Train to DelHi
Train to DelHi
17 ปีที่แล้วกับการเดินทางไปอินเดียครั้งที่ 2 เพียงลำพัง แต่เป็นประสบการณ์ที่ฉันไม่มีวันลืม นึกถึงทีไรก็ทำให้ใจเป็นสุข มันดีต่อใจมากๆ ที่รู้ว่ามีใครบางคนที่คอยดูแล เข้าใจ และอยู่ข้างๆ กันเสมอ
17 ปีที่แล้วการเดินทางไปอินเดีย ไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไหร่ ฉันไม่รู้อะไรมากนัก และสภาพตอนนั้นของฉันก็ไม่ได้ดีนักฉันไปในสภาพที่ไม่พร้อม ใจของฉันอยู่เมืองไทย แต่กายต้องเดินทางไปอินเดีย ฉันไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้างในการเดินทางครั้งนี้
ทันทีที่ประตูเครื่องบินเปิด ผู้โดยสารก็ทยอยกันเดินออกรับลมหนาวเย็น คงมีแต่ฉันหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่ไม่รู้ว่าเดลีตอนนี้หนาวเย็นมาก ลมหนาวปะทะเข้าที่ใบหน้าและร่างกายโดยไม่ทันตั้งตัว ราวกับกำลังบอกฉันว่า ตอนนี้ฉันอยู่ที่นี่เดลีอินเดียแล้ว ฉันเข้าแถวตรวจคนเข้าเมืองแต่ดูคิวจะยาวขึ้นแทนที่จะลดลง ใช่ ฉันโดนแซงคิว และฉันก็ไม่รู้ว่าจะบอกพวกเขาอย่างไร ไม่เป็นไร ฉันไม่รีบ ฉันมาถึงแล้ว พี่ๆ บอกฉันว่าถ้าจะเรียกรถแท็กซี่ให้ใช้บริการ government taxi จะได้ไม่ถูกโกง ฉันจำได้แม่นเลย ฉันรับกระเป๋าและตรงไปที่เคาเตอร์ government taxi ฉันสอบถามราคาด้วยภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ พอรู้ราคาก็จ่ายเงิน ฉันไม่มีแบงค์ย่อย ฉันจึงจ่ายไป 200 รูปี เจ้าหน้าที่ยื่นทะเบียนรถมาให้พร้อมชี้บอกทางให้เดินไป แต่ฉันยังยืนอยู่เพราะฉันยังไม่ได้เงินทอน ฉันคงสื่อสารไม่รู้เรื่องหรือไม่เจ้าหน้าที่ก็อาจจะเมินเฉยเงินทอนของฉัน ไม่เป็นไร เขาคงคิดว่าฉันให้ทิป ฉันเดินไปตามทางที่เขาบอก ฉันเห็นทะเบียนรถแท็กซี่ที่ฉันจองขับผ่านไปต่อหน้าต่อตา อ้าว เฮ้ย! ความตื่นตัวและใจของฉันตอนนี้กลับมาอยู่ที่เดลี 100% แล้ว ขณะที่กำลังงงๆ และไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับเจ้าหน้าที่ที่ทำทีไม่รู้ไม่ชี้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันไม่รู้เลยว่าผู้ชายคนนี้โผล่มาจากไหน เขาเป็นเหมือนกับอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยฉัน (ฉันจำได้ว่าเขาใส่เสื้อสีขาวด้วย) เขาเข้ามาจัดการเคลียร์ทุกสิ่งอย่างให้ฉันเรียบร้อย ยกกระเป๋าขึ้นรถเรียบร้อย ไล่กุลีน้อยใหญ่ที่ตามขอทิป และเป็นคนขับรถพาฉันไปยังที่พัก ดูเหมือนจะดี มันก็ดีนะ ฉันนั่งรถคุ้มเลย น่าจะมากกว่า 200 รูปีด้วยซ้ำ เพราะคนขับพาฉันไปไหนก็ไม่รู้ (เขาเป็นอัศวินที่ไม่รู้ทางเอาซะเลย) ฉันลืมบอกไปว่าแท็กซี่ที่ฉันนั่ง เหมือนหน้าตาเหมือนกับตุ๊กตุ๊กบ้านเรานี่แหละ open air แต่ตอนนั้นแทนที่จะได้นั่งชมทิวทัศน์ของเมืองหลวงประเทศอินเดียอย่างสบายใจ ฉันเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาคนนี้จะพาฉันไปไหน ปกติใช้เวลาเพียง 15-20 นาทีไปถึงที่พัก แต่นี่มันจะชั่วโมงแล้วยังไม่มีวี่แวว และฉันก็จำไม่ได้ว่าไปยังไง ก็ครั้งแรกที่มาถึงก็เป็นตอนกลางคืน มีแต่ชื่อและที่อยู่ที่จดไว้ รถก็ไม่ได้ติดอะไร สรุปคือเขาไม่รู้จักที่พักที่ฉันบอก ฉันอาจจะออกเสียงไม่ถูก แต่ในที่สุดเขาก็พามาถึงที่พักด้วยการถามมันตลอดทาง พอมาถึง มันเหมือนกับพจมานมาถึงหน้าประตูบ้านทรายทอง ฉันยืนอยู่หน้าประตูรั้ว เหมือนไม่มีใครอยู่ ไม่มีใครมาเปิดประตู แต่ประตูไม่ได้ล็อค ฉันเปิดประตูเข้าไป ยืนงงๆ อยู่หน้าตึกใหญ่พักนึง ก็มีชายอินเดียสูงวัยคนนึงออกมา เราพูดกันไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่ เขาก็เลยให้ฉันคุยกับหัวหน้าที่ดูแลที่นี่ทางโทรศัพท์ ขนาดคุยกันต่อหน้าด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดีย ฉันยังแย่ นี่คุยทางโทรศัพท์จะรู้เรื่องไหม? แต่ไม่มีทางเลือก คุยเสร็จอย่างน้อยฉันก็รู้ว่าอยู่ห้องไหน ฉันเข้าห้องพักเรียบร้อย อากาศหนาวเย็นมาก ไม่มีใครอยู่เลย นอกจากชายสูงวัยที่เฝ้าตึก อาหารเช้าของฉันจะมีไหม? อาหารเย็นคงไม่แล้ว ฉันเพลียมาก เพราะฉันไม่ได้นอนเลยทั้งคืน แล้วก็มาขึ้นเครื่องตอน 6 โมงเช้า มาถึงเดลีเที่ยงกว่าจะออกจากสนามบินมาที่พักเจอก็บ่ายสามบ่ายสี่ น้ำยังไม่อยากอาบเลย แต่เพราะนิสัยต้องอาบน้ำก่อนนอน ยังไงก็ต้องอาบ อาบตอนนี้ดีกว่า ยิ่งมืดยิ่งหนาว แล้วคืนนี้ก็ผ่านไปด้วยดี ตื่นมาอีกทีก็เพราะเสียงเรียกที่ ไม่รู้มาจากไหนกัน เสียงเอะอะโวยวายสไตล์อินเดียมาถึงห้องของฉัน ฉันได้ยินเสียงเคาะประตูเรียก Sister Sister พอเปิดประตูออกมา ได้เจอหน้าพี่น้องคนไทยที่กลับจากทัชมาฮาล ฉันบอกกับตนเองว่า "รอดแล้วฉัน"   ฉันได้กินอาหาร พูดคุยกับพี่น้องที่ไปงานที่ทัชมาฮาลอย่างสนุกสนาน แล้วก็ถึงเวลาเดินทางต่อไปเมาท์ อาบู รัฐราชสถาน เราเดินทางกันโดยรถไฟ ชื่อราชธานี เป็นขบวนรถไฟที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น ด่วนสุด เร็วสุดแล้วแต่ก็ใช้เวลาไม่น้อย 10 ชั่วโมง นอนกันยาว ตั้งแต่ 2 ทุ่ม ถึง 6 โมงเช้า ครั้งแรกที่ไปใช้เวลาตั้ง 14 ชั่วโมง นี่ก็เร็วกว่า 4 ชั่วโมง ต่อด้วยรถบัสขึ้นเขาที่คดเคี้ยวกว่า 1 ชั่วโมง จากคนไม่เคยแพ้รถก็แพ้ แต่เนื่องจากเป็นครั้งที่สอง จึงมีการเตรียมการดีขึ้น ทิวทัศน์ขึ้นเขาสวยดีในฤดูหนาวแต่ฝุ่นนี่ซิเป็นอุปสรรค เพราะฉันเป็นคนแพ้ฝุ่น ป้องกันกันไป จนไปถึงที่หมาย ฉันมาเข้าร่วมอบรม IYF: International Youth Retreat ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ 11 แล้วที่จัดมา ฉันมีประสบการณ์ที่ดีมากมายสำหรับการอบรมนี้ ฉันรักตนเองมากขึ้นเยอะ และก็ถึงวันกลับ ฉันไม่รู้เลยว่า ตั๋วของฉันเป็นตั๋วชั้นสอง ส่วนพี่น้องที่มาอบรมด้วยกันเป็นตั๋วชั้นหนึ่ง ฉันต้องนั่งคนเดียวกับใครก็ไม่รู้ ฉันเสียใจนิดนิงแต่ก็ไม่เป็นไร และเป็นตอนนี้แหละที่ฉันรู้สึกและมีประสบการณ์ดีที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ รถไฟขากลับอาบู-เดลี เป็นรถไฟนอน เป็นที่นอนแบบเตียง 2 ชั้น ฉันได้ที่นอนชั้นล่างส่วนชั้นบนเป็นชายอินเดียวัยประมาณ 35 ปี ฉันเดาเอานะ ตามมารยาทแล้ว คนที่ได้ที่นอนชั้นล่างก็ต้องเสียสละหน่อย เพราะต้องปรับเป็นที่นั่งให้คนที่นอนชั้นบนนั่งจนกว่าจะได้เวลานอน การที่ต้องนั่งกับชายแปลกหน้า มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนักสำหรับฉันและยิ่งสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ฉันภาวนาให้เขาอยากนอนไวๆ ฉันเลือกที่จะนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างดูพระอาทิตย์แทนที่จะพูดคุยหรือสบตากับชายแปลกหน้า ฉันคิดว่าฉันคุยกับพระอาทิตย์รู้เรื่องกว่า และก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้น ชายแปลกหน้าปีนขึ้นนอนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดิน ฉันมีเวลาที่จะอยู่กับ sunset เตียงนอนที่ฉันนอนเป็นแบบขนานยาวไปกับรถไฟ มันจึงมีหน้าต่างยาวใหญ่ที่ทำให้มองดูพระอาทิตย์ได้ชัดเจน ฉันมีความสุขกับการได้คุยกับพระอาทิตย์ แต่ก็ถึงเวลาที่พระอาทิตย์จะต้องลาลับขอบฟ้าไปขึ้นอีกขอบฟ้านึง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีและค่อยๆ มืด จนดำสนิท แต่ในใจฉันกลับสว่างไสวและเต็มไปด้วยไปไออุ่นของความรักจากผู้ที่รักฉันมากที่สุด ฉันนอนหลับไปด้วยความสุขและตื่นขึ้นมาด้วยสเปรย์กลิ่นกุหลาบ มันหอมมาก ไม่รู้ว่าใครกันที่ใจดีฉีดให้แต่ฉันขอบคุณอยู่ในใจ ทำให้การเดินทางในค่ำคืนนี้ไม่น่ากลัว แต่เป็นสุขและอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันตื่นอีกครั้งก็สว่างพอดีด้วยเสียงของชายเดลีที่มารับ เขาตามหาฉันเพราะฉันยังไม่ลงจากสถานี ก็มันหลับสบายและก็มีความสุข เขาเรียกฉันเหมือนเคย Sister Sister ฉันลืมตาและยิ้มให้เขา เขายิ้มและก็หัวเราะในความไม่รู้เรื่องของฉัน

“ความรักมันไม่มีตัวตน แต่มันสัมผัสได้ มันสวยงาม และทำให้ฉันข้ามผ่านสิ่งต่างๆ มากมาย
เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่จากดวงวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันรู้จัก มันไม่มีขีดจำกัด ไม่มีเงื่อนไข
เป็นเหมือนกับพระอาทิตย์ที่ไม่มีวันพัก ไม่มีวันหยุด และส่องแสงเสมอทั้งยามตื่นและยามหลับ
ทั้งกลางวันและกลางคืน” 
SHARE
Written in this book
ประสบการณ์
Writer
JaYaSaGiTa
เรียนรู้และแบ่งปัน
มีทุกสิ่งให้เราเรียนรู้และเติบโต

Comments

Chakulap
3 months ago
อ่านเพลินเลย555 ไปเที่ยวน่าสนุกจัง
Reply
JaYaSaGiTa
3 months ago
ขอบคุณคะ มันเป็นความทรงจำที่งดงามคะ