จากสายตาผู้ไร้ค่า
หมึกสีดำครามยามราตรีไหลซึมทั่วทั้งท้องฟ้า มีเพียงแสงไฟจากอาคารกำลังส่องแสงประกาศกร้าวสู้กับรัตติกาล แสงไฟดวงน้อยช่างไร้ค่าเมื่อเทียบกับความมืดที่ปกคลุม ฉันยืนอยู่ตรงระเบียงห้องที่ปิดไฟเพราะไร้เหตุผลที่จะมีแสงสว่าง ทอดสายตาออกไปในเมือง 

ถนนหลากสายตัดผ่านอย่างเป็นระเบียบ ไฟสีแดงสีเหลืองของรถยนต์หลากโทนหลายน้ำหนัก
ทิ้งบาดแผลข่วนอากาศไร้สีสัน เป็นเส้นสียาวบ้างสั้นบ้างตามความเกรี้ยวกราดที่ระบายผ่านการเหยียบคันเร่ง บาดแผลทิ้งรอยบนอากาศที่ไม่นานก็หายไป แต่บาดแผลในใจ 
นานเพียงใดก็ไม่จางหายไปเสียที 

เจ็บปวดเสียจนชินชา ชินชาเสียจนไร้ซึ่งความเจ็บปวด ไม่เหลือทั้งความเสียใจ ความโศกเศร้า 
เป็นความว่างเปล่า เหมือนกับว่าความคิดเป็นกระดาษสีขาวไร้รอยขีดเขียน หากมีความคิดบางอย่างปรากฏ คงชัดเจนเสียจนทำตามความคิดนั้นโดยไม่ยั้งคิด ฉันจ้องมองต่อไปทิ้งสายตาอย่าง
ไร้จุดหมายไม่ตั้งใจจับจ้องสิ่งใดมาใส่ใจ ทั้งเมือง ทั้งรถที่ผ่านไป ทั้งคนเดินถนน ทั้งเสียงเฮฮา 
เสียงก่นด่า ล้วนไม่มีความหมายใดสลักสำคัญแม้แต่น้อยทั้งต่อโลกหรือต่อฉัน

ชั่วพริบตาที่สีสันถูกแย่งชิงจากโลกใบนี้ วิสัยทัศน์กลับกลายเป็นโลกกลับหัว โลกที่ตึกสูงตระหง่านทอแสงไฟนีออนเย้ยอยู่บนท้องฟ้า ทำท่าจะหล่นลงมาบดขยี้ท้องนภาบนผืนดินที่ไร้สิ่งใดจะรองรับ ฉันเต็มใจจำใจร่วงหล่นจากระเบียง สายลมพัดเพรียกหาให้ดำดิ่งสู่ผืนฟ้ายามราตรี ปล่อยให้ร่างกายเป็นไปตามกฎแรงโน้มถ่วง จับจ้องภาพอันแสนวิปริตไว้ให้นานที่สุดอย่างไร้ความหมาย ก่อนที่จะหลับตาลง... 

ก่อนที่บุปผาสีชาดจะบานขึ้น 
บานขึ้นอย่างแข็งแกร่งหาญกล้าแต่เปราะบาง 
บานขึ้นอย่างเปี่ยมคุณไร้ค่า 
บานขึ้นอย่างน่าสลดปนโล่งใจ 

ประดับไว้เป็นที่ระลึกอย่างสุดท้ายในโลกแห่งความว่างเปล่าไร้เฉดสีแห่งนี้

SHARE
Writer
lonelykitty
มนุษย์ที่อ่อนต่อโลก
เป็นคนย้อนแย้ง ขี้เหงาแต่ชอบอยู่คนเดียว อ่อนไหว และเปราะบาง

Comments