ความจริงและสงคราม
โลกในอุดมคติของฉันนั้น คือโลกที่สวยงาม ทุกสรรพสิ่งที่สร้างขึ้นช่างสวยสดงดงามประดุจอยู่ในสรวงสวรรค์ ภูเขา ทะเล ท้องฟ้า ดอกไม้ หมู่มวลสรรพสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ ทุกสิ่งถูกสร้างโดยปราณีตลึกลงไปในระดับดีเอ็นเอ สิ่งที่ควรจะเป็นคือโลกที่สงบสุข มีเพียงพลังงานดีๆ ที่เชื่อมต่อถึงกัน เปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นชมยินดี

แต่โลกทุกวันนี้ที่ฉันพบเห็น คือโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี เกิดสงคราม การแตกหัก การทำลายล้าง ความไม่เข้าใจกัน การทำดีต่อกันเพื่อหวังผลประโยชน์ ใครดีใครได้ โลกที่ผู้แข็งแรงอยู่รอด ผู้อ่อนแอถูกคัดท้ิง 

ฉันว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็บอกไม่ถูกว่าผิดปกติยังไง และสาเหตุคืออะไร

ฉันรู้แต่ว่า ความจริงหนึ่งเดียวคือดินแดนแห่งความสุข หรือที่เรียกกันว่า "สวรรค์" นั่นเอง ฉันเชื่อว่าสวรรค์มีจริง สวรรค์คือโลกใบนี้ที่ควรจะเป็น และโลกทุกวันนี้ราวกับอยู่ระหว่างกลางระหว่างสวรรค์และนรก สวยงามแต่ก็บ้าเลือด และหนึ่งสิ่งที่ฉันเชื่อคือนรกก็มีอยู่จริงเช่นกัน

ก่อนที่จะได้มารู้จักกับพระเจ้า ฉันเป็นคนของโลกนี้ ฉันเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับผู้อ่อนแอ ผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้ครอบครองทรัพยากรและอำนาจได้มากที่สุด มากเงิน มากบารมี มากอำนาจ ถ้าอยากอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อมีให้ได้มากที่สุด ความมั่นคงถูกฝากไว้ที่เงินทอง ทรัพย์สิน และความรู้ ฉันไม่สนใจสิ่งใดนักนอกจากเป้าหมายและการพิชิตมัน เพราะอะไรน่ะเหรอ? ไม่มีใครช่วยเราได้ เราต้องเป็นผู้ที่อยู่รอดให้ได้ ห้ามอ่อนแอเด็ดขาด อ่อนแอคือความพ่ายแพ้ การล้มลงทำให้เสียเวลา ทำให้ฉันมักจะผลักความเศร้าเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจเสมอและรีบถีบตัวเองขึ้นเพื่อเผชิญกับสิ่งต่างๆ ก่อให้เกิดความเครียดสะสมขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ฉันตายจากข้างในอย่างช้าๆ 

เย็นชาและขมขื่น...

ขณะเดียวกันก็มีเสียงกระซิบจากข้างในจิตใจว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ยั่งยืนหรอกนะ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เมื่อเธอตายจากไปเธอก็พาไปได้แต่จิตวิญญาณและต้องทิ้งสรรพสิ่งที่เธอครอบครองในโลกนี้ เพื่อเข้าสู่การพิพากษาต่อสิ่งที่เธอได้กระทำลงไป

ฉันสงสัยมาตลอดว่า อะไรคือสิ่งที่แยกแยะระหว่างความดีกับความชั่ว โรบินฮู้ดนี่คือคนดีไหม? ถ้าฉันทำชั่วกับคนอื่นแล้วทำดีกับคนในครอบครัวละ ถือว่าเป็นความดีไหม แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าตายไปแล้วจิตวิญญาณของฉันจะไปที่ไหนก่อน นรกหรือสวรรค์? ฉันต้องถูกหอกแทงก้นก่อนขึ้นไปติดปีกนางฟ้าหรือเปล่า? คำตอบเดียวที่ฉันได้รับคือ "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

ฉันเชื่อว่าสรรพสิ่งทุกอย่างต้องมีผู้สร้าง ฉันรับรู้ว่าพระเจ้ามีจริงและอยู่ทุกที่ ฉันรู้แค่นี้แหละ และฉันรู้เพียงว่าพระเจ้าอยู่ในศาสนาคริสต์และอิสลามตามหนังสือที่ฉันได้อ่านและข้อมูลที่ฉันได้รับรู้

ฉันสับสนกับความรู้ที่ท่วมหัว และไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรกันแน่

จนกระทั่งวันหนึ่ง คล้ายกับทุกสิ่งถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ฉันได้เข้าโบสถ์และรับเชื่อโดยที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการในชีวิตเลย โบสถ์สำหรับฉันที่ได้รู้จักคือสถานที่สวยๆ เต็มไปด้วยผู้คนที่ร้องเพลงตามม้านั่ง ตรงหน้าคือรูปปั้นพระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่กางเขน และมีพระแม่มารีย์อยู่ข้างๆ แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่นี้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนชีวิตของฉันไปโดยสิ้นเชิง

เพราะฉันได้รู้่เฉลยของทุกสรรพสิ่งเลยน่ะสิ

นับตั้งแต่รับเชื่อ ฉันรับรู้ได้ถึงพลังบางอย่างที่วนเวียนอยู่ในตัวของฉัน มีผู้ชายคนหนึ่งอยู่กับฉันตลอดเวลาและเป็นผู้นำทางในการใช้ชีวิต ฉันคิดว่าน่าจะเป็นพระเยซูหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ (Holy Spirit) และหลังจากนั้นความบันเทิงก็ได้เกิดขึ้นกับชีวิตของฉัน เมื่อพระเจ้าได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างออกไปจากชีวิตของฉัน 

วิญญาณที่ฉันเคยสักการะก็โกรธเกรี้ยวถึงขนาดมาหาฉันในยามวิกาลเมื่อรู้ว่าฉันเปลี่ยนไป (ฉันอธิษฐานขับไล่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว) ความมั่นใจในความสามารถที่เคยมีก็ได้พังทลายลง ความรักถูกพรากจาก สิ่งที่เคยก่อร่างมาเป็นฉันได้ล่มสลายลง จิตวิญญาณของฉันถูกเปลือยล่อนจ้อนและได้รับการขัดสีฉวีวรรณอย่างจริงจัง ฉันรู้ว่าพระเจ้ากำลังจะทำอะไร พระเจ้ากำลังเอาอิทธิพลทางโลกที่ส่งผลกระทบกับฉันออกไป ก่อนที่จะสวมทับจิตวิญญาณของฉันด้วยความจริง

จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันได้ถูกขุดลึกเข้าไปจนพบกับความบาปบางอย่างที่ฝังรากมาอย่างยาวนาน ขณะท่ีพระเจ้าค่อยๆ กรีดแกะมันออกไปนั้น ฉันรู้สึกราวกับถูกกระชากบางสิ่งออกมาจากกลางหัวใจ ฉันรู้สึกราวกับว่ากำลังจะตาย อึดอัดและทรมาน แต่ถึงกระนั้นฉันก็ยังมีชีวิตอยู่

อ่อนแอและสะบักสะบอมคือคำนิยามจิตวิญญาณของฉัน ณ ขณะนั้น แต่ฉันยินดีถูกเปลี่ยน เพราะฉันเชื่อว่าทุกการผ่าตัดย่อมมีรอยแผลและความเจ็บปวดเสมอ และฉันก็รู้ว่าเมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วฉันจะหายดีและกลับมาแข็งแรงดังเดิม...หรือมากกว่าเดิม

ในที่สุดฉันก็ได้รู้ความจริงโดยสรุปที่ว่า พระเจ้าคือผู้สร้างทุกส่ิง พระเจ้าสร้างฑูตสวรรค์ พระเจ้าสร้างโลก และพระเจ้าสร้างมนุษย์ ฑูตสวรรค์บางตนต้องการกบฏต่อพระเจ้าจึงล่อลวงมนุษย์ให้พึ่งพาตนเองและไม่เชื่อฟังพระเจ้า และมันก็ทำสำเร็จ มนุษย์ถูกเนรเทศและสาปแช่งให้เหนื่อยยากในการใช้ชีวิตจนกว่าจะตาย และวิญญาณก็จะได้เข้าสู่การพิพากษา มนุษย์ไม่อาจอยู่ร่วมกับพระเจ้าได้เพราะเป็นมลทินและไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป 

จากหนึ่งเดียวถูกแยกจากในทุกๆ สรรพสิ่ง ฑูตสวรรค์ที่ก่อกบฏ หรือที่เรียกว่าซาตานมีสิทธิอำนาจบางส่วนในโลกนี้ในการเนรมิตให้มนุษย์ได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ มนุษย์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จนกระทั่งพระเยซูได้ลงมาเกิด เผชิญกับเหตุการณ์ทุกรูปแบบในแบบที่มนุษย์ได้เผชิญจนเข้าใจมนุษย์อย่างถ่องแท้ พระเยซูได้ประกาศความจริงจนกระทั่งถึงแก่ความตาย เพื่อที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเทลงมาเสริมกำลังให้กับบรรดาเหล่ามนุษย์ผู้อ่อนแอที่ได้ตื่นรู้และต้องการกลับสู่สรวงสวรรค์โดยมีพระเยซูเป็นสะพานเชื่อม ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในโลกสามมิติที่สสารและธาตุทั้งสี่ได้ก่อตัวรวมกัน แต่ลึกกว่านั้น คือโลกฝ่ายวิญญาณที่เป็นอมตะนิรันดร์กาล

สรุปง่ายๆ คือ หากต้องการสันติสุขและความจริง ต้องแบกกางเขนตามพระเยซู ต้องเหนื่อยยากในโลกนี้แต่ผาสุกในจิตใจ ทิ้งโลกใบนี้ที่สุดท้ายต้องถูกทำลายเพื่อเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ ทิ้งชีวิตชั่วคราวเพื่อชีวิตนิรันดร์ มนุษย์ผู้มีเจตจำนงเสรีมีสิทธิ์เลือกได้ และการเลือกของเขาหรือเธอคือการพิพากษาตัวของเขาเองว่าท้ายที่สุด -- จิตวิญญาณของเขาจะไปสถิตอยู่ที่ใด

ข่าวดี (?) คือ เมื่อคุณตัดสินใจหันหลังให้กับโลกใบนี้แล้ว คุณจะตกเป็นเป้านิ่งทันที เพราะคุณไม่ได้เป็นคนของโลกอีกต่อไปแล้ว คุณจะรู้สึกอึดอัดอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่เชื่อ (ที่มีมากมาย) 

เอเฟซัส 6: 10-18 กล่าวไว้ว่า "สุดท้ายนี้ จงเข้มแข็งขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในอานุภาพอันทรงพลังของพระองค์ 11จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าเพื่อจะสามารถต่อสู้กับอุบายของมารได้ 12เพราะเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับพวกภูตผีที่ครอบครอง พวกภูตผีที่มีอำนาจ พวกภูตผีที่ครองพิภพในยุคมืดนี้ ต่อสู้กับพวกวิญญาณชั่วในสวรรคสถาน 13เพราะเหตุนี้จงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะสามารถต่อสู้ในวันชั่วร้ายนั้น และเมื่อทำทุกอย่างแล้วจะยังยืนหยัดอยู่ได้ 14เพราะฉะนั้นจงยืนหยัดไว้ เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นเกราะป้องกันอก 15และเอาความพรั่งพร้อมในการประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติสุขมาสวมเป็นรองเท้า 16และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นี้พวกท่านจะสามารถดับลูกศรเพลิงทั้งหมดของมารร้าย 17จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณคือพระวจนะของพระเจ้า 18จงอธิษฐานในพระวิญญาณทุกเวลาโดยการอธิษฐานและการวิงวอนทุกๆ อย่าง เพราะเหตุนี้จงเฝ้าระวังด้วยความเพียรและด้วยการวิงวอนเผื่อธรรมิกชนทุกคนอยู่เสมอ" 

สงครามที่แท้จริงคือสงครามฝ่ายวิญญาณ หากต้องการได้รับพระคุณเพื่อกลับสู่สวรรค์ไปหาพระเจ้า ต้องรับเชื่อและทิ้งโลกนี้ และรับใช้รวมทั้งทำภารกิจของพระเจ้าที่คุณได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ทุกอย่างถูกจัดเตรียมและจะได้เริ่มต้นเมื่อพระเจ้าบอกว่าคุณพร้อมแล้ว แต่หากไม่ต้องการก็ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไป และรอรับการพิพากษาในวันสุดท้าย ก่อนที่จะได้ใช้ชีวิตนิรันดร์ร่วมกับฑูตสวรรค์ที่กบฏต่อพระเจ้าในดินแดนที่ถูกทิ้งร้าง หรือในนรกที่ร้อนระอุ (ซึ่งไม่น่าอภิรมย์นักหรอก) เพราะคุณไม่บริสุทธิ์มากพอและปฏิเสธพระคุณจากพระเจ้า จึงไม่สามารถอยู่ร่วมกับพระเจ้าบนสวรรค์ได้

นอกจากที่คุณจะต้องต่อสู้ในสงครามภายนอกแล้ว ต้องต่อสู่กับสงครามภายในคือเนื้อหนังของตัวคุณเองด้วย (ซึ่งขอบอกว่ามันแข็งแรงมากและสู้ยากที่สุด) สิ่งเดียวที่คุณทำได้คืออธิษฐาน แล้วพระเจ้าจะยื่นมือเข้ามาช่วย หากไม่อธิษฐาน นั่นหมายความว่าคุณกำลังพึ่งพากำลังของตัวเอง พระเจ้าก็จะนั่งดูคุณดิ้นรนกระเสือกกระสนจนกว่าจะยอมแพ้และอธิษฐานนั่นแหละ

หัวใจชีวิตคริสเตียนคือการอธิษฐาน เพราะการอธิษฐานคือการขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เมื่อไรที่ได้ลงมือทำเองโดยที่ไม่อธิษฐาน มันจะไม่เกิดผล ที่แย่ที่สุดคือมันจะเละไม่เป็นท่า (ฉันลองมาแล้วและพบว่าอธิษฐานก่อนทำได้ผลดีที่สุด) และหากปรารถนาให้เกิดสิ่งใด จงอธิษฐานร้องทูลเจตจำนง หากพระเจ้าเห็นว่าดี สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น หากสิ่งนั้นไม่ดี ไม่เหมาะสม มันจะไม่เกิดขึ้น ง่ายๆ แค่นี้เอง

เมื่อพึ่งพาและเชื่อฟังพระเจ้า คุณจะไม่กังวลต่อสิ่งใดอีก คุณจะได้หยุดพัก ได้เติมสันติสุขในหัวใจ สุขภาพร่างกายจะแข็งแรงขึ้น เมื่อชีวิตคุณดีแล้ว ก็ได้เวลาที่จะออกไปสำแดงชีวิตดี ๆ ให้คนในโลกนี้ได้เห็นและเชิญชวนให้พวกเขาได้รับมรดกร่วมกัน

2 เปโตร 3:9 "พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย แต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่"

สุดท้ายนี้ฉันเชื่อว่า สิ่งต่างๆ ที่ฉันได้ถ่ายทอดไปในเบื้องต้นนั้น ฉันได้รับการดลใจจากพระเจ้า และฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่า ท่ามกลางผู้คนมากมาย จะต้องมีลูกแกะหลงหายที่พระเจ้ากำลังตามตัวอยู่อย่างแน่นอน และหวังว่าคุณจะเป็นหนึ่งในลูกแกะตัวนั้น :)





SHARE
Writer
Sikayules
Believer
Life is a journey, not a race. So enjoy and learn from the journey.

Comments