ไดอารี่คือชีวิต
ไดอารี่ก็แค่บันทึกประจำวัน แต่ฉันที่เขียนมา 21 ปีกลับมองว่าไดอารี่มันคืออีกชีวิตหนึ่ง มันคือจอฉายเงาของเรา ไม่ว่าด้านสว่างหรือด้านมืดในจิตใจ ไดอารี่ก็กางแขนรองรับอย่างสุดกำลัง

ในฐานะคนที่เขียนมาทั้งในรูปเล่มสมุดและออนไลน์ รู้สึกได้ว่ามันมีผลต่อการเขียนโดยไม่รู้ตัว หากเป็นสมุดที่เก็บไว้อ่านแต่เราผู้เดียว ก็จะเขียนอย่างเต็มคราบ ไม่ต้องคอยอธิบาย ไม่ต้องระวังระแวงฟี้ดแบ็กกลับมา ท้ายที่สุดแล้วเล่มสมุดก็เป็นตัวตนที่แท้จริงของเรามากที่สุด

ฉันไม่รู้ว่าความหมายที่แท้จริงของไดอารี่ หรือบันทึกประจำวันคืออะไรกันแน่ บางทีก็ไม่ใช่ว่าจะนึกภาพตามออกมาเหมือนกัน ยิ่งเดี๋ยวนี้ อิทธิพลของ Journal Notebook มีผลต่อการบันทึกอย่างมากทีเดียว ฉันไม่ปฏิเสธว่ามันสวย มันเพลิดเพลิน และชวนอ่านมากกว่าตัวหนังสือล้วนอย่างเดียวเสียอีก 

แต่มันก็กลายเป็นว่าต้องเขียนแต่เรื่องที่น่าจดจำ เขียนแต่ด้านดี หรือด้านสะเทือนอารมณ์ที่ไม่เน้นรายละเอียดยุบยับ ซึ่งบางทีชีวิตก็ไม่ได้มีเรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นทุกวัน และเราเองก็ใช่จะพร้อมนั่งจมปลักประดิดประดอย คอยตบแต่งเก็บรายละเอียด และคุมธีมคุมโทนเดียวกันได้ทุกวัน

จึงคิดว่าอาจจะคล้ายไดอารี่ แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว

หากไม่ได้ส่งครูวิชาภาษาไทยแล้ว เรื่องนี้มันไม่มีเกณฑ์กำหนดตายตัวว่าต้องเขียนแบบไหน และเราก็อาจเป็นเป้านิ่งคำด่าแซะเอาได้ ถ้าออกมาพล่ามชี้แนะว่าไดอารี่มันต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น ท้ายที่สุดถ้ามันเป็นบันทึกส่วนบุคคล ก็จะแล้วแต่ความสะดวกส่วนบุคคลอีกเช่นกัน

ถึงอย่างนั้นก็อยากจะเตือนตัวเองซ้ำ ๆ อยู่ร่ำไปว่าทุกวันนี้ เราเขียนไดอารี่เพื่ออะไรกันแน่ ถ้าเพื่อบันทึกเรื่องราวในแต่ละวัน สะสมความทรงจำเป็นตัวอักษรลงสมุด แล้วเหตุใดในหลายครั้งเรากลับไม่ซื่อตรงต่อไดอารี่ตัวเองเลย มันไม่เชิงว่าปั้นเรื่องขึ้นมาใหม่เองเป็นนิทาน แต่เล่าความจริงไม่หมดบ้าง กลบเกลื่อนเคลื่อนประเด็นบ้าง พยายามนึกแต่เรื่องดี ๆ ในวันนั้นบ้าง ซึ่งมันก็ใช่ว่าจะมีเรื่องดีทุกวัน เลวร้ายที่สุดคือเราพยายามจะเป็นคนอื่น และเขียนชีวิตตัวเองแค่บางส่วน ในมุมมองของคนอื่นหรือตัวตนคนอื่น เพื่อให้ไดอารี่ของเราน่าอ่าน น่าเก็บไว้ดูวันอื่น น่าอายน้อยที่สุด และฟีลนิยายที่เอาไปอวดใครก็ได้

ฉันไม่ลืมว่าความสบายใจเป็นพื้นฐาน แต่แบบนี้มันไม่เข้าข่ายหลอกตัวเองหรือ เว้นแต่ว่าเราจะไม่ได้ซีเรียสเรื่องความทรงจำ เน้นเอาความบันเทิง

ส่วนหนึ่งฉันเป็นคนเขียนบันทึกประจำวันไว้ให้ตัวเองในอนาคต ก็อาจจะกังวลว่าตัวฉันในอนาคตมาอ่านจะผิดหวังเอา หรือรับไม่ได้ขึ้นมาก็เลยต้องการจะบิดเบือนบางส่วนไป แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องขนาดนั้นหรอก เขียนให้เต็มที่เถอะ เพราะอนาคตมาถึงเราก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

ฉันเขียนไว้ดูวิวัฒนาการทางความคิด ความรู้สึก และทัศนคติของตัวเอง บางมุมบางเรื่องในอดีต มันก็ไม่มีอยู่อีกแล้วในปัจจุบันก็ได้ ดังนั้นฉันจึงเลิกประดักประเดิด คัดหาแต่อะไรดี ๆ เขียนให้เข้าธีมคุมโทน ชีวิตของเราในแต่ละวันมันคนละสี คนละอารมณ์ คนละเหตุการณ์ ไม่มีทางจะเหมือนกันไปหมดทุกวันอยู่แล้ว อย่างว่าแหละชีวิตคนมันค่อนข้างผกผัน เอาแน่เอานอนไม่ได้

เขียนในสมุดก็แบบหนึ่ง เขียนลงออนไลน์ก็อีกแบบ เขียนเป็นงานศิลป์ก็ไปอีกแขนง ไม่มีใครสอนเราว่าเอามาแทนกันไม่ได้ คนละเจตนารมณ์ คนละเป้าหมายกันเลย ถึงมันจะคล้ายหรือเหมือนกันมาก ๆ ก็ตาม

ไดอารี่คือชีวิต เพราะว่าความคิด ความรู้สึก ความทรงจำของเราในอดีตแล่นฉายเต็มไปหมด และยิ่งเขียนต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ มันก็จะเป็นเงาอััััััััักษรที่โตตามเราในทุกวัน เมื่อหันหลังกลับไป ไม่มีร่างของเราในวัยเด็กอีกแล้ว มีเพียงเงาอักษรใช้แทนเราในตอนนั้น

ไม่ได้มีแค่วันที่โง่เขลา แต่ยังมีวันที่สดใสน่ารัก มองโลกในแง่ดี เคยมีความสุขกับอะไรที่เรียบง่ายกว่านี้ ยังอยู่กับใครสักคนทีีไม่เคียงข้างกันอีกแล้วในปัจจุบันด้วย และบางครั้งก็ผุดคติธรรมสอนใจที่ตัวเองในปัจจุบันลืมสนิทก็มี หลายทีที่อดีตเองก็เป็นครูให้เราในปัจจุบัน

ฉะนั้นไม่ต้องโกหกหมกเม็ดลงไดอารีี่อีกแล้วนะตัวฉัน เพราะมันอาจมีค่าเกินกว่าที่เธอในวันนี้จะเข้าใจ

SHARE
Written in this book
สมุดสีขาว
อารมณ์ดีเหมือนหน้าตา
Writer
Mikkiphisut
Angel of the valley
ENTJ กับบันทึกของเธอ

Comments

BBBUN
3 months ago
ดีมากเลยคุณ
Reply