นอนหลับ “ไม่ฝัน” ไม่ได้แปลว่า “นอนหลับสนิท”
 
โดยปกติแล้วเราควรนอนหลับพักผ่อนให้ครบ 6-8 ชั่วโมง / วัน บางคนนอนหลับฝันดี ฝันร้าย บ้างก็นอนหลับฝันไม่เป็นเรื่อง จับต้นชนปลายไม่ได้ ซึ่งการฝันจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง บางคนไม่ฝันเลยก็มี ทำให้หลายคนคิดว่า การนอนหลับไม่ฝันอะไรเลย เรียกว่า “หลับสนิท” 


จริงหรือไม่ นอนหลับไม่ฝันเลย คือ การนอนหลับสนิท!? 
จริงๆ แล้ว ถ้าคืนไหนที่เรานอนหลับรู้สึกว่าเราไม่ได้ฝันอะไรเลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรานอนหลับๆ ตื่นๆ ไม่ได้นอนหลับยาว ซึ่งจริงๆ แล้วมนุษย์เราฝันขณะนอนหลับทุกคืน เพียงแต่บางคืนคุณอาจจำไม่ได้ว่าฝัน ความฝันไหนที่เราจำได้ คือฝันที่เราตื่นในขณะที่เรากำลังฝันไปกลางเรื่อง อาจจะเป็นช่วงที่เพิ่งเข้านอนได้ไม่นาน ช่วงกลางดึก หรือช่วงกำลังจะรุ่งเช้า

 ทำไมเราถึง “ฝัน” ? 
เวลาเรานอนหลับมักเกิดความฝันเสมอ เป็นกระบวนการทางสมองที่ทำงานขณะนอนหลับ ใน 1 คืนเราไม่ได้ฝันแค่เรื่องเดียว โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคืนเราอาจฝันได้มากถึง 4-5 เรื่อง แต่เรามักจะจำความฝันได้ไม่หมดทุกเรื่อง มักจะจำเรื่องสุดท้ายที่ฝันได้เพราะเป็นช่วยใกล้จะตื่นมากที่สุด บางคนฝันเป็นภาพสี บางคนอาจฝันเป็นภาพขาวดำ โดยทฤษฎีแล้วไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด

:: สาเหตุที่เราฝันยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่ความฝันไม่ได้มีขึ้นมาเฉยๆ เพราะการที่เราฝันขณะนอนหลับเป็นการช่วยปลอบประโลมจิตใจราวกับได้ทำการบำบัดจิตด้วยตัวเองโดยที่เราคาดไม่ถึง

 ข้อดีของความฝัน 
ความฝันที่เกิดขึ้น มีตั้งแต่เรื่องไร้สาระที่เคยเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา ไปจนถึงเรื่องที่เราหวาดกลัว หรือกังวลในอดีต ตลอดจนความทรงจำอันเลวร้าย สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่เราพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบกับสิ่งเหล่านั้น การที่เราฝันถึงสิ่งแย่ๆ ถือว่าเป็นกระบวนการทางสมองที่อยากบำบัดจิตใจของเราเองให้คุ้นชิน และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่เราหวาดกลัว เมื่อเราเปิดใจยอมรับกับสิ่งเหล่านั้นในความฝัน จิตใต้สำนึกของเราก็จะเริ่มค่อยๆ ปรับตัว และรู้สึกหวาดกลัว หรือรู้สึกแย่ต่อเรื่องราวเหล่านั้นน้อยลงได้ ราวกับเราได้เล่าเรื่องที่เรากังวลใจให้กับจิตแพทย์ฟัง เลยทำให้ความฝัน สามารถลดอาการของโรคซึมเศร้าได้

ทั้งนี้ หลายคนพยายามหลีกเลี่ยงไม่พบเจอ ไม่เห็นเรื่องราวเหล่านั้น แม้กระทั่งในความฝัน หากยิ่งคิดก็อาจจะต้องพบกับเรื่องแย่ๆ เหล่านั้นในความฝันไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น ดังนั้น คุณควรเผชิญกับภาวะฝันร้ายซ้ำๆ เพื่อปลดล็อกตัวเองจากสิ่งที่เรากังวล หรือความทรงจำที่เป็นบาดแผลในจิตใจลึกๆ ของคุณ

 อยากฝันดี ต้องทำอย่างไร!? 
ถ้าหากการนอนหลับฝันร้าย ไม่ได้ส่งผลต่อจิตใจของเรา ก็สามารถปล่อยผ่านได้ เพราะบางคนชอบฝันร้าย ได้ลุ้น ได้สนุก และระทึกไปกับเรื่องราวที่ฝัน เช่น ฝันเห็นโจรวิ่งไล่ล่ากัน ฝันเห็นผี ฝันว่าตกเหว เป็นต้น สำหรับคนที่อยากฝันดีมากกว่าฝันร้าย อาจจะต้องมีปัจจัยเสริมบางอย่างเข้ามาช่วย ก่อนอื่นควรปรับสภาพจิตใจ และความรู้สึกนึกคิดของเราเองก่อนเข้านอน ใครที่เข้านอนหลังจากได้ดู หรือได้ฟังเรื่องราวดีๆ ก็จะมีโอกาสนอนหลับฝันดีมากกว่าคนที่ครุ่นคิดแต่เรื่องร้ายๆ เครียดๆ


นอกจากนี้ คุณภาพในการนอนก็สำคัญเช่นกัน โดยเตรียมตัวให้ร่างกาย และสมองผ่อนคลายอย่างเต็มที่ จึงจะช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- อาบน้ำอุ่น หรือแช่น้ำอุ่นให้สบายตัว
- ดื่มน้ำ หรือนมอุ่นๆ ก่อนนอน
- ปรับอากาศในห้องนอนให้สบาย ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป ไม่ตัวมีเหงื่อ
- งดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด รวมถึงงดการดูทีวีก่อนเข้านอน
- ปิดไฟในห้องนอนให้มืดสนิท
- ปิดเพลง ปิดเครื่องมือการสื่อสาร ไม่ให้มารบกวนการนอนหลับ
- ทำให้ภายในห้องมีกลิ่นหอม ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย อย่าง กลิ่นดอกไม้ที่เราชอบ กลิ่นสมุนไพรที่ช่วยทำให้เราผ่อนคลาย
- หากหลับตานอนเฉยๆ 15-30 นาที ถ้าหากยังไม่ง่วง ให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเบาๆ ก่อนจนกว่าจะง่วง เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ (ยังคงงดเว้นจากทีวี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)
- ช่วงหลับตานอน ให้นึกถึงเรื่องดีๆ ที่เราอยากฝันถึง


แต่ถ้าทำทุกอย่างแล้ว ยังนอนหลับไม่สนิท ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาการนอนหลับอย่างจริงจัง และสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นก่อนนอนหลับคือ ไม่ควรปล่อยให้ท้องว่าง เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกหิว จะทำให้เรากระวนกระวายนอนไม่หลับ และยิ่งไม่อยากกินอาหารตอนกลางคืนเพราะกลัวอ้วน แนะนำให้ดื่มเวย์โปรตีนก่อนนอน ซึ่งโปรตีนจะช่วยให้อิ่มท้อง แถมไม่อ้วนด้วย และยังเร่งการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ปรับฮอร์โมนที่ดีให้สมดุลขณะนอนหลับ ทีนี้ก็สามารถนอนหลับสนิท ฝันดีได้แน่นอน

SHARE
Writer
Wheywwl
สุขภาพ
ครอบคลุมเรื่องสุขภาพ

Comments