พลเมืองที่รู้ร้อนรู้หนาว เริ่มต้นจากความทรงจำในวัยเยาว์ที่งดงาม

ห้องเรียนของเด็กๆ ทุ่งควายกิน เป็นป่าไปแล้วกว่า 52,000 ไร่

ยังไม่นับรวมชายหาดที่ทอดยาวสุดลูกตา แม่น้ำหลายสายตั้งแต่ต้นจรดปลาย ประตูบ้านที่เปิดอ้ารอเด็กๆ มาเยี่ยมยาม แถมบ้านแต่ละหลังในชุมชน ล้วนมีความรู้แทบไม่ซ้ำชนิด

นั่น… บ้านลุงจวบ แกสอนทำของเล่น เมื่อถึงฤดู มะกอกออกลูกดกอย่าบอกใคร
ส่วนนู่น… บ้านป้าแหมว แกทำขนมอร่อย รสมือนั้นหาตัวจับยาก
หรือบ้านตาธิ แกเป็นหมอพื้นบ้าน รอบรู้สมุนไพร อะไรๆ ก็เป็นยาได้

ทุกซอกมุมของชุมชนทุ่งควายกิน เด็กๆ กลุ่มรักษ์เขาชะเมามีหรือจะไม่รู้จัก
หรือถ้าถามว่า อาจารย์ปรีดี พนมยงค์, อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์, สืบ นาคะเสถียร, วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ พวกเขาเป็นใคร

นั่นก็ไม่เกินความสามารถที่เด็กๆ จะตอบได้
ป้าแฟ๊บบอกกับเราว่า เด็กๆ ที่นี่ต้องเรียนรู้หัวใจสำคัญ 3 เรื่อง

สิ่งที่ต้องรู้ คือตัวตน คือบ้าน คือชุมชน คือรากเหง้า
สิ่งที่ควรรู้ คือโลกที่แปรผัน คือเหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ และบุคคลที่สร้างคุณูปการทว่าถูกลืม
สิ่งที่อยากรู้ คือความสนใจเฉพาะตนของเด็กๆ ไม่ว่าจะเรื่องเกษตร สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงตัดต่อภาพยนตร์

บทสนทนาถัดจากนี้ในบ่ายวันนั้น คือเรื่องราวของ ‘กลุ่มเยาวชนรักษ์เขาชะเมา’ ณ ตำบลทุ่งควายกิน จังหวัดระยอง โดยมีคู่สนทนาคือ บุปผาทิพย์ แช่มนิล หรือ ‘ป้าแฟ๊บ’ ของเด็กๆ เป็นผู้บอกเล่าจุดเริ่มต้น กระบวนการเรียนรู้ และการตกผลึกการทำงานกับเด็กและเยาวชนตลอด 26 ปีที่ผ่านมา

จากร้านหนังสือ สู่ รักษ์เขาชะเมา

หลังออกจากบ้านไปร่ำเรียนและท่องโลกกว่า 20 ปี ‘แฟ๊บ-บุปผาทิพย์’ กลับมายังบ้านเกิด ณ ทุ่งควายกิน ในปี 2537 เปิดร้านหนังสือเช่าเล็กๆ ในชุมชนชนบทกึ่งเมือง

ทันทีที่ ‘ร้านหนังสือน้ำใจ’ ก่อตั้งขึ้น ที่แห่งนี้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเด็กๆ ในชุมชนไปโดยปริยาย

นั่นเพราะหนังสือคือโลกที่น่าค้นหา ในช่วงเวลาและวัยของพวกเขาที่กระหายความใคร่รู้

“ลูกค้าร้านหนังสือมาเช่าการ์ตูน 5 เล่ม เราก็แถมวรรณกรรมเด็ก 1 เล่ม เรามีความสุขในการแนะนำหนังสือเล่มนู้นนี้ให้เด็กๆ อ่าน วันหยุด ปิดเทอม เขาก็จะมานอนเล่นที่ร้าน มีอิสระในการเข้ามาอ่านหนังสือ มาพูดคุยกัน

“เราเริ่มขยับจากแม่ค้าเป็นที่ปรึกษา ใครมีปัญหากับพ่อแม่ เพื่อน ครู โรงเรียน หรือกับแฟน ก็มาพูดคุยกับคนในร้านได้ ตอนนั้นมีแฟ๊บกับอี๊ดช่วยกันดูแล”

‘อี๊ด’ มลฑา เข้มพิมพ์ คือเพื่อนร่วมชมรม ‘ค่ายอาสาพัฒนารามคำแหง’ เธอทั้งสองในวัยนักศึกษาได้ร่วมเดินทางไปตามชุมชนชนบท ค่ายอาสาคือห้องเรียนขนาดใหญ่ ชุมชนและชาวบ้านคือครูชั้นยอด เมื่อแยกย้ายจากรั้วมหาวิทยาลัย อี๊ดจึงได้ตามมาเที่ยวเล่นยังบ้านเกิดของสหาย

อี๊ดเปรยกลั้วหัวเราะ “ใครจะไปรู้ จากวันนั้น ผ่านมา 26 ปีแล้ว”

เมื่อร้านหนังสือเนืองแน่นไปด้วยเด็กๆ บวกกับประสบการณ์ชีวิตสมัยเป็น ‘เด็กค่ายอาสา’ แฟ๊บและอี๊ดจึงเริ่มชวนเด็กๆ ทำกิจกรรม เช่น เก็บขยะ ปลูกต้นไม้ ลบรอยขีดเขียนในถ้ำ

“เราติดป้ายหน้าบ้านว่า วันนี้จะไปทำกิจกรรมกัน ทุกคนจะไปเตรียมข้าว เตรียมน้ำ เตรียมใจมา 9 โมงเช้าเด็กจะมานั่งรอริมฟุตบาธ 20-30 คน เราก็ไปติดต่ออุทยานแห่งชาติเขาชะเมา ให้เขาช่วยเอารถมารับเด็กๆ เพราะถ้ามีตราของกรมป่าไม้ พ่อแม่เขาก็จะรู้สึกว่าปลอดภัยนะ จากนั้นกลุ่มก็เริ่มเยอะขึ้น ก่อเกิดเป็นกลุ่มรักษ์เขาชะเมา”

กลุ่มรักษ์เขาชะเมา ตั้งชื่อตาม ‘อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง’ ผืนป่ากว้างดงดิบกว่าห้าหมื่นไร่ คลุมเนื้อที่ 3 อำเภอในจังหวัดระยอง แหล่งกำเนิดน้ำตก หน้าผา ถ้ำ และลำธารหลายสาย ชุกชุมด้วยสัตว์ป่าและพืชพรรณ และเป็นป่าที่ค้นพบ ‘ปรงเขาชะเมา (Cycas chamaoensis)’ สปีชีส์เดียวในโลก

อุทยานฯ คือฐานการเรียนรู้แรกของกลุ่มรักษ์เขาชะเมา สารพัดกิจกรรมถูกจัดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ไล่เลียงตั้งแต่วิ่งเล่นชมธรรมชาติ เก็บขยะ ไปจนถึงการหามช้างและกวางที่ถูกยิงออกมาจากป่า

“ตอนนั้นมีกรณีล่าสัตว์ป่า พวกเราเป็นคนเข้าไปช่วยหามกวางเพศผู้หนัก 200 กิโล ออกมาจากป่า เอากวางไปรักษาแต่เขาไม่รอด เจ้าหน้าที่บอกว่า ต้องตัดหัวกวางเพราะเขาของกวางสวย เรารู้สึกว่าไม่ได้ เราต้องทำสื่อรณรงค์ เพราะมันคือประเด็นการล่าสัตว์ เราเอาร่างเขามาสตัฟฟ์โดยระดมทุนจากกองผ้าป่า เอาไปทำเป็นสื่อรณรงค์ เริ่มจัดเวทีเสวนาเรื่องการหยุดล่าสัตว์ป่าในเขตป่าเขาชะเมา”
แฟ๊บอธิบายว่า “เวลาพูดถึงคำว่าอนุรักษ์ เด็กจะเชื่อมโยงง่ายกับป่าชะเมา เขาจะสนุก เข้าใจปัญหา พร้อมๆ ไปกับการเรียนรู้เรื่องของสิ่งแวดล้อม”

หรือกระทั่งจากแปลงปลูก สู่ความรู้ความเข้าใจในประเด็น CPTPP (ข้อตกลงเขตการค้าเสรี) ผ่านกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่ม

“อย่างเราพาเขาไปเรียนรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์ การปลูกผัก และเขาจะต้องรู้ว่า ประเด็นของ CPTPP จะไปส่งผลต่อเรื่องเมล็ดพันธุ์อย่างไร สุดท้าย หากอยากทำเกษตร บ้านเรามีภูมินิเวศเรื่องเกษตร การท่องเที่ยว ทรัพยากรมากมาย เมื่อ EEC ( Eastern Economic Corridor เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) เขาพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แล้วเรื่องของ learning อยู่ที่ไหน เราจึงชวนเด็กๆ ทำเรื่องของ Eastern Learning Corridor: ELC (การเรียนรู้ผ่านความสุข)

“เพราะฉะนั้น จากการปลูกผักในแปลง มันต้องไปกระทบเรื่องเชิงนโยบาย ซึ่งทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องควรได้เรียนรู้และเชื่อมโยงเป็น”

‘กิ๊ฟ’ พจนา ศุภผล อาสาสมัครกลุ่มรักษ์เขาชะเมา อายุ 30 ปี เรื่องราวของเธอเริ่มต้นในวัย 10 ขวบ เด็กหญิงกิ๊ฟตามติดพี่ๆ ในกลุ่มรักษ์เขาชะเมาเดินทางไปทำกิจกรรมยังสถานที่ต่างๆ นั่นคือความสนุกของวัยเยาว์

เมื่อเติบโตขึ้น จากเด็กหญิงสู่การเป็นพี่เลี้ยงของน้องๆ รุ่นต่อไป ความสนุกในวัยเยาว์ถูกเชื่อมโยงกับความรู้หลายแขนง เธอเล่าว่า ทุกๆ กระบวนการเรียนรู้ของรักษ์เขาชะเมา สามารถใช้ได้ในชีวิตจริง และไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด

“มีครั้งหนึ่งชาวบ้านมาบอกว่า มีโรงงานปล่อยน้ำเสียลงในสวนเกษตรของเขา เราจึงพาน้องๆ ไปใช้กระบวนการ ‘นักสืบสายน้ำ’ ลงไปช่วยตรวจน้ำว่ามีน้ำเสียจริงไหม เพื่อไปแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน”

กระบวนการที่ว่า คือการใช้ ‘สัตว์เล็กน้ำจืด’ หรือตัวอ่อนแมลงน้ำที่อาศัยอยู่ตามก้อนหิน พื้นทราย ใต้ท้องน้ำ มาใช้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพน้ำด้วยวิธีทางชีวภาพ ผ่านการวิเคราะห์ร่วมกับลักษณะทางกายภาพอื่นๆ เช่น พงพืชริมฝั่ง สังคมสัตว์ริมฝั่ง ลักษณะความคดเคี้ยว สี อุณหภูมิ และความเร็วของน้ำ
“เราจึงชวนน้องๆ เอากระบวนการนักสืบสายน้ำ ไปสำรวจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ค้นพบว่า มันเกิดน้ำเสียจริง โรงงานปล่อยน้ำเสียจริง จากนั้นเราก็จัดเวทีชาวบ้าน เชิญหน่วยงานเทศบาล อบต. ในเขตพื้นที่มาร่วม เอาข้อมูลที่เราสำรวจและค้นพบให้เขาดูประกอบด้วยว่า ข้อเท็จจริงของปัญหาคืออะไร”

หน้าที่ในกลุ่มของกิ๊ฟเติบโตตามวุฒิภาวะและความถนัด ซึ่งหลังเรียนจบ เธอได้กลับมาใช้องค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทยมาสร้างกิจกรรมที่ชุมชนบ้านเกิด หนึ่ง สร้างสังคมแห่งการดูแลสุขภาพในชุมชน และสอง สร้างการเรียนรู้ให้เด็กๆ ผ่านเรื่องสุขภาพและสมุนไพร

“เราถนัดเรื่องแพทย์แผนไทย เราก็จัดคอร์สสุขภาพให้คนในชุมชน ชวนน้องๆ มาเรียนรู้เรื่องสมุนไพร เช่น กิจกรรมเรียนรู้สมุนไพรรอบตัวมาแปลงเป็นอาหาร พาน้องมาเก็บพืชรอบตัวที่คิดว่ากินได้ มาแปรรูปเป็นไอติม ขนม อาหารพื้นบ้าน หรือการเอาศิลปะของการเล่นกับสีมาเป็นตัวช่วยว่า สมุนไพรนี้ได้สีอะไร พาน้องรู้จักสมุนไพรไปในตัว”

กิ๊ฟไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ตอนไหนกันที่เธอเริ่มก้าวไปข้างหน้า จากเด็กที่คอยเดินตามพี่ๆ สู่การนำน้องๆ และคนในชุมชนเรียนรู้เรื่องสุขภาพ เธอจำได้เพียงประโยคที่คุ้นหูของป้าอี๊ดและป้าแฟ๊บที่มักพูดว่า ‘ทำเลยลูก อยากทำทำเลยลูก’, ‘มีงานชิ้นหนึ่งนะ สนใจไหม ลองไปออกแบบดูนะ’ การเติบโตเหล่านี้เดินทางไปอย่างเป็นธรรมชาติ และเธอกำลังส่งต่อกระบวนการเหล่านั้นสู่น้องๆ ในนาม ‘อาสาสมัครแห่งกลุ่มรักษ์เขาชะเมา’

ค่ายรักษ์วัฒนธรรม กับความทรงจำในวัยเยาว์

ขนาบคู่ไปกับงานด้านสิ่งแวดล้อม คือ ‘ค่ายรักษ์วัฒนธรรม’ ของกลุ่มรักษ์เขาชะเมา แฟ๊บเล่าได้อย่างฉะฉานแม้ต้องนึกย้อนไปนานกว่า 2 ทศวรรษ ความทรงจำขณะนั้นสนุกสนานเกินกว่าจะลืมเลือน เพราะมันคือก้าวตั้งต้นของกลุ่ม ของเธอ ของเพื่อน และของเด็กๆ ทุกคน

“เราชอบงานวิถี อยากให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากครูภูมิปัญญาในชุมชน ปีแรก เราใช้ธีมค่ายว่า ‘เรื่องเก่าที่บ้านเกิด’ เด็กๆ จะได้เรียนรู้กับลุงป้าน้าอาในชุมชน พอปีที่ 2 เราใช้ธีมว่า ‘เรื่องเก่าที่บ้านเกิด ตอน เรื่องเก่ามาเล่าต่อ’ โยงใยไปถึงชาติพันธุ์ชอง โดยการตั้งคำถามว่า เราเป็นคนแกลง แกลงแปลว่าแหวนของคนชอง แล้วคนชองคือใคร? เราเป็นชองหรือเปล่า โรงเรียนไม่ได้สอนเรื่องเหล่านี้ แต่เด็กๆ ควรจะได้เรียนรู้”

‘เดียร์’ กิตติธัช ดีการ เกษตรกรและอาสาสมัครกลุ่มรักษ์เขาชะเมา วัย 27 ปี เล่าย้อนไปในห้องเรียนมัธยมปลาย บทสนทนาของเพื่อนกลุ่มหนึ่งในห้องที่กำลังคุยกันอย่างออกรส ลอยเข้าหูเดียร์อย่าเลี่ยงไม่ได้ แถมยังดึงความสนใจของเขาได้อย่างจังเสียด้วย

“เราได้ยินเพื่อนคุยกันถึงค่ายวัฒนธรรมปีที่ 14 เขาคุยแบ่งหน้าที่เป็นสต๊าฟในงาน บรีฟงานกันอยู่ เราแอบได้ยินแล้วมันน่าสนใจ เราเลยขอติดสอยห้อยตามไปด้วย ตั้งแต่วันนั้นก็อยู่ที่กลุ่มยาวเลย”

นับจากวันนั้น เมื่อเว้นว่างจากการเรียน เวลาของเดียร์ใช้ไปกับการทำกิจกรรมในกลุ่ม ไล่เลียงตั้งแต่เรื่องสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม การศึกษา เป็นพี่เลี้ยงดูแลน้องๆ ในกลุ่ม ไปจนถึงการออกไปเรียนรู้โลกกว้างในมิติต่างๆ ของสังคม

“เรามีเพื่อน ได้เจอเด็กๆ ได้ออกไปสัมมนา ไปอบรมเวทีต่างๆ มันเป็นกิจกรรมที่เราได้ค้นหาตัวเอง และทำให้เราได้คำตอบกับปัญหาบางอย่างที่กำลังเผชิญอยู่ ที่สำคัญ เราได้ค้นพบและเลือกเส้นทางของตัวเอง เราไม่รู้ว่าถ้าเราไม่เจอกลุ่ม เราจะเติบโตมาเป็นคนแบบไหนเหมือนกัน

“งานที่รักษ์เขาชะเมาทำ คือกระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน เราเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้สำคัญไม่แพ้ในห้องเรียน เพราะเราเห็นแล้วว่า แค่ในห้องเรียนอย่างเดียวมันไม่พอ”
เมื่อถึงวัยนักศึกษา เดียร์เลือกเรียนในด้านเกษตร พร้อมๆ ไปกับความสนใจในประเด็นสังคมและการเมืองอย่างจริงจัง เขาเรียนจบกลับมายังชุมชนทุ่งควายกินอีกครั้ง ด้วยความตั้งใจที่จะนำความรู้ฝั่งวิชาการมาบุกเบิก ‘เกษตรอินทรีย์ปลอดสาร’ และถ่ายทอดประสบการณ์สู่น้องๆ ในกลุ่มรักษ์เขาชะเมา

“ภาคตะวันออกมีศักยภาพด้านผลิตอาหาร เพราะดินดีน้ำดี เราอยากสร้างพื้นที่ความมั่นคงทางอาหารที่ปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมีที่ทำลายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และเกษตรอินทรีย์จะเป็นทางรอดที่ยั่งยืน”

งานแรกของเดียร์ คือผู้จัดการสวนแห่งหนึ่งในอำเภอแกลง เขาได้ใช้องค์ความรู้ในการสร้างพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้เป็นรูปธรรม หนึ่ง เพื่อเป็นฐานการเรียนรู้ให้ชุมชนในการผลิตอาหารปลอดภัยและลดการใช้สารเคมี (แน่นอนว่านั่นคืองานระยะยาว) และสอง เพื่อเป็นสนามเด็กเล่นขนาดย่อมๆ ให้เด็กและเยาวชนเข้ามา เรียนรู้ และสร้างความทรงจำที่งดงาม

“ถ้าเด็กเล็กๆ ทั่วไปเราไม่ต้องคาดหวังว่าจะต้องวิชาการมาก แค่พาเด็กๆ ไปวิ่งเล่นในสวน ต้นนี้ต้นมังคุดนะ นี่ทุเรียน นี่ต้นข้าว แมลงตัวนั้นตัวนี้ แค่นี้ก็เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่งแล้ว
“การสร้างกระบวนการเรียนรู้บางอย่างที่จะปลูกฝังเขาตั้งแต่เล็กๆ มันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมนั้นๆ ชุมชนนั้นๆ ได้ อาจไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนที่ผ่านกระบวนการจะต้องเติบโตมาแล้วสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แค่ที่บ้านเกิดอย่างเดียว เขาจะออกไปเติบโตที่ไหนก็ได้ แต่เขาจะมีส่วนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ

“ผมเชื่อว่ามันจะเริ่มเห็นผลชัดเรื่อยๆ ในวันหนึ่งที่มีเรื่องของนโยบายรัฐเข้ามาในพื้นที่ โดยที่ชุมชนรู้สึกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เขาจะลุกขึ้นมา เขาจะไม่ยอมให้ทรัพยากรที่บ้านของเขาหายไป”

ชุมชนคือฐานสำคัญของการเติบโต

“คนรุ่นใหม่ต้องรู้ร้อนรู้หนาวกับสังคม”
ป้าแฟ๊บ ตอบเมื่อถูกถามถึงเป้าหมายต่อสิ่งที่เธอทำ

หลังผ่านไป 10 ปีของการทำงานกับเด็กๆ และครูภูมิปัญญาในท้องถิ่น กลุ่มรักษ์เขาชะเมาเริ่มต้นทำงานกับชุมชนอย่างจริงจังในปี 2547 เธอใช้เวลาครึ่งปีในการเดินเคาะประตูบ้านทุกหลัง เพื่อชักชวนชาวบ้านที่มีใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานกับเยาวชน

“ถ้าเด็กโตขึ้นแล้วไม่มีชุมชนมารองรับ เขาก็ไปไม่ได้ เขาจะอยู่แค่นั้น เราก็เลยเริ่มที่จะเข้าไปทำงานกับชุมชนโดยไม่ได้คิดภาพว่า ต้องเป็น ‘ชุมชนตามระบอบการปกครอง’ แต่เรามองที่ ลุงคนนี้ ป้าคนนี้ เขามีใจรักในงานพัฒนาชุมชน มีใจอาสา และให้คุณค่ากับงานเด็กและเยาวชน ก็ชวนเขามาหมู่บ้านละ 5 คน ปีแรกได้มา 40 คน”

เมื่อเรื่องเยาวชนมิใช่งานของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทว่าเป็นภารกิจชุมชน ป้าแฟ๊บเล่าว่า กิจกรรมน้อยใหญ่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ตั้งแต่หยิบแว่นขยายไปส่องไลเคนในลำน้ำ จนถึงงานแก้ปัญหาเรื่องช้างและที่ทำกินของชุมชน

“ถ้าถามว่า งานของรักษ์เขาชะเมาคืออะไรบ้าง เราตอบไม่ได้ เพราะทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเด็ก มันก็คือภารกิจในการทำงานของกลุ่มรักษ์เขาชะเมา” ป้าอี๊ดว่า ก่อนถูกเสริมด้วยป้าแฟ๊บ

“เราคิดว่า หน้าที่ของเราคือสร้างความทรงจำในวัยเยาว์ที่สวยงามให้กับเด็ก เพราะเราเชื่อว่า ถ้าข้างในของเขาแข็งแรง ไม่ว่าเขาจะไปเติบโตที่ไหน เขาพร้อมจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี”

เมล็ดพันธุ์แห่งเสรี และลมใต้ปีก

26 ปีผ่านไป 

เส้นผมของป้าอี๊ดและป้าแฟ๊บเริ่มชโลมด้วยสีดอกเลา
เด็กน้อยที่เคยนอนกลิ้งเกลือกบนพื้นร้านหนังสือ ต่างเติบโตทั้งทางกายภาพและวุฒิภาวะ บ้างก็ไปแต่งงานมีลูกเต้า และบ้างลูกเต้าก็กลายมาเป็นเด็กรักษ์เขาชะเมารุ่นต่อมา บ้างเติบโตไปร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนา บ้างก็ไปประกอบสัมมาอาชีพตามทางของตน

“เคยมีน้องคนหนึ่งชื่อตั้ม เขาทำให้เราเชื่อมั่นว่า คนที่มีราก ไม่ว่าจะไปอยู่ไหน ก็ยังแข็งแรง วันนี้เขาเป็น ดอกเตอร์วิฑูร คุ้มหอม อยู่ที่สาธิตราชภัฏเพชรบุรี และได้สอนนักเรียนในแบบที่เขาเคยได้เรียนรู้ที่รักษ์เขาชะเมา เอารูปแบบกระบวนการไปสอนต่อ

“หรือน้องเจ เขาชอบเก็บข้อมูลเรื่องประมงพื้นบ้าน จนสุดท้ายก็ได้ทุนเรียนปริญญาเอกวิทยาศาสตร์ทางทะเล เขาสามารถไปต่อยอดได้ เราเป็นเพียงลมใต้ปีก เราเพียงย้ำเสมอว่า เรียนไปเพื่อรับใช้มวลชนนะ”

ป้าแฟ๊บและป้าอี๊ดไม่เคยการันตีว่าสถานที่แห่งนี้จะผลิตเยาวชนให้กลายเป็นเจ้าคนนายคนตามระบอบ พวกเธอไม่ได้หวังเช่นนั้น เพราะสิ่งที่พยายามทำ คือการปลูกฝังสมดุลแห่งชีวิตให้เขาเหล่านั้นเติบโตเป็นพลเมืองที่รู้ร้อนรู้หนาว และไม่เพิกเฉยต่อความผิดปกติของสังคม

“อย่างน้องแม็กซ์ น้องรุ่นแรกของกลุ่ม ปัจจุบันขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด น้องแม็กซ์เคยพูดว่า ‘สิ่งที่ผมได้จากกลุ่มคือ ผมไปขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด ผมไม่เคยเอาเปรียบลูกค้าเลยนะพี่’

“ไม่ว่าคุณจะไปเติบโตที่ไหน คุณคือเมล็ดพันธุ์ที่งอกงาม เมล็ดพันธุ์แห่งเสรีภาพที่จะไปเติบโตที่ไหนก็ได้ แต่เขาก็จะเป็นพลเมืองที่ดี กรีดยางอยู่บ้านก็ทำงานทางสังคมได้ คนทำงานทางสังคมไม่จำเป็นต้องเป็น NGO นะ”

ระหว่างที่เธอทั้งสองเฝ้ามองการเติบโตของเด็กๆ เหล่านี้ ชั่วขณะเดียวกัน พวกเธอก็สำรวจการเติบโตของตนเองอยู่เนืองๆ

“จากที่เราเคยอยู่ข้างหน้านำเด็กๆ วันนี้ไม่ได้แล้ว ถึงเวลาเราก็ต้องถอย ต้องคอยหนุนเขา เป็นลมใต้ปีกให้เขาได้บิน” ป้าแฟ๊บว่า

“ที่สำคัญ เราจะมาคิดว่าตัวเองเจ๋งกว่าเด็กไม่ได้ บางเรื่องเขาเก่งกว่าเราก็ต้องให้เขาเป็นคนนำ สมัยนี้ความคิดเด็กไปเร็วจนเรานั่งอ้าปากฟังเขาคุย เมื่อก่อนนะ เด็กๆ นั่งอ้าปากฟังเราคุยเรื่องประสบการณ์ชีวิต โอ้ย เราพราวด์นะ ‘ป้าไปโบกรถ ป้าไปม็อบ’ เด็กนั่งตาโตตาลุกวาว ผ่านไปแป๊บเดียว เราต้องมานั่งอ้าปากค้างฟังเขาแล้ว ‘โอ้โห อย่างนี้เลยหรอลูก’ วิธีการและความคิดเขาเปลี่ยนไป มันมีพลังของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เหมือนรุ่นเรา” ประโยคนี้เป็นของป้าอี๊ด เธอเล่าด้วยยิ้มที่ระบายทั่วใบหน้า รอยยิ้มที่สะท้อนทั้งความเข้าใจ และชื่นใจในตัวเด็กๆ ของเธอ

ก่อนที่บทสนทนาจะสิ้นสุดลง ป้าแฟ๊บทิ้งท้ายประโยคที่เธอใช้เวลาใคร่ครวญตลอดเวลาการทำงานที่ผ่านมา

“วันที่เราเป็นต้นไม้ใหญ่แล้ว ถ้าเราไม่ทิ้งใบทิ้งกิ่งบ้าง ต้นไม้เล็กจะเติบโตได้ยังไง ถึงวันนี้ของรักษ์เขาชะเมา เราเป็นต้นไม้ใหญ่แล้วจริงๆ นะ เราให้ร่มเงากับต้นไม้เล็กๆ ได้ แต่บางจังหวะตามฤดูกาลของมัน เราก็ต้องทิ้งใบเพื่อให้ต้นไม้เล็กๆ ค่อยๆ เติบโตเช่นกัน”
SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย ”

Comments