กฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
คนที่กดเข้ามาอ่าน คุณคงจะคุ้นกับประโยคนี้ไม่น้อย เป็นประโยคที่ได้ยินกันบ่อยๆจากอนิเมะในตำนานอย่าง Full metal alchemists ที่ผมมีโอกาสได้กลับไปดูหลังจากไม่ได้ดูมานาน เมื่อดูจบมันทำให้ผมได้ครุ่นคิดถึงชีวิตของตัวเองครั้งใหญ่ในรอบหลายปีเลยล่ะ

เรื่องย่อของอนิเมะเรื่องนี้กล่าวถึง สองพี่น้อง Elric ที่พยายามใช้วิชาเล่นแร่แปรธาตุต้องห้ามและได้เปิดประตูแห่งแก่นแท้ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องศูนย์เสียอวัยวะที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาไป นอกจากนั้นตัวเอกคนอื่นๆในเรื่องที่ได้ใช้วิชาแปรธาตุต้องห้ามก็จะสูญเสียอวัยวะที่ ‘สำคัญที่สุด’ สำหรับพวกเขาไปเช่นกัน ทำให้ผมได้ฉุกคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาของผม ที่มันคล้ายคลึงกับอนิเมะเรื่องนี้ (อย่าหลงคิดว่าผมใช้วิชาเล่นแร่แปรธาตุนะครับ 5555) เหลือเกิน

ตั้งแต่เด็ก เรามักจะพบเจอวิชาอะไรสักอย่าง ที่ชอบถามว่า อนาคตอยากเป็นอะไร หรือเป้าหมายในอนาคตคืออะไร ผมคิดว่าคุณครูทั้งหลายก็คงอยากให้ตอบถึงอาชีพในอนาคตนั่นแหละนะ แต่ผมที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่สิ่งที่รู้แน่ๆคือ ผมอยากเป็นคนที่มีความสุข ผมก็ตอบไปแบบนั้นจริงๆ ครูบางท่านเคยให้ผมกลับมาแก้และเขียนอาชีพลงไปแทน ก็เลยตอบไปว่าหมอบ้างล่ะ ครูบ้างล่ะ มั่วๆไป และผมก็ใช้ชีวิตวัยรุ่นตลอดหลายปีของผมอย่างมีความสุข ผมทำทุกอย่างที่ผมอยากทำ ถึงแม้ว่าสภาพแวดล้อมและชีวิตของผมจริงๆมันจะชวนให้ทุกข์ระทมเสียเหลือเกิน แต่ก็นะ เราเลือกที่จะหยิบจับความสุขเองได้นี่

จนกระทั่งผมเริ่มเข้าสู่วัยที่คงเรียกว่าผู้ใหญ่ได้ล่ะมั้ง ชีวิตที่ผมรู้สึกว่ามันทุกข์ระทมมาแสนนานตั้งแต่จำความได้และมองผ่านมันมาตลอด ผมกลับเริ่มมองข้ามสิ่งพวกนั้นไม่ได้ ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘เราจะใช้ชีวิตมีความสุขไปเรื่อยๆและมองข้ามสิ่งทุกข์ใจพวกนั้นได้จริงๆหรือ’ และคำตอบที่ผมได้ก็คือไม่ ผมเห็นทุกความไม่มั่นคงในชีวิต ความลำบากต่างๆที่พ่อแม่ผมมี ผมจะเป็นแบบนั้นไม่ได้ ผมจึงตั้งใจตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรก็ตาม ในตอนนั้นผมคิดว่า ผมจะมีความสุขได้ยังไงถ้าผมโตไปแล้วลำบาก ในโลกที่โหดร้ายแบบนี้ผมจะมีความสุขได้ยังไงในอนาคต แล้วใช่ล่ะสิ่งที่ผุดมาในหัวก็คือ ‘อำนาจ เกียรติยศ และเงินทอง’ ถ้าผมมีสิ่งเหล่านี้ อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งการันตีว่าผมและคนข้างหลังจะไม่ต้องทุกข์ระทมอย่างที่เป็นมา จนลืมสิ่งที่สำคัญสำหรับผมที่สุดไป

ผมเปลี่ยนชีวิตตัวเองจากคนที่ยึดถือความสุข ทำอะไรตามใจตัวเองเป็นหลัก กลายมาเป็นทำในสิ่งที่วางแผนไว้ว่าต้องทำ โดยตัดทุกสิ่งที่ผมคิดว่าไม่จำเป็นออกไป (ผมเป็นพวกสุดโต่งด้วยล่ะ) ทั้งความสัมพันธ์กับคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อเป้าหมายของผม และกิจกรรมที่มันไม่จำเป็นสำหรับผม จนผ่านมาหลายปี ในมุมมองของคนอื่นชีวิตผมคงดูเหมือนมีพรมแดงปูทาง เห็นได้ชัดว่าอนาคตของผมต้องสุดยอดแน่ๆ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งต่างๆและผู้คนรอบตัวผมค่อยๆหายไป จนผมต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอยู่หลายปีเลยล่ะ แต่ในตอนนั้นก็ยังคิดภูมิใจในตัวเองอยู่เลยนะว่าตัวเองเก่งที่ผ่านเรื่องต่างๆมาได้ด้วยตัวเอง มันเป็นสิ่งที่จำเป็นถ้าต้องการจะแข็งแกร่งขึ้น แต่สิ่งที่ผมลืมคิดไปคือ ทุกคนมีพลังชีวิตที่จำกัด เช่นกัน

ผมที่กำลังเขียนเรื่องเล่านี้อยู่ ผมได้สูญเสียความรู้สึกต่อความสุขโดยสิ้นเชิง ใช่ คุณเดาไม่ผิดหรอก โรคซึมเศร้านั่นแหละ จริงๆก็ไม่ใช่แค่ความสุขหรอกที่หายไป ทุกอารมณ์ของผม เศร้า โกรธ ทุกอย่างล้วนหายไปหมด เหลือเพียงแต่ความสิ้นหวัง และอนาคตที่มองไม่เห็นอีกต่อไป แม้แต่เรื่องเล็กๆที่เคยทำแล้วมีความสุขก็กลับกลายเป็นไม่รู้สึกเสียอย่างนั้น กลายเป็นว่าตอนนี้ผมที่พลังชีวิตหมดไปแล้ว เป้าหมายในชีวิตก็ยังไปไม่ถึง ผู้คนที่สำคัญรอบตัวก็ไม่มี โดดเดี่ยว และใกล้จะอดตาย สิ่งเหล่านี้ที่ผมกล่าวไปนั้น ล้วนทำให้ผมทรมานกับการมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่มากเท่ากับความสุขที่หายไปเลยจริงๆ สิ่งเดียวที่ผมต้องการมาตลอด ผมกลับหลงลืมมันไป หลงลืมทุกคนที่มีส่วนทำให้ผมมีความสุข หลงลืมทุกการกระทำที่ทำให้ผมมีความสุข และสิ่งที่สำคัญคือผมหลงลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่ของตัวเองไป หากผมไม่ยอมแพ้ไปก่อน ก็ได้แต่หวังว่าสักวัน ผมจะได้ตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง

หากคุณกำลังรู้ตัวแล้วว่ากำลังทำชีวิตของตัวเองหล่นหายไป ลองทบทวนดูอีกครั้งก็ไม่ได้เสียหายนะครับ ด้วยความหวังดี ... จาก ผม

SHARE

Comments