื่นบ้างดิ" แพรวส่ายหน้ารัว

"จะกินไรล่ะยะ ข้าวตามสั่ง ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ยำ ข้าวมันไก่ หรือ.."

"พอละ ๆ เดี๋ยวกลางวันนี้เจ๊จะออกไปธุระข้างนอก แล้วจะซื้อข้าวหน้าเป็ดเยาวราชมาให้ จบนะ" วรรณภาสรุปตัดบท และทุกคนก็เลิกเถียงกันแล้วทำงานส่วนของตัวเองต่อไป

พอถึงเวลาสิบเอ็ดโมง วรรณภาก็ออกจากร้าน ขับรถไปที่บริษัทสามีเพื่อเอาเอกสารการประชุมกับกระเป๋าเดินทางไปส่ง เพราะเย็นนี้ทางบริษัทจะออกทริปประชุมนอกสถานที่ 3 วัน 2 คืน

หลังจากเอาของไปส่งสามีเรียบร้อย วรรณภาก็ไปซื้อข้าวหน้าเป็ดเจ้าอร่อยแถวเยาวราช และในระหว่างที่รอคิวที่ยาวเหยียด วรรณภาก็ออกไปเดินเล่นดูของขายในร้านแถวนั้นรอเวลาให้ถึงคิวของเธอ

แล้วสายตาก็ไปเห็นลุงแก่ ๆ คนหนึ่งนั่งหลบมุมข้างเสาไฟฟ้าด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน เพราะความสงสารเห็นใจ วรรณภาจึงซื้อน้ำกับข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อยื่นส่งให้ลุงที่แต่งตัวซอมซ่อคนนั้น

"ขอบใจนะหนู" ลุงยิ้มให้แล้วรับน้ำกับข้าวกล่องไปกิน

"ลุงมาจากไหนคะ แล้วจะไปไหน ให้หนูไปส่งไหม"

"ไม่เป็นไรหรอกหนูเอ๊ย ลุงรอลูกชายมาร้บน่ะ ขอบใจนะ"

เมื่อลุงไม่สนใจจะพูดคุยและก้มหน้ากินข้าวในกล่อง วรรณภาก็เดินจากมา

"ไม่ต้องไปสนใจหรอก ลุงคนนั้นเขาสติไม่ค่อยดีนะ ลูกหลานมารับกลับบ้านไปแล้วก็หนีออกมาเดินแถวนี้อีก" ป้าร้านขายของแถวนั้นบอกกับวรรณภา

"แกงอนลูกชายนะ หาว่าไม่สนใจแก ก็เลยหนีออกจากบ้านประจำแหละ บ้านแกก็อยู่ไม่ไกลจากแถวนี้หรอก" ลุงจากร้านข้าง ๆ บอกอีกคน

วรรณภาเลิกสนใจลุงคนนั้นแล้วกลับไปที่ร้านข้าวหน้าเป็ด ยืนรออีกไม่นานก็ถึงคิวเธอ หลังจากรับห่อข้าวและจ่ายเงินเรียบร้อยก็เดินกลับไปที่รถซึ่งจอดไว้อีกฝั่งของถนน แต่พอกำลังจะข้ามถนนก็เห็นลุงคนเมื่อกี้เดินอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาหันมาเห็นเธอแล้วโบกมือให้ก่อนจะเดินลงมาบนถนน

เอี๊ยดดด!! โครมม!! กรี๊ดดด!!

เสียงเบรครถดังเสียดหูพร้อมกับเสียงชนอย่างแรงตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้คนแถวนั้นรวมเสียงของเธอด้วย

"เรียกกู้ภัยเร็ว! เรียกตำรวจด้วย!" เสียงเอะอะโวยวายของผู้คนที่กำลังแตกตื่นเมื่อเจออุบัติเหตุรถยนต์ชนลุงคนหนึ่งแล้วขับหนีไปตามระเบียบ

วรรณภายืนตัวแข็งอยู่กับที่ มือไม้แข้งขาอ่อนไปหมดแทบจะทรุดลงนั่งตรงนั้นกับภาพที่เห็นอย่างชัดเจน ลุงคนที่เธอซื้อข้าวกับน้ำให้ถูกรถชนจนตัวปลิวไปนอนจมกองเลือด

เสียงรถตำรวจกับรถภู้ภัยเปิดไซเรนดังลั่นเข้ามาถึงที่เกิดเหตุทำให้วรรณภารู้สึกตัวมีสติกลับมา เธอเข้าไปดูการช่วยเหลือลุงคนนั้นด้วยใจสั่นและภาวนาให้ลุงปลอดภัย

"เขาตายแล้ว คาที่เลย" เจ้าหน้าที่กู้ภัยแจ้งกับตำรวจ และทำงานในส่วนของเขาต่อไป

วรรณภาแทบจะเข่าอ่อนอีกรอบ เธอรีบกลับไปที่รถแล้วขับกลับร้านด้วยใจที่เจ็บปวด ลุงที่เพิ่งคุยกันไม่ถึง 20 นาทีโดนรถชนตายต่อหน้าต่อตาเธอ มันเป็นความรู้สึกที่บีบคั้นใจจนต้องร้องไห้ออกมาด้วยความสงสารลุง

วันนั้นทั้งวันวรรณภาไม่มีใจจะทำอะไรทั้งนั้นเพราะภาพอุบัติเหตุที่ติดตาฝังใจเธอ แต่ทุกคนในร้านก็ช่วยกันปลอบใจจนเธอรู้สึกดีขึ้น

"เจ๊ คืนนี้ให้แพรวอยู่ด้วยป่ะ อาชัยไม่อยู่ด้วยนี่" แพรวถามอาสะใภ้ด้วยความเป็นห่วงในตอนค่ำที่ใกล้ปิดร้าน

"ไม่เป็นไรน่ายัยแพรว เจ๊อยู่ได้ เธอกลับไปเถอะ แม่เธอไม่สบายอยู่นี่"

"เจ๊อยู่คนเดียวได้จริงนะ แล้วอย่าคิดมากล่ะ" แพรวบอกแล้วเตรียมปิดร้าน

ทุกคนช่วยกันเก็บผ้าที่ยังไม่ได้ซักไปวางไว้ทางหนึ่ง ถอดปลั๊กทุกตัวออกจนหมด ทำความสะอาดพื้นแล้วปิดไฟในร้าน

"รอเดี๋ยวเจ๊หวาน!" ผู้หญิงคนหนึ่งหอบตะกร้าใบเขื่องวิ่งเข้ามาในร้านก่อนที่จินนี่จะดึงประตูม้วนลง เธอวางตะกร้าลงบนพื้นหน้าเคาน์เตอร์แล้วยืนหอบแรงจากการวิ่งมา

"ผ้าด่วนเหรอแต้ว ถึงมาซะดึกเลย" วรรณภาถามลูกค้าประจำที่อาศัยในคอนโดไม่ไกลจากร้านเธอ

"ก็ไม่ด่วนเท่าไหร่ แต่พรุ่งนี้แต้วจะไปธุระตอนเช้าก่อนร้านเจ๊เปิด เลยเอาผ้ามาฝากก่อน ไว้ซักพรุ่งนี้มะรืนนี้ก็ได้ ไม่รีบ ใบส่งซักก็เอาให้ลูกชายแต้ววันมะรืนเลยละกัน"

"โอเค ๆ งั้นเอาไว้เช็คพรุ่งนี้ละกัน แม่พวกนี้จะกลับบ้านกันแล้ว" วรรณภาพยักหน้า

"เออ ๆ ตามสบายเลย ไปล่ะ" ลูกค้าประจำบอกแล้วออกจากร้านไป

หลังลูกค้าออกไปแล้วทุกคนก็ปิดประตูแล้วกลับบ้าน วรรณภาล็อกประตูม้วนแล้วปิดประตูกระจกล็อกอีกที สำรวจประตูหลังร้านกับหน้าต่างทั้งหมดแล้วขึ้นไปบนชั้นสองที่เป็นที่พักส่วนตัว

วรรณภาอาบน้ำแล้วเตรียมตัวเข้านอน แต่ก่อนอื่นต้องแชทหาสามีสุดที่รักก่อน จากนั้นก็ส่องเฟส แชทกับเพื่อน เม้ามอยจนพอใจแล้วปิดไฟนอน แต่พอกำลังเคลิ้ม ๆ เธอก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากชั้นล่าง หรือจะเป็นขโมย!

เธอลุกจากที่นอนแล้วเปิดไฟในห้อง เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าค้นเอาปืนพกของสามีมาถือจนมั่นแล้วเปิดประตูห้องออกไป มันต้องเป็นขโมยแน่ ช่างกล้ามากเลยนะที่เข้ามาในร้านซักรีดที่ติดกล้องวงจรปิดหลายตัว

แต่พอเดินลงไปถึงชั้นล่างเธอก็ต้องแปลกใจเพราะทุกอย่างเงียบสงัด ไร้สรรพสำเนียงใด ๆ แปลกปลอม ประตูหน้าต่างปิดล็อคสนิท ไม่มีบานไหนเสียหายเลยแม้แต่นิดเดียว

แล้วมันเป็นเสียงอะไรวะ?

วรรณภาเดินเข้าไปในห้องซักรีดด้วยความระมัดระวัง ปืนในมือกระชับมั่นและพร้อมยิงผู้บุกรุก แต่เพราะมองไปรอบห้องเลยไม่ได้มองบนพื้น เธอสะดุดตะกร้าใบหนึ่งจนมันล้มลงผ้าหกออกมา

"มา...รับ...กู...ด้วย..." เสียงแหบต่ำยานคางดังขึ้นใกล้ตัวพร้อมกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงพลุ่งเข้ามากระทบจมูกจนแทบอาเจียน

วรรณภาสะดุ้งเฮือกเสียวสันหลังวาบแล้วหันกลับไปมองด้านหลัง แต่ทุกอย่างว่างเปล่า

"มา...รับ...กู...ด้วย..." เสียงแหบต่ำดังอีกครั้ง พร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าและเสียงดังครืดคราดอยู่ใกล้เธอมาก

วรรณภากรี๊ดลั่นแล้ววิ่งหนีกลับขึ้นห้อง ปิดประตูตามหลังดังโครมไปนั่งตัวสั่นบนเตียง ภาพเมื่อตอนกลางวันย้อนกลับเข้ามาแจ่มชัดในหัว หรือจะเป็นลุงคนนั้น! ลุงคนที่โบกมือให้เธอก่อนจะถูกรถชนตายเลือดท่วมตัวต่อหน้าเธอ

"อย่ามาหลอกหนูเลยลุง หนูกลัว แล้วหนูจะทำบุญให้นะ" วรรณภามุดเข้าผ้าห่มคลุมโปงด้วยความหวาดกลัว เสียงแหบต่ำยานคางนั่นยังร้องเรียกไม่หยุด ฟังดูเหมือนมันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนผวาสั่นไปทั้งตัว

บทสวดมนต์บทไหนที่พอจะนึกออกก็ถูกยกมาพร่ำสวดภาวนาซ้ำไปซ้ำมาจนมั่วไปหมด นานจนแทบจะเป็นลมเสียงยานคางต่ำ ๆ นั่นก็เงียบไป

ผีลุงนั่นคงไปแล้วมั้ง...

วรรณภาแอบถอนหายใจแล้วโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่ม เธอตั้งสติแล้วค้นเอาหนังสือสวดมนต์เล่มเล็กในลิ้นชักหัวเตียงออกมานั่งสวดแผ่เมตตาให้กับลุงคนนั้นไปหลายรอบ พอสบายใจขึ้นมานิดหน่อยวรรณภาก็ล้มตัวลงนอนและหลับไป

เธอมารู้สึกตัวตื่นอีกทีตอนสว่างแล้ว และมีเสียงตะโกนเรียกเธอดังมาจากหน้าร้าน ตอนนี้ยังเช้ามาก และยังไม่ถึงเวลาเปิดร้านของเธอ ใครมาเรียกกันนะ

วรรณภาถอนใจแล้วลุกเดินเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาแล้วเดินลงไปชั้นล่างทั้งที่ยังใส่ชุดนอน เธอเปิดประตูกระจกแล้วเปิดประตูม้วนด้านหนึ่งเพื่อดูว่าใครที่มาเรียกเช้าขนาดนี้

"เจ๊หวาน ขอโทษที่มาปลุกตอนเช้านะ แต่เห็นมือถือแต้วไหม ไม่รู้ไปลืมไว้ที่ไหน จะโทรถามเจ๊ก็จำเบอร์ไม่ได้ เลยโทรเข้าเครื่องตัวเองแต่ไม่มีคนรับ" แต้วบอกด้วยสีหน้ากังวล

"มือถือเหรอ เจ๊ไม่เห็นเลยนะ แล้วไม่มีคนรับเหรอ"

"ไม่มีอ่ะเจ๊ ในนั้นมีข้อความสำคัญซะด้วยสิ"

"ลองโทรอีกครั้งสิ เผื่อจะมีคนเก็บได้"

"อือ ลองดูอีกทีก็ได้" แต้วล้วงโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องมาต่อสายหาเครื่องตัวเอง

"มา...รับ...กู...ด้วย..." เสียงแหบต่ำยานคาง พร้อมกับเสียงดังครืดคราดดังขึ้นอีกครั้ง และมันก็อยู่ใกล้มาก

"เจอแล้ว! มือถือแต้วอยู่นี่เอง!" แต้ววิ่งเข้าไปที่ตะกร้าผ้าของเธอแล้วค้นเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกองผ้าที่ส่งกลิ่นเน่าสุดจะบรรยายขึ้นมาให้ดู

"นั่นเสียงเรียกเข้ามือถือเหรอ!" วรรณภาถามด้วยสีหน้าปั้นยาก

"ใช่เจ๊ กิ๊บเก๋ดีใช่ไหมล่ะ ไม่มีใครเหมือนด้วย" แต้วบอกด้วยความดีใจที่เจอโทรศัพท์มือถือสุดรัก

"เออ เจอก็ดีละ" วรรณภาพยักหน้าแล้วมองกองผ้าเน่าที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อชุดนักกีฬาและถุงเท้าเน่า ๆ อับชื้นเหงื่อเหม็นหึ่ง

"แต้วไปก่อนนะเจ๊ แล้วเสื้อผ้าลูกชายแต้ว ซักสักสองรอบก็ได้ แต้วจะจ่ายค่าซักให้ มันเล่นกีฬาแล้วหมกเสื้อไว้หลายวันจนจะเน่าละ" แต้วบอกแล้วโบกมือให้ด้วยรอยยิ้มก่อนจะออกไปจากร้าน

วรรณภามองตามหลังลูกค้าประจำแล้วหันไปมองกองผ้าเน่า

ใครสั่งใครสอนให้ใช้เสียงเรียกเข้ามือถือแบบนั้นวะ ลูกชายก็ซกมกมาก หมกเสื้อผ้าจนเน่าแล้วส่งซัก ดีนะที่ไม่ช็อกตายไปตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งเสียงทั้งกลิ่น มาครบเลย

-------------------------
SHARE
Written in this book
Smiling Story
เรื่องสั้นทุกเรื่องจบในตอนและไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เขียนตามอารมณ์และอิงจากประสบการณ์ของผู้เขียนและคนที่รู้จัก ทุกเรื่องจบในตอนนะคะ อย่าคิดมากค่ะ เปิดอ่านโลด แล้วคอมเมนต์ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ

Comments