เข้าใจเด็กเหยื่อความรุนแรงทางเพศ: สำหรับผู้เสียหายและคนในบ้าน
จากการรวบรวมสถิติข่าวความรุนแรงทางเพศปี 2560 ในหนังสือพิมพ์ 13 ฉบับ โดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่าเกิดเหตุความรุนแรงทางเพศทั้งหมด 317 ข่าว อายุของผู้ถูกกระทำเกินครึ่งเป็นเยาวชน อายุ 5–20 ปีถึง 60.6% ผู้กระทำความรุนแรงกว่าครึ่งเป็นคนรู้จักคุ้นเคยหรือบุคคลในครอบครัวกว่า 53% โดยอายุของผู้กระทำที่น้อยที่สุดคือ 12 ปี

จากข้อมูลนี้ สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจอย่างตรงกันก่อน นั่นคือ ใครก็อาจเป็นคนกระทำได้ และใครก็อาจถูกข่มขืนได้ ต่อให้เป็นลูกชาย หรือทารก ต่อให้คนในบ้านคิดว่าดูแลดีที่สุดแล้ว มันก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ต่อให้คุณขังลูกคุณเอาไว้ในบ้าน คนลวนลามนลูกคุณอาจจะเป็นคนที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อนอย่างเช่นคุณตาของเด็กเอง

___________________


ผลกระทบในระยะยาวจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก

เด็กมักจะเก็บเรื่องที่ตนถูกกระทำความรุนแรงมาเป็นเวลานาน หลายคนกว่าจะได้พูดออกมาก็ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว เด็กจะผ่านช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัว ถูกทำลาย ประกอบตัวขึ้นใหม่จากเศษซาก พังทลายและประกอบใหม่ซ้ำๆ อยู่อย่างหวาดระแวงมาด้วยตัวคนเดียวเป็นเวลานานจนเขารู้สึกปลอดภัยพอที่จะบอกกับคนอื่น ประสบการณ์นี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงระยะยาวหลายอย่าง ดังนี้


 1. ความเสี่ยงต่อสุขภาพจิต

การล่วงละเมิดทางเพศเด็กส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพจิตได้หลายอย่าง เช่น กลุ่มอาการซึมเศร้าหลังเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) ภาวะซึมเศร้า การเสพสารเสพติด ความรู้สึกไร้อำนาจ ความคิดเชิงลบ พฤติกรรมรุนแรง การต่อต้านสังคม ความผิดปกติทางการกิน และโรควิตกกังวล
ยิ่งไปกว่านั้นการล่วงละเมิดทางเพศเด็กยังเชื่อมโยงกับโรคทางจิตวิทยา โรคประสาท และโรคหลงผิด รวมไปถึงปัญหาบุคลิกภาพผิดปกติ เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศนั้นถือว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่ปัญหาโรคทางจิตเภทได้มากกว่าเด็กที่ไม่เคยประมาณ 2.4 เท่า

ปัญหาที่หนักหนาที่สุดที่จะเกิดได้ นั่นคือ เหยื่อฆ่าตัวตาย


2. ความเสี่ยงต่อการติดสุราหรือเสพย์สารเสพติด

ความเสี่ยงนี้เป็นความเสี่ยงทางอ้อมที่โยงมาจากผลกระทบต่อสุขภาพจิตอีกทีหนึ่ง มีงานวิจัยหนึ่งพบว่า เด็กที่ผ่านประสบการณ์รุนแรง เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ มีภาวะความเครียดสูง การดื่มหรือใช้สารเสพติดบางครั้งเป็นเสมือนยาที่ช่วยบรรเทาอาการนั้น

นักวิจัย Molnar, Buka และ Kessler กล่าวว่า ผู้ชายที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศตอนเด็ก มีโอกาสติดสุราเรื้อรังตลอดชีวิตมากถึง 39% เทียบกับคนที่ไม่เคยถูกล่วงละเมิดซึ่งมีความเสี่ยง 19%

3. ความเสี่ยงในการมีปัญหาพฤติกรรมในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่

พฤติกรรมเสี่ยงนี้ไม่ได้หมายถึงเเค่พฤติกรรมก้าวร้าว แต่รวมไปถึงการเล่นพนัน การตั้งครรภ์ไม่พร้อม ปัญาแยกตัวจากสังคม ขาดแรงจูงใจ ขาดทักษะการเผชิญกับปัญหา ปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ซึ่งทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่บุคลิกภาพทางเพศเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

รสนิยมทางเพศบางอย่าง เช่น การเปลี่ยนคู่นอนเป็นประจำ การมีเพศสัมพันธ์แบบกลุ่ม หรือการสับเปลี่ยนคู่นอน อาจถูกใช้เป็นเครื่องมีหนึ่งในการหลบหนีจากความทุกข์ที่เคยถูกกระทำในวัยเด็ก พฤติกรรมทางเพศแบบนี้ถือว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

4. ปัญหาความสัมพันธ์กับคนรอบตัว

มีงานวิจัยหลายงานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศจะมีปัญหาอย่างมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ การเชื่อใจคน นอกจากสาเหตุจะมาจากการถูกทำร้ายแล้ว ยังมาจากความกดดันที่ต้องเก็บเรื่องเงียบ ความรู้สึกผิด ความหวาดกลัวจากการตีตราของสังคม ความสับสนเพราะต้องเผชิญทั้งหมดนั้นด้วยตัวคนเดียว ระบบความคิดของเด็กที่โตมาด้วยอารมณ์เหล่านี้ ย่อมมีกลไกทางอารมณ์ที่ต่างไปจากเด็กที่ไม่เคยถูกล่วงละเมิด

- ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว
ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความสัมพันธ์กับพ่อแม่ หรือกับคู่รักอย่างที่คุณอาจจะนึกขึ้นมาได้เป็นอันดับแรก แต่มันรวมไปถึงในเวลาที่เหยื่อล่วงละเมิดได้เติบโตไปเป็นพ่อแม่ด้วยตนเองแล้ว การมีลูกสำหรับบางคนอาจเป็นกระบวนการรักษาจิตใจตนเอง แต่สำหรับบางคน การมีเด็กคือการนำภาพความทรงจำที่เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับตนกลับมา แม่อาจมีปัญหาความมั่นใจในการเลี้ยงลูกต่ำ ความเครียดสูง พ่อที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศอาจอ่อนไหวเป็นอย่างยิ่งหากมีคนสัมผัสลูกของตน หรือหวาดกลัวว่าตนจะกลายเป็นผู้ล่วงละเมิดลูกของตนเอง

- การตกเป็นเหยื่อซ้ำ
การถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก มีความเสี่ยงสูงมากที่ในวัยผู้ใหญ่จะถูกทำให้เป็นเหยื่อซ้ำอีก การเป็นเหยื่อซ้ำนั้นหมายถึง การถูกทอดทิ้ง การถูกล่วงละเมิดซ้ำซ้อน การตกเป็นเหยื่อของสังคม (งานวิจัยที่รองรับเรื่องนี้มักวิจัยรวมไปถึงความรุนแรงในวัยเด็กอื่นๆ ด้วย)
นักวิจัยคนหนึ่งกล่าวว่า ผู้หญิงที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศอาจจะโตมามีปัญหาแยกแยะภัยคุกคาม เพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อทางเพศในอนาคตซ้ำอีก

- การกลายเป็นผู้กระทำต่อ
มีงานวิจัยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำผิดกฏหมายและการถูกล่วงละเมิดในวัยเด็กค่อนข้างมาก บางงานวิจัยกล่าวว่า ผู้ชายที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศมีแนวโน้มที่จะกระทำความรุนแรงทางเพศต่อคนอื่นเสียเองในภายหลัง โดยผู้ชายที่ถูกกระทำหลังอายุ 12 ปี มีความเสี่ยงจะกลายมาเป็นผู้กระทำเสียเองราว 9% จากกลุ่มตัวอย่าง ในขณะที่ตัวเลขความเสี่ยงของเหยื่อที่ถูกละเมิดเมื่ออายุต่ำกว่า 12 ปี มี 3% ความต่างของตัวเลขนี้ไม่พบในกลุ่มตัวอย่างหญิง

*เหยื่อความรุนแรงทางเพศที่โตมามีประวัติอาชญากรรมนั้นมีเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ 77% ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมเลย

5. ปัญหาสุขภาพกายและพัฒนาการ

การถูกล่วงละเมิดในวัยเด็กส่งผลต่อความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างอารมณ์ พฤติกรรม ปัจจัยและพฤติกรรมทางสังคม งานวิจัยหลายงานพบว่า เด็กที่ถูกล่วงละเมิดนั้นมักจะป่วยบ่อย เพิ่มความเสี่ยงที่จะมีอาการปวดเรื้อรัง ยังมีงานวิจัยพบความสัมพันธ์ของการถูกล่วงละเมิดในวัยเด็กกับโรคหัวใจขาดเลือด มะเร็ง โรคระบบย่อยอาหาร อาการปวดต้นคอ ปวดศีรษะ

ในปัจจุบันเริ่มมีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการถูกล่วงละเมิดในวัยเด็กต่อพัฒนาการสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน ให้เราอ่านกันมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

6. ปัญหาความไม่เข้าใจเหยื่อเพศชาย เพศหลากหลาย และความแตกต่างของผลกระทบระยะยาวในเหยื่อแต่ละเพศ

สังคมมีพื้นที่ให้เหยื่อเพศชายน้อยกว่าเพศหญิงอย่างมาก มีงานวิจัยหลายเรื่องให้ข้อมูลเปรียบเทียบเหยื่อชายแหละหญิงไว้อย่างน่าสนใจ เช่น
57% ของเหยื่อเพศชาย ไม่เคย เล่าเรื่องของตนในวัยเด็กให้ใครฟัง
37% ผู้หญิงที่ไม่เคย ไม่เคย เล่าเรื่องของตนในวัยเด็กให้ใครฟัง
64% ของเหยื่อเพศหญิง เคย บอกใครบางคนในตอนเด็กๆ
16% ของเหยื่อเพศชาย เคย บอกใครบางคนในตอนเด็กๆ
ผู้ชายหลายคนใช้เวลา 20 ปีจึงจะสามารถเล่ามันออกมาได้ สิ่งที่ทำให้พฤติกรรมของผู้ชายเป็นแบบนี้นั้นเป็นผลมาจากวัฒนธรรมแบบชายเป็นใหญ่ ที่กำหนดบทบาททางเพศเอาไว้นั่นเอง

ในส่วนของงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของเพศหลากหลายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กนั้น ผู้เขียนยังไม่สามารถหาได้


___________________

ผลกระทบระยะยาวที่เขียนมาทั้งหมดนั้น อ้างอิงมาจากงานวิจัยต่างประเทศทั้งหมด ฟังภาษาวิชาการอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มากๆ แต่ใช่ว่าเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศจะต้องได้รับผลกระทบระยะยาวทั้งหมด บางคนอาจไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยก็ได้

การหลีกเลี่ยงผลกระทบระยะยาวนี้ จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากคนรอบข้าง ยิ่งเร็วเท่าไหร่ ยิ่งย่นระยะเวลาที่เด็กต้องเผชิญมันอย่างโดดเดี่ยวได้มากเท่านั้น แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าเด็กที่ครอบครัวดูแลดีเข้าอกเข้าใจจะโตมาแบบไร้บาดแผล มันมีปัจจัยมากมายที่ครอบครัวไปควบคุมให้หมดไม่ได้ เขาอาจโตมาได้รับผลกระทบทางใดทางหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าผิดหวัง ไม่ได้ทำให้ความพยายามของคนรอบข้างสูญเปล่าไป สิ่งสำคัญของมันคือ อย่าให้เด็กเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างโดดเดี่ยวเด็ดขาด

การรับรู้ว่ามีพวกพ้องคอยช่วยเหลือ การได้รับการอภัย การได้รับการปกป้องและรู้สึกปลอดภัย สำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตทั้งชีวิตต่อไป การถูกข่มขืนหนึ่งครั้งอาจไม่ได้เลวร้ายเท่าความรู้สึกถูกทอดทิ้งตลอดมากว่าครึ่งชีวิตที่เหลือของเด็ก

ในกรณีเด็กที่ถูกล่วงละเมิดตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ มักไม่รู้ว่านั่นคือการล่วงละเมิดทางเพศ เด็กบางคนถูกหลอกว่ามันคือการเล่น การแสดงความรัก บางคนอาจไม่รู้สึกถูกคุกคามเลยในตอนแรก บางคนตื่นเต้นอยากเล่นเพราะคิดว่าจะได้ขนม ทั้งหมดนี้เมื่อเขาโตมาอยู่ในช่วงที่เริ่มรู้ความ ใจเขาจะเต็มไปด้วยความสับสนอย่างมหาศาล โถมตามมาด้วยความรู้สึกผิดและรังเกียจตนเอง เด็กกลุ่มนี้อาจจะไม่ยอมบอกใครเลยเพราะคิดว่าตัวเองก็มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น ตัวเองเป็นคนเลวที่ทุกคนจะเลิกรักและทิ้งไปทันที ยิ่งในสังคมที่เรื่องเพศถือเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับเด็กอย่างประเทศไทย ความคิดนี้ยิ่งส่งผลกระทบรุนแรง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั้น เด็กไม่มีความผิดเลยแม้แต่นิดเดียว คนที่หลอกลวงเด็กต่างหากคือคนผิด

การล่วงละเมิดทางเพศเด็กโดยเด็กด้วยกันเอง อาจมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็กเอง ทำตามสื่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือเพราะเจตนาจะล่วงละเมิดอีกฝ่ายเองจริงๆ ก็เป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่น่าเชื่อ ล่าสุดในปี 2016 สื่ออังกฤษเสนอข่าวเรื่องอาชญากรข่มขืนอายุน้อยที่สุดของอังกฤษ เขาอายุ 11 ปี ล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายอายุ 9 ขวบต่อเนื่องหลายครั้ง เขาถูกจับเพราะแม่ของเหยื่อมาเห็นเหตุการณ์เข้า

การอธิบายข้างต้นทั้งหมดนั้น เป็นการพยายามลดมายาคติเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กลง มายาคตินี้เด็กเรียนรู้ได้จากสังคมอย่างอัตโนมัติว่าการพูดเรื่องเพศเป็นเรื่องไม่ดีและมีความเสี่ยง ต่อให้ตัวเองจะเป็นเหยื่อก็ตาม กว่าเด็กจะยอมเล่าออกมาได้สักครั้งนั้นเป็นเรื่องยากมากอยู่แล้ว ถ้าผู้ฟังแสดงออกอะไรที่ไปตอกย้ำความกลัวในใจของเขา การให้ความช่วยเหลือจะยิ่งยากขึ้นอีก ผลกระทบระยะยาวอาจเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าการเล่าครั้งแรกของเหยื่อได้รับการตอบสนองที่ดี อาจช่วยให้ผลกระทบระยะยาวต่างๆ ลดลงได้


___________________

การรับฟังเหยื่อ สำหรับคนรอบตัว

1. เชื่อเหยื่อ ยังไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าอีกฝ่ายคือคนเลวก็ได้
เวลามีเด็กคนไหนเดินเข้ามาหาคุณแล้วเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง หรือมีใครแชร์เรื่องราวการถูกกระทำในวัยเด็กกับคุณ สิ่งแรกที่ต้องทำคือวางอคติที่คุณมีทั้งต่อเหยื่อและต่อคนที่เหยื่อบอกว่าทำเขาลงให้หมด ต่อให้เรื่องราวมันฟังน่าเหลือเชื่อขนาดไหนก็ตาม

การวางอคติลงไม่ได้หมายความว่าคุณต้องไปทำโทษคนที่เหยื่อบอกว่าเป็นคนทำร้ายในตอนนั้นเดี๋ยวนั้น หลายครั้งที่เหยื่อแค่ต้องการแชร์ความรู้สึก แบ่งเบาภาระทางอารมณ์ หรือทดสอบความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน เหยื่ออาจไม่ได้ต้องการให้คุณไปช่วยเขาแจ้งความ หรือแม้แต่เขาอาจจะไม่ได้อยากให้คุณตัดความสัมพันธ์ใดๆ กับคนที่ทำกับเขาก็ได้ เขาแค่ต้องการการยอมรับ

2.ให้ทางเลือก แต่เคารพการตัดสินใจของเหยื่อเอง
บางคนคิดว่าเวลามีเพื่อนมาแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง สิ่งสำคัญคือการดันให้เหยื่อไปแจ้งความ การแจ้งความในเคสที่ถูกล่วงละเมิดมานานแล้วนั้นยาก กระบวนการไม่เป็นมิตรกับผู้เสียหาย การไปแจ้งความอาจจะทำให้ชีวิตพังทลายได้ แม้แต่ถ้าเพื่อนของคุณมาระบายว่าเคยถูกพ่อข่มขืน แต่ไม่ต้องการให้คุณไปบอกใคร ไม่ต้องบอกแม่ของเขา นั่นอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของผู้เสียหายแล้วก็ได้ คุณไม่จำเป็นต้องพยายามทำตัวเป็นฮีโร่ เพราะชัยชนะอาจไม่มีรอยยิ้มเลยก็ได้

ตัวเหยื่อเองจะรู้ดีที่สุด ทางเลือกชีวิตเป็นของเขา คุณมีหน้าที่ช่วยบอกเขาว่าเขามีทางเลือกอะไรบ้าง ช่วยสะท้อนความคิด และคอยสนับสนุนเขาในทางที่ดี ไม่ส่งเสริมการตัดสินใจที่แย่ (เช่น ทำผิดกฏหมาย)

อย่างไรก็ตาม การพบจิตแพทย์เป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ถ้าเหยื่อมาเล่าให้คุณฟังทันทีหลังเกิดเหตุ คุณจำเป็นที่จะต้องพาเหยื่อไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ขออนุญาตเหยื่อบันทึกเหตุการณ์เอาไว้เผื่อเหยื่อสภาพจิตใจแข็งแรงพอจะแจ้งความได้ในอนาคต
ต่อให้คุณเป็นพ่อแม่ก็ตาม การตัดสินใจดำเนินการใดๆ ควรพาลูกพบจิตแพทย์เด็กเพื่อปรึกษาก่อน การดำเนินคดีอาจทำให้พ่อแม่รู้สึกชนะ แต่เด็กอาจรู้สึกอับอายและหวาดกลัวกระบวนการนั้น และรู้สึกว่าตนเป็นเป้าครหาของสังคมได้ พ่อแม่ไม่สามารถไปบังคับให้ทุกคนในสังคมดูแลและพูดกับลูกแบบที่พ่อแม่ต้องการได้

3.ไม่เล่าต่อจนกว่าจะขอคำอนุญาตจากตัวผู้เสียหายก่อน
การเล่าเรื่องความรุนแรงที่ตนเจอมานั้นคือการเปิดแผลใหญ่ ไม่มีใครอยากให้คนที่ไม่ได้เชิญมาร่วมดูแผลนี้ การเอาไปกระจายข่าวอาจทำให้เด็กเสียความมั่นใจใสตัวคุณ และไม่เชื่อใจคุณอีกเลย แม้ว่าเขาจะเป็นเด็กก็ตาม ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นต้องบอกเพื่อขอความช่วยเหลือด่วน เช่น เล่าให้จิตแพทย์หรือแพทย์ฟัง

แต่ไม่ว่าจะเหตุผลไหน การบอกเขาก่อนจะดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความหวาดระแวงที่ว่าทุกคนรู้เรื่องนี้และซุบซิบนินทาด้านไม่ดีเกี่ยวกับเขาอยู่

4. หาความรู้เพิ่มเติม
ไม่แปลกที่คุณจะทำตัวไม่ถูกเวลามีคนมาเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง ถ้าคุณวางอคติลงได้ ให้บอกเจ้าตัวไปได้ก่อนเลยว่า คุณอาจจะยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้มากนัก แต่คุณเชื่อเขา อยากช่วยเหลือเขา คุณจะไปหาความรู้ให้มากขึ้นว่าเขามีทางเลือกอะไรบ้าง คุณควรจะดูแลใจเขาอย่างไร และขอให้เขาบอกคุณมาได้เลยว่าคุณควรทำตัวยังไง ด้วยความเคารพว่าเขาเป็นผู้ผ่านประสบการณ์อันยากลำบากนี้ ในสังคมแบบนี้มาอย่างเนิ่นนาน การที่ได้ฟังเขาเล่า เรารู้สึกดีใจที่เป็นที่รักพอให้เขาแชร์กับเราได้ และรักที่มีให้กันก่อนแบะหลังรู้เรื่องนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

ข้อความที่ยกตัวอย่างนี้เป็นข้อความที่ตัวผู้เขียนเองเคยได้รับจากคนรอบตัวที่เล่าให้ฟังมานะคะ ฟังคำพวกนี้มักจะอุ่นๆ ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะถ้าจะไม่เข้าใจ แค่ฟังด้วยใจไม่ตัดสินเรา และรักเราไม่เปลี่ยนไปก็ดีมากแล้วจริงๆ


___________________

การเล่าให้คนที่รักฟัง สำหรับเหยื่อ

1. การเล่าให้คนที่เราไม่รู้จักตามที่ต่างๆ ฟัง ไม่ได้มีผลดีเท่าเล่าให้คนที่รักฟังคนเดียว
 คนที่ไม่รู้จักที่เราเล่าให้เขาฟังนั้นอาจจะสะดวกใจกว่าเพราะไม่ต้องกังวลว่าเขาจะตัดสินเรายังไง หรือมีผลกระทบต่อชีวิตเรามากแค่ไหนก็จริง แต่ความรู้สึกปลดปล่อย ความรู้สึกเป็นที่รักจริงๆ จะเกิดอย่างเต็มที่เมื่อคนสำคัญในชีวิตเราเข้ามาแชร์เรื่องนี้กับเราจริงๆ ซึ่งมีอาจจะไม่ถึงสิบคนหรอก

2. การเล่ามีความเสี่ยง ทำประกันชีวิตก่อนเล่าก็ดี 
ประเทศไทยมีวัฒนธรรมข่มขืนและการกล่าวโทษเหยื่อที่น่ากลัวแบบโลกที่สาม ถ้ารู้ว่าพ่อแม่เราหัวโบราณ การเล่าให้พ่อแม่ฟังอาจทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากมากมาย การเล่าให้เพื่อหัวสมัยใหม่ที่น่าจะเข้าใจเราก่อนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เผื่อในกรณีที่เล่าให้คนที่บ้านฟังแล้วมีปัญหา เพื่อนจะเป็นประกันชีวิตเรา ให้ที่พักพิงเราได้

3. เปิดแผลต้องปิดแผล 
การเล่าคือการเปิดแผลออกมา ยิ่งถ้าเล่าละเอียด อาจจะรู้สึกรุนแรงเหมือนถูกกระทำซ้ำ อารมณ์ดิ่งติดตัวไปหลายวัน ดังนั้นหลังจากเล่าเรื่อง ควรมีการดูแลตัวเองเป็นพิเศษเพื่อให้สภาพจิตใจดีขึ้น ทำกิจกรรมสร้างคุณค่าให้ตัวเองต่างๆ หรือรับความรักเข้ามาเพิ่ม

4.คนหนึ่งคนอาจเข้าใจเรามาก แต่อีกคนอาจไม่เข้าใจเราเลยแถมด่าเราอีก มันเป็นสัจธรรม เราไม่สามารถบังคับให้คนคิดเหมือนเรา แม้เราจะเชื่อว่าความคิดเราถูกก็ตาม

5. จงเชื่อมั่นว่าเราไม่ผิด เราไม่ผิด เราไม่ผิด เราไม่ผิด เราคิดว่าเราผิดมานานพอแล้ว เราไม่ผิดเลยสักนิดเดียว เราไม่ได้จำผิด ไม่ได้อ่อย ไม่ได้ให้ท่า ไม่ได้ยอมเอง ไม่ได้โง่ ไม่ได้มีกรรม ไม่ได้ดวงซวย เราไม่ผิด แนะนำให้บอกเพื่อนว่าช่วยย้ำคำนี้กับเราด้วย เราต้องการได้ยินคำนี้เป็นอย่างมาก มากกว่าคำว่า "เสียใจด้วยนะ"

6. ใช้เวลาพิจรณาความต้องการของตนเอง เราอาจจะรู้สึกว่า การเล่าออกไปแล้ว มันต้องมีการแก้ปัญหาเป็นขั้นตอนต่อไป เรามักมีคำถามต่อตนเองเสมอว่า เมื่อไหร่ความเจ็บปวดจะจบ เราต้องการอะไรมาเยียวยาบาดแผล เราต้องการคำขอโทษหรือไม่ เราไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองให้รีบตอบคำถามเหล่านั้น ค่อยๆ ใช้เวลาหาคำตอบมันมากเท่าที่เราต้องการ และคำตอบนั้นอาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุของเรา

7. การเปิดเผยต่อสาธารณะไม่ใช่เครื่องแสดงความเข้มแข็ง เราอาจเคยเห็นหลายคนเปิดเผยเรื่องราวของตนออกสื่อ แล้วรู้สึกว่าพวกนั้นกล้าหาญจังเลย เรารู้สึกแบบนั้นต่อเหยื่อที่เปิดเผยได้ เพราะสิ่งที่เขาทำมันคือการทำให้พวกเราที่เลือกจะไม่เปิดเผยได้แชร์เรื่องราวซึ่งกันและกันและรู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลง แต่เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเข้มแข็งของตัวเองด้วยการออกมาออกสื่อ คนรู้มากไม่สำคัญเท่าคนที่รู้นั้นมีคุณภาพ

8. ศึกษาหาความรู้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรู้ว่าควรต้องสื่อสารกับคนที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กยังไง อย่างน้อยตัวผู้เขียนเองก็เพิ่งมารู้ได้สองปีนิดๆ พวกเราชาวเหยื่อมีแรงจูงใจอยู่แล้วคือเป็นเหยื่อมาก่อน เราเป็นผู้รู้ดีว่าคำไหนแทงใจ ท่าทางไหนทำให้ผิดหวัง เราควรถ่ายทอดความรู้นี้ให้คนที่รับฟังเราด้วย ค่อยๆ บอกเขาว่าจะดูแลเราได้อย่างไร หากเขาทำผิดพลาดบ้าง เราก็ควรให้อภัยและอธิบายกับเขา

9. เล่าแบบตัวต่อตัวดีที่สุด เพราะการกอดและกุมมือมีผลต่อใจอย่างมาก

___________________

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเรื่องราวระหว่างกันจะนำไปสู่ทางแก้ไขปัญหาหรือไม่ก็ตาม อย่างน้อยที่สุดการได้เล่าแล้วได้รับผลทางบวกกลับมา มันคือแรงใจอย่างมหาศาล เหยื่อความรุนแรงทางเพศอาจไม่เคยได้รับชัยชนะในทางกฏหมาย แต่เราสามารถมีชัยชนะทางอารมณ์ ด้วยการรู้ว่าตนเองไม่ผิด ไม่มีมลทิน เป็นที่ยอมรับ และอยู่อย่างมีความสุขได้ ไม่มีผลกระทบมากจนรบกวนการดำเนินชีวิต


SHARE
Written in this book
human right : sexual harassment
เรื่องทางเพศและความเท่าเทียมแบบจริงจัง
Writer
lulla
girl

Comments

ziieuayaa
30 days ago
เหยื่อจะสามารถรับรู้ได้โดยอัตโนมัติว่าใครที่สามารถจะรับฟังเราแบบใช้ใจฟังได้จริงๆถึงแม้เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นซ้ำๆนานนับ10ปี โดยที่เหยื่อไม่เคยกล้าเปิดใจกับใครเลยสักครั้ง
Reply