เชอร์โนบิลตอกย้ำทฤษฎีวิวัฒนาการ
ชื่อเต็ม : เชอร์โนบิล ตอกย้ำทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน ว่าด้วยการคัดเลือกโดยธรรมชาติ
เขียนโดย : Nakvat Hatikva Hakimov 
แหล่งอ้างอิง :  In The Wake Of Nuclear Disaster, Animals Are Thriving In The Red Forest Of Chernobyl เขียนโดย Erin Kelly
เผยแพร่เมื่อ : 6 ตุลาคม 2020 
การคัดเลือกโดยธรรมชาติ เป็น1ในหลายๆทฤษฎีวิวัฒนาการ ทฤษฎีนี้ถูกนำเสนอโดย ชาร์ล ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาผู้โด่งดัง ,ทฤษฎีดังกล่าวว่าด้วยเรื่องของกระบวนการของการวิวัฒนาการผ่าน การผ่าเหล่า หรือ การกลายพันธุ์ ของสิ่งมีชีวิต ในระดับจีโนมไปจนถึงเซลล์ ที่จะมีผลต่อรูปกายภาพ สุขภาพ และ ความอยู่รอดของชีวิตนั้นๆ

กฎหลักของการคัดเลือกโดยธรรมชาติ คือ ผู้ที่เข้มแข็งคือผู้อยู่รอด ผู้ที่อ่อนแอจะถูกคัดทิ้ง นั้นหมายถึง กรณีที่มีการผ่าเหล่า ถ้าสิ่งมีชีวิตนั้นๆ สามารถปรับตัวในตลอดหลายชั่วอายุได้ จนสามารถมีชีวิตโดยไร้ความเจ็บปวดหรืออุปสรรค์ใดต่อการดำรงชีวิตอย่างสงบสุข สิ่งมีชีวิตนั้น ถือว่าผ่าเหล่าและวิวัฒนาการโดยสมบูรณ์แบบไปแล้ว แต่ถ้าไม่ สิ่งมีชีวิตนั้นจะเจ็บปวด ทรมาน และ จำนวนประชากรจะลดลง จากการตาย ป่วย ทรมาน และท้ายที่สุด จะสูญพันธุ์

ผมไม่เคยไปเชอร์โนบิล ในพริเพียต ประเทศยูเครน และไม่ประสงค์ที่จะเดินทางไปยังพริเพียต แม้ว่าจะมีเขตเมืองที่มีอัตรารังสีที่ต่ำ ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ถึงแม้จะทัวร์ไปพริเพียต เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ จึงเป็นเรื่องที่รู้มาจากคนอื่นอีกที อาจมีหลายเรื่องผิด คลาดเคลื่อน ไม่เป็นความจริง จึงขออภัยในที่นี้ ไปด้วยเลย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ต่อการเผยแพร่งานเขียน ที่อาจจะสร้างความเข้าใจผิด

34ปีแล้ว หลังวินาศกรรมโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลระเบิดจากการหลอมละลายของเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข4 จนทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบมากมาย ผู้ที่อาศัยรอบโรงไฟฟ้า รัศมี30กม. ถูกอพยพหนึ่งวันหลังจากเกิดเหตุการณ์ ผลกระทบมากมาย ที่เห็นจากมนุษย์ ทั้งจาก ร่างกายของเด็กหลายคนที่เกิดมา มีกายภาพที่ผิดไปจากปกติ รวมถึงจำนวนผู้ที่ป่วยมะเร็งผิวหนังมากมาย ตั้งแต่ปี 1990 - 2011 รัฐบาลยูเครนที่ประกาศเอกราชจากสหภาพโซเวียต ส่งเด็กจำนวนกว่าสองหมื่นคนไปรักษามะเร็งผิวหนังที่คิวบา

นอกจากผลกระทบโดยตรงต่อร่างกายมนุษย์ที่กล่าวมา มันยังมีผลกระทบทางอ้อม และเป็นเรื่องที่เข้าประเด็น ตอนที่มนุษย์อพยพออกมาจากเชอร์โนบิล มนุษย์ได้ทิ้งเมือง และ สัตว์หลายชนิด ให้อยู่ในเขตรังสี ที่เป็นโซนกักกันที่เข้าออกไม่ได้ง่ายๆ สัตว์หลายชนิด อย่างหมาป่า ติดอยู่ในเขตดังกล่าว และ อาศัยอยู๋รอดมาได้กว่า 30ปี และสามารถเพิ่มจำนวนกลับขึ้นมา กลายเป็นผู้ล่าสูงสุดในระบบนิเวศดังกล่าว ที่เปลี่ยนไป แม้แต่กับพืช ,ใบไม้ของป่าในเขตเชอร์โนบิล จะออกมาเป็นน้ำตาลแห้ง นั้นทำให้เขตป่าดังกล่าว รู้จักกันในชื่อ ป่าแดง

นอกจากหมาป่าที่เพิ่มจำนวนประชากรแล้ว ยังมีม้าป่าและหมูป่าที่เพิ่มประชากร ซึ่งสร้างห่วงโซ๋ของระบบนิเวศใหม่ให้กับเชอร์โนบิล ที่สามารถคงอยู่ต่อไป เพราะสัตว์เหล่านี้ คือ อาหารหลักที่ถูกออกล่าโดยหมาป่าเชอร์โนบิล

จากการศึกษา โดยนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก ระบบนิเวศและธรรมชาติของเชอร์โนบิลกำลังเปลี่ยนไป พวกเขาพบว่า สัตว์ในพื้นที่ดังกล่าว ตลอด2,600 ตารางกิโลเมตรนั้น มีการผ่าเหล่า ไม่ว่าจะเป็น นก แมลง หรือ แม้แต่พืช รังสีที่ปนเปื้อนสูงกว่าปกติ เร่งอัตราของการผ่าเหล่าอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิด ระบบนิเวศแห่งใหม่ ที่แตกต่างจากโลกภายนอก และ เป็นสถานที่ๆรับประกันแล้วว่า การวิวัฒนาการมีอยู่จริง มันประกันแล้วว่า รังสีนั้น สำหรับระยะสั้น อาจอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ที่สัมผัสมันทันที แต่ในระยะยาว สิ่งมีชีวิตหลายชนิดสามารถปรับตัวได้จากการเปลี่ยนแปลงของพันธุกรรมต่อระดับรังสี

ผลจากการค้นคว้าของผม จากบทความเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกโบราณ ให้ข้อสรุปว่า ที่จริงแล้ว เดิมโลกของเราเคยมีระดับรังสีบนชั้นบรรยากาศ สูงมาก แต่มีสิ่งมีชีวิต ก่อนยุคไดโนเสาร์ ที่สามารถอยู่รอดได้ แต่ระดับรังสีนั้น ได้สลายไปตามอากาศ และ ผลจากยุคน้ำแข็ง ทำให้ในที่สุด ระดับรังสีจึงลดมาอยู่ในระดับปัจจุบันที่เป็นอยู่ มันให้ข้อสรุปอีกข้อว่า ที่จริงแล้ว ตลอดช่วงหลายล้านปีที่ผ่าน บรรยากาศของโลกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเสมอมา ทั้งระดับรังสี หรือ แม้แต่อุณหภูมิ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ทว่าในปัจจุบัน กิจกรรมหลายๆกิจกรรมของมนุษย์ กระตุ้นให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ หรือ การกระตุ้นการผ่าเหล่าจากรังสี เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าอย่างไร มันก็ต้องเกิด ไม่จากมนุษย์ ก็จากธรรมชาติ เพียงแต่เราจะยอมรับได้หรือไม่

นี้คือเรื่องหนึงที่ มนุษย์ต้องทำความเข้าใจว่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และ ผู้ที่แข็งแกร่ง คือ ผู้อยู่รอดเท่านั้น มนุษย์ต้องปรับตามธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าสาเหตุเหล่านั้นมาจากมนุษย์ หรือ ธรรมชาติ เราก็ต้องยอมรับ จากการเปิดเผยเมื่อสองปีก่อน ว่า หมาป่าเชอร์โนบิล เริ่มกำลังขยายตัวจากป่าแดงในเชอร์โนบิล ออกสู่ป่าในเบลารุส และ เข้าสู่ป่าอันกว้างใหญ่จรดซีเบเรีย ของรัสเซีย ทำให้ผู้คนและนักวิทยาศาสตร์กลัวว่า การผ่าเหล่านั้น จะสร้างผลกระทบแง่ลบต่อการดำรงอยู่และใช้ชีวิตของมนุษย์

Jim Beasley นักนิเวศวิทยาสัตว์ป่าจากมหาวิทยาลัย Georgia ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยหมาป่าเชอร์โนบิลระบุว่า ปกติแล้วหมาป่าวัยหนุ่มจะออกเดินทางไกลเพื่อหาคู่ ดังนั้นแล้วสำหรับ Beasley ประเด็นนี้ไม่ได้น่าตกใจ แต่ที่น่าตกใจคือ หมาป่าเหล่านั้น สามารถที่จะออกจากเขตกักกันได้อย่างไร

คำตอบคือ แม้จะมีการกักกัน ทว่ามีจุดหนึงที่เป็นรอยรั่วของเชอร์โนบิล นั้นคือ พรมแดนเบลารุส-ยูเครน ไปทางทิศเหนือของป่าแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ธรรมชาติ ที่ถูกละเลย และ ไม่ได้รับการใส่ใจจากเจ้าหน้าที่ของเบลารุสมากนักในการป้องกัน สิ่งมีชีวิตจากระบบนิเวศที่แตกต่างและเกิดการกลายพันธ์ุ ซึ่งประเด็นนี้สร้างความกังวลแก่ผู้คนมากมายว่า การกลายพันธุ์นี้จะส่งผลต่อหมาป่าภายนอกในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ซึ่งก็เป็นจริงอย่างแน่นอน และ จะยังคงมีการติดตามต่อไป กระนั้น Anders Møller นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Paris-Sud แย้งว่า หมาป่าเชอร์โนบิลที่รับรังสีและกำลังผ่าเหล่า ไม่น่าจะเดินทางออกไปไกลนอกพื้นที่ได้ขนาดนั้น และ ความกลัวของประชาชนต่อเรื่องนี้เป็นการตื่นตูมมากเกินไป

กลับมาที่โซนกักกันเชอร์โนบิล การผ่าเหล่าหรือกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้น และ คำตอบที่สวนทางกับนักวิทยาศาสตร์โซเวียตเมื่อ30ปีที่แล้ว ที่พวกเขากล่าวว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะอยู่รอดได้ การดำรงอยู่ของสัตว์เหล่านี้ และ ระบบห่วงโซ่ที่ได้รับการออกแบบโดยธรรมชาติ พิสูจน์ให้เห็นว่า มีผู้อยู่รอด ที่สามารถทนกับสภาพแวดล้อมใหม่นี้ได้ กระนั้น ก็มีหลายชนิดที่ก็ไม่สามารถอยู่รอดหรือผ่าเหล่าอย่างสมบูรณ์ได้ หนึ่งในนั้นคือมนุษย์

มนุษย์มีการแพทย์ที่ก้าวหน้า แต่ไม่สามารถผ่าเหล่าโดยสมบูรณ์ กฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลของกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบ ได้กำหนดไม่ให้ ผู้ที่ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากผลกระทบของเชอร์โนบิล ทั้งมะเร็งผิวหนัง ห้ามแต่งงานหรือมีลูกได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พันธุกรรมที่ผิดปกติ ถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลาน ประเด็นหนึงคือเรื่องของมนุษยธรรม เพราะลูกหลานเหล่านั้นจะมีชีวิตที่ผิดปกติและทรมาน อีกประเด็นคือ ภาพสะท้อนที่มนุษย์กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่มนุษย์ถามหาและอยากได้การเปลี่ยนแปลง แต่กระนั้นผมก็เข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงจากเชอร์โนบิล เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทรมาน และ โอกาสที่มนุษย์จะรอดนั้น น้อยมาก มันอาจต้องใช้ชั่วอายุคนกว่าหลายชั่ว ในการที่จะสามารถปรับแต่งความอยู่รอดนี้ได้

อย่างไรก็ตาม เชอร์โนบิล กลายเป็นพื้นที่การศึกษาชีววิทยาและธรรมชาติวิทยาไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์มากมาย ใช้พื้นที่นี้เพื่อสังเกตุการณ์วิวัฒนาการ ในธรรมชาติและระบบนิเวศแห่งนี้ แม้ว่า ผู้คนมากมาย จะเสนอให้มีการทำลายชีวิตในเชอร์โนบิล เพื่อปกป้องชีวิตนอกเชอร์โนบิล หากการผ่าเหล่า ลุกลามออกนอกเขต เหมือนการผสมพันธุ์ระหว่างหมาป่าเชอร์โนบิล กับ หมาป่านอกพื้นที่ แต่กระนั้น นักวิทยาศาสตร์พยายามเรียกร้องว่า ความตืนตระหนกมากเกินไป อาจทำลายโอกาสที่แทบจะหาไม่ได้จากที่ไหนในการศึกษา ธรรมชาติและระบบนิเวศแบบใหม่ ที่ไม่มีที่ใดในโลก เหมือนที่แห่งนี้ แม้เชอร์โนบิล จะเป็นอุบัติภัยจากความผิดพลาดของมนุษย์ ที่ไม่สามารถป้องกันการหลอมละลายของเตาปฏิกรณ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทั่วโลกได้รับการควบคุมและจัดการมาตรฐานเตาปฏิกรณ์ เพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบเชอร์โนบิล แม้จะมีเหตุการณ์ในฟุกุชิมะไดอิชิ เมื่อปี 2011 แต่มันก็เห็นภาพแล้วว่า ผลกระทบลดลง และ มนุษย์ยังพอควบคุมได้ จนไม่ได้เกิดพื้นที่กักกันวงกว้างแบบเชอร์โนบิล ดังนั้น พลังงานนิวเคลียร์ก็ยังเป็นทางออกในวิกฤตขาดแคลนพลังงานของโลกเราปัจจุบัน และ แน่นอนระดับรังสีในธรรมชาติก็เปลี่ยนแปลงเสมอ

ก่อนปิดท้ายบทความนี้ เราขอขอบคุณ Erin Kelly ผู้เขียนบทความ In The Wake Of Nuclear Disaster, Animals Are Thriving In The Red Forest Of Chernobyl ซึ่งเป็นพื้นฐานข้อมูลของบทความและการค้นคว้าของผม

"ในความทรงจำอันน้อยนิด เชอร์โนบิลอาจถูกหลงลืมจากชาวโลก แต่สำหรับชาวยูเครน เบลารุส และ รัสเซีย ฝันร้ายนี้จะคงอยู่ต่อไป และมันจะแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ควบคุมธรรมชาติที่แท้จริง คือ ธรรมชาติ หาใช่มนุษย์แต่อย่างใด แต่มนุษย์ก็สามารถหาประโยชน์และความรู้จากเรื่องนี้ได้"

SHARE
Writer
NakvatHakimov
Futurist and Writer.
นัควัต ง๊ะสมัน(ฮิบรู:นัควัต ฮาทิควา ฮากีมอฟ) เป็นนักเขียนและนักการศึกษาอิสระ

Comments

watthanainan
14 days ago
ได้ความรู้เพิ่มเลยค่ะ นึกถึงซีรีส์เรื่อง DARK หน่อยๆ
Reply