เรื่องสั้น : ห้องที่ไม่มีคนอยู่



เสียงออดดังลั่นเป็นสัญญาณบอกว่าหมดคาบเรียนไปอีกหนึ่งคาบ อาจารย์ผู้สอนหอบหนังสือเดินออกจากห้อง และนักศึกษาก็พากันเก็บอุปกรณ์การเรียน สมุดหนังสือยัดใส่กระเป๋าและเตรียมตัวไปเรียนวิชาต่อไป

"อาจารย์สั่งรายงานอีกละ ไม่เบื่อมั่งไงว้า สั่งทุกเดือนเลย" ชาตรีบ่นแล้วเหวี่ยงกระเป๋าเป้ขึ้นบ่าเดินออกจากห้องไปพร้อมเพื่อน

"ไม่ดีหรือไงวะ จะได้เป็นคะแนนช่วย หรือมึงอยากสอบเอาคะแนนเพียวๆ วิชานี้ตัดเกรด 80 คะแนนนะมึง" สมภพกอดคอเพื่อนเดินไปตามระเบียง

"ไม่ว่ะ กูก็บ่นไปงั้นแหละ ถ้าเอาแต่คะแนนสอบอย่างเดียว กูตกชัวร์ ยิ่งโง่เศรษฐศาสตร์ด้วย ทำไมต้องใส่มาเป็นวิชาบังคับด้วยก็ไม่รู้" ชาตรีส่ายหัวรัว

"แค่พื้นฐานของเด็กปี 1 น่า อดทนเรียนหน่อยเถอะ" สมภพหัวเราะเพื่อนที่เกลียดวิชาเศรษฐศาสตร์เข้าไส้ แต่ดันเรียนสายบริหาร

"เออ ๆ กูจะทำรายงานส่งหนาเป็นนิ้วเลยคอยดู"

"งั้นเสาร์นี้ไปนอนบ้านกูไหม จะได้ช่วยกันทำรายงานด้วยไง"

"บ้านมึงเหรอ ก็ได้ว่ะ แม่มึงทำกับข้าวอร่อย" ชาตรีหัวเราะออกมา

"ไอ้ตะกละ มึงก็คิดแต่เรื่องกินอย่างเดียวนี่ล่ะ" สมภพส่ายหน้าระอาเพื่อนสายกิน

"ช่างกูเถอะ กูกินแล้วไม่อ้วนสักหน่อย"

สองหนุ่มคุยกันด้วยความสนุกก่อนจะตั้งใจเรียนจนครบทุกวิชาของวันนี้และแยกย้ายกันกลับบ้าน

พอถึงเช้าวันเสาร์ สมภพก็ไปรับชาตรีที่หน้าหมู่บ้านตามเวลาที่นัดไว้แล้วพามาที่บ้านเขาซึ่งอยู่ท้ายหมู่บ้าน และวิมาดา แม่ของสมภพก็รีบออกมารับเพื่อนของลูกชาย

"หวัดดีครับป้า ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะครับ" ชาตรียกมือไหว้ทักทายด้วยความคุ้นเคย

"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะตอง เข้ามาเลย ป้าทำขนมรอนานแล้วเนี่ย" วิมาดาหัวเราะด้วยความชอบใจกับคำทักทายของเด็กหนุ่ม

"สองปีแล้วมั้ง ตั้งแต่ป้าย้ายมาอยู่ที่นี่ ผมก็ไม่ได้มาเยี่ยมสักที" ชาตรีสะพายกระเป๋าเดินเข้าบ้านไปพร้อมวิมาดา และสมภพก็เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำเย็นกับแก้วมาวางให้ที่โต๊ะรับแขก

"ก็ลุงเขาย้ายสาขาการทำงานนี่นะ ป้าก็ไม่ได้อยากย้ายหรอก ที่นี่มันบ้านนอกไปหน่อย" วิมาดาถอนหายใจออกมา

"บ้านนอกที่ไหน อากาศดีจะตาย หลังบ้านเป็นทุ่งนาด้วย" ชาตรีวางกระเป๋าเป้ลงบนโซฟาแล้วเปิดขวดน้ำเย็นเทใส่แก้วยกขึ้นดื่มอึก ๆ

บ้านของสมภพเป็นบ้านชั้นเดียวหลังใหญ่อยู่แถบชานเมือง มีต้นมะม่วงอยู่หน้าบ้าน หลังบ้านเป็นทุ่งนาเขียวขจี บ้านทางซ้ายมียายแก่ ๆ อาศัยอยู่กับลูกสาวและหลานวัยประถม บ้านทางขวาเป็นสามีภรรยาที่ขายของในตลาดสด

"ภพ ตอง มากินข้าวก่อน มันเที่ยงกว่าแล้ว" วิมาดาตักข้าวใส่จานแล้วเรียกสองหนุ่มที่นั่งคุยกันเฮฮาหน้าจอทีวี

"โอเคครับ" ชาตรีรับคำแล้วรีบไปนั่งที่โต๊ะอาหารทันที เขามองกับข้าวหลายอย่างด้วยความถูกใจ มันมีแต่ของที่เขาชอบทั้งนั้น

"โห แม่ทำกับข้าวเยอะไปป่ะ แค่สามคนเองนะ พ่อก็กลับมาตอนค่ำ ๆ โน่น" สมภพมองแกงเขียวหวานไก่ ไข่เจียวชะอม ปลาทูทอด น้ำพริกกะปิและผักสดหลายอย่าง

"เออน่า กินไปเถอะ ภพจะได้อ้วนขึ้นบ้าง ทุกวันนี้ผอมยังกะก้างปลา" วิมาดาไม่สนใจลูกชายและหันไปหาชาตรี

"กินเยอะ ๆ นะตอง ป้าทำเผื่อเยอะแยะเลย มีบัวลอยตบท้ายด้วย"

"ได้ครับป้า ผมจัดการเอง" ชาตรีหัวเราะร่วนแล้วจัดการข้าวตรงหน้าด้วยความอร่อย

เพราะกินไปด้วยคุยไปด้วย ไม่นานนักอาหารบนโต๊ะก็ถูกจัดการจนเรียบด้วยความอิ่มอร่อยของทุกคน วิมาดามีฝีมือการทำอาหารจนสมชัย พ่อของสมภพติดหนึบและขอแต่งงานอยู่ด้วยกันมาจนถึงวันนี้

หลังมื้อกลางวันแสนอร่อยผ่านไป สองหนุ่มก็หอบโน้ตบุ๊กคนละตัวไปนั่งทำรายงานด้วยกันที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน และมีกล้วยฉาบที่วิมาดาทำเองเป็นของกินเล่น

เพราะเป็นยุคเทคโนโลยี การทำรายงานจึงไม่ยากนัก แค่ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก๊อปปี้ข้อความ และเอามาวางในโปรแกรมพิมพ์งาน ใส่เชิงอรรถ ตกแต่งเนื้อหาอีกนิดหน่อยก็เรียบร้อย แต่กว่าจะได้เนื้อหารายงานที่ละเอียดมากพอ ก็ต้องค้นข้อมูลจากหลายเว็บไซต์และเอามารวมกันโดยให้ครบตามหัวข้อที่ได้รับมา

ชาตรีทำรายงานไปด้วย กินกล้วยฉาบไปด้วยความเพลิดเพลิน แต่พอเงยหน้าละสายตาจากจอโน้ตบุ๊ก เขาก็ตกใจนิดหน่อยที่เจอหน้าของหญิงชราโผล่พ้นขอบรั้วคอนกรีตขึ้นมา และกำลังมองเขาด้วยความสนใจ

"ใครวะภพ" ชาตรีสะกิดมือเพื่อนที่นั่งตรงข้ามเบา ๆ

"หือ.. ใคร?" สมภพเงยหน้าจากรายงานมองหน้าเพื่อน และหันไปทางที่เพื่อนบุ้ยปาก

"อ๋อ ยายเจียม แกไม่ค่อยปกติหรอก อย่าสนใจเลย" สมภพบอกด้วยความไม่ใส่ใจ

"ไม่ปกติยังไงวะ?"

"แกชอบพูดเพ้อเจ้อน่ะ ประมาณว่าเห็นผีบ่อย ๆ อะไรประมาณนี้ ได้ยินน้าข้างบ้านบอกว่าแกเคยโดนรถชนสมองกระทบกระเทือน จากนั้นก็เพ้อเจ้อว่าเห็นนั่นเห็นนี่ แต่แกเป็นคนดีนะ มีน้ำใจและรักเด็ก เสียแต่ชอบพูดเรื่องผีให้คนฟังหลอนเล่น ๆ นี่แหละ"

"เหรอ.." ชาตรีหันไปมองยายข้างบ้านแล้วยิ้มให้ และยายก็ยิ้มตอบมา

"นี่ไอ้หนุ่ม เอ็งมาเที่ยวเหรอ?" ยายเจียมทักขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง

"มาเที่ยวครับ" ชาตรีตอบด้วยความสุภาพกับคนสูงวัย

"เอ็งมาคนเดียวเหรอ หรือมาสองคน"

"มาคนเดียวครับ"

"เหรอ.. เออ ๆ โชคดีละกัน" ยายเจียมพยักหน้าหงึกหงักแล้วผลุบหัวลงไปจากรั้วคอนกรีต

"อย่าสนใจแกเลยน่า ทำรายงานมึงให้เสร็จก่อน" สมภพท้วง

"เออน่า แกทักมา กูก็ต้องตอบตามมารยาทสิวะ แกเพิ่งเคยเห็นหน้ากูก็ต้องสงสัยเป็นธรรมดา" ชาตรีหัวเราะออกมาแล้วมองรั้วที่สูงสองเมตรด้วยความแปลกใจ ยายเจียมปีนบันไดมาทักเขาเหรอวะ ถ้าเป็นคนปกตินี่คงชอบสอดเรื่องชาวบ้านไม่ใช่น้อยเลยนะเนี่ย

"นี่ไอ้หนุ่ม!" ยายเจียมโผล่พรวดขึ้นมาจากรั้วและทักเสียงดังจนชาตรีตกใจอีกรอบ

"อะ.. ครับ มีอะไรครับ?"

"จะปล่อยเพื่อนเอ็งยืนอยู่แบบนั้นเหรอ เก้าอี้ก็ว่างนี่ ทำไมไม่ให้นั่งด้วยล่ะ"

"ห๊ะ! เพื่อนผม? ก็ไอ้ภพนี่ไง" ชาตรีหันไปถามด้วยความงง

"ไม่ช่าย เพื่อนเอ็งน่ะ ที่ยืนข้างเอ็งไง ไอ้ภพมันนั่งอยู่แล้ว" ยายเจียมชี้มาข้างตัวชาตรี

"ข้างผมเหรอ.. ผมมาคนเดียวนะยาย แล้วก็นั่งกับไอ้ภพสองคนเนี่ย" ชาตรีเถียงแล้วหันไปมองข้างตัวที่ว่างเปล่า

"สามต่างหาก" ยายเจียมยืนยันหนักแน่นจริงจัง

"อย่าสนใจนะไอ้ตอง มึงเออออไปกับแกก็พอ อย่าต่อปากต่อคำด้วย" สมภพสะกิดมือชาตรีเบา ๆ

"เอ่อ.. เดี๋ยวเขาก็นั่งเองแหละครับ" ชาตรีหัวเราะแห้ง ๆ แล้วเริ่มคิดตาม ยายนี่เห็นจริงป่ะวะ หรือแค่เพ้อเจ้อ

"แม่! ไปกวนเด็กมันทำไมน่ะ กลับเข้าบ้านเลยนะ!" เสียงหญิงคนหนึ่งโวยวายจากในบ้าน และยายเจียมก็หันกลับไปดู ก่อนจะหันกลับมาหาชาตรีอีกครั้ง

"เออ ๆ นั่งด้วยกันสามคนนั่นแหละดีแล้ว" ยายเจียมหัวเราะชอบใจแล้วผลุบลงไปจากรั้วคอนกรีต แล้วจากนั้นก็มีเสียงถกเถียงกันของยายเจียมกับลูกสาว แทรกด้วยเสียงเด็กที่โวยวายจะกินขนม

"กูบอกว่าอย่าสนใจยายแก่นั่นไงวะ แกเพ้อเจ้อยังงี้แหละ ชอบพูดว่าเห็นผีตามคนนั้นคนนี้อยู่เรื่อยจนคนแถวนี้เขาเบื่อละ" สมภพส่ายหน้า

"กูก็ไม่ได้สนใจสักหน่อย" ชาตรีเถียง เขาเลิกสนใจหญิงชราข้างบ้านแล้วตั้งใจทำรายงานต่อจนเย็น

เพราะรายงานยังไม่เสร็จ และพรุ่งนี้ก็เป็นวันอาทิตย์ ชาตรีจึงนอนค้างที่บ้านของสมภพ บ้านนี้มีสามห้อง พ่อกับแม่อยู่ห้องใหญ่ที่ติดกับห้องรับแขก สมภพอยู่ห้องเล็กติดห้องครัว มีทางเดินต่อออกไปหลังบ้าน

"ไอ้ภพ นี่ห้องใครวะ?" ชาตรีชี้ไปยังห้องที่อยู่ตรงข้ามห้องของเพื่อน

"ห้องเก็บของ ไม่มีคนอยู่หรอก ไปอาบน้ำนอนได้ละมึง" สมภพบอกแล้วเดินไปทางหลังบ้าน

"เออ ๆ รู้แล้ว" ชาตรีเดินเข้าห้องนอนของสมภพ เขาถอดเสื้อผ้านุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกไปที่ห้องน้ำที่ติดกับประตูหลังบ้าน จัดการอาบน้ำให้เย็นสดชื่นแล้วกลับมาแต่งตัวในห้องนอนเพื่อน เขาขึ้นไปนอนบนเตียงด้านหนึ่งและเล่นโทรศัพท์มือถือไปด้วย

สักพักสมภพก็กลับเข้ามาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและขึ้นไปนอนเล่นโทรศัพท์มือถือข้าง ๆ ชาตรีจนง่วงก็ตลบผ้าห่มมาคลุมตัว

"กูนอนละ มึงปิดไฟด้วยนะตอง"

"เออ กูก็จะนอนละ" ชาตรีบอกแล้วปิดโทรศัพท์มือถือวางไว้บนหัวนอน ลุกไปปิดไฟแล้วกลับมานอนซุกผ้าห่มข้างสมภพ

เสียงหรีดหริ่งเรไรยามดึกของแถบชานเมืองฟังเหมือนเสียงเพลงขับกล่อมให้ทุกคนนอนหลับฝันดี

กุกกัก ๆ แคร่ก ๆ ขลุก ๆ ก๊องแก๊ง ก๊อกแก๊ก

เสียงประหลาดที่ไม่ดังนักปลุกชาตรีให้ตื่นขึ้นมายามดึก เขางัวเงียแล้วลุกนั่งด้วยความหงุดหงิด คนกำลังหลับสบาย ใครมาทำอะไรหนวกหูวะ

เขาคว้าโทรศัพท์มือถือมาเปิดหน้าจอดูเวลาแล้วหันไปมองเพื่อนที่ยังหลับซุกผ้าห่มอยู่ข้าง ๆ ซึ่งไม่มีวี่แววว่าจะทำอะไรเสียงดังสักนิด

"ตีสามแล้วเหรอ.. ไปห้องน้ำดีกว่า" ชาตรีอ้าปากหาวแล้วลงจากเตียง เปิดประตูห้องเดินไปห้องน้ำหลังบ้าน

หลังจัดการปลดปล่อยส่วนเกินแล้วก็เดินกลับมายังห้องนอน แต่ก่อนที่จะยกมือจับลูกบิดประตูห้อง เสียงประหลาดก็ดังขึ้นอีก

ตึ่ก ๆ ตุ่บ ตั่บ ก๊อง ขลุก ๆแกรก ๆ

ห๊ะ! เสียงดังมาจากห้องว่างตรงข้ามห้องไอ้ภพ ไหนมันบอกเป็นห้องเก็บของไม่มีคนอยู่ไงวะ ทำไมมีเสียงวิ่งกับกระโดดอยู่ในห้อง!

ชาตรียืนมองห้องตรงข้ามด้วยใจหวั่น เรื่องที่ยายเจียมพูดตอนกลางวันแว่บเข้ามาในหัว.. ไม่มั้ง ผีไม่มีจริงสักหน่อย

เขาแข็งใจจับลูกบิดประตูห้องว่างแล้วบิดอย่างแผ่วเบาดันมันเปิดนิดหน่อย เสียงวิ่งขลุกขลักดังขึ้นมาอีกแล้วเงียบหายไป ชาตรีกลั้นใจแล้วมองดูข้างใน มันเป็นห้องที่มืดมาก แต่ก็ยังพอจะมองเห็นลาง ๆ ในห้องมีแต่กล่องใส่ของวางซ้อนกัน มีพัดลมเก่าตั้งอยู่ตัวนึง มีชั้นตะแกรงวางของจุกจิก มีกองอะไรสักอย่างที่คลุมผ้ากันฝุ่นไว้ และไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่ามีคนอยู่ในห้อง

หรือเราแค่หูฝาดวะ.. ชาตรีโคลงหัวไล่ความคิดเพ้อเจ้อแล้วปิดประตูตามเดิม แต่พอเขาจะเดินกลับห้อง เสียงกุกกักก็ดังมาอีก เหมือนอะไรสักอย่างกำลังวิ่งเล่นอยู่ในห้อง

เขาเปิดประตูผลัวะอีกทีแล้วเอื้อมมือไปกดสวิตซ์ไฟข้างประตู ห้องสว่างพรึ่บทันตา แต่ก็ไม่มีอะไรอยู่ในห้องเหมือนเดิม ห้องเก็บของก็คือห้องเก็บของ แล้วเสียงนั่นคืออะไร!?

ชาตรีปิดไฟแล้วปิดประตูห้องด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะรีบกลับเข้าไปในห้องนอน ไอ้เพื่อนเขาก็นอนคุดคู้หลับอย่างสบาย เขาขึ้นไปนอนบนเตียง มุดผ้าห่มแล้วพยายามข่มตาหลับ แต่..

ตึก ตึก ตึก กึง กึง

เสียงวิ่งบนหลังคาดังมากจนชาตรีสะดุ้ง แล้วห้องตรงข้ามก็มีเสียงกุกกักก๊อกแก๊กดังขึ้นมาอีก ผสานกับเสียงวิ่งตึงตังบนหลังคาทำให้ชาตรีเกิดอาการผวาจนต้องมุดเข้าผ้าห่ม ดึงมาคลุมโปงมิดหัว

"นะโมตัสสะ แล้วอะไรต่อวะ..." เขาเสียงสั่นไปหมด ปากคอก็สั่น มือก็สั่น ใจยิ่งสั่น เหงื่อแตกเย็นเยียบไปทั้งตัว มันต้องเป็นผีแน่ ๆ บ้านนี้มันเป็นบ้านเช่านี่ มีประวัติซ่อนไว้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วเขาก็ไม่ได้ไปไหว้ศาลพระภูมิบอกกล่าวการเข้ามาในบ้านด้วย

"ฮืออ ไอ้ภพ ตื่นสิวะ ผีหลอกกู" ชาตรีเขย่าตัวสมภพที่นอนหลับ แต่เพื่อนเขาไม่ตื่น

"ไอ้ภพ มึงตื่นมาอยู่เป็นเพื่อนกูหน่อย ฮืออ.." ชาตรีเขย่าเพื่อนอีก แต่อีกฝ่ายไม่รู้สึกตัวสักนิด กลับพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้เขา

ในเมื่อเพื่อนไม่ยอมตื่น เอาไงล่ะวะทีนี้ ชาตรียกมือมาพนมแล้วท่องบทสวดอะไรก็ได้ที่เขาพอจะนึกออกจากสมองอันว่างเปล่าที่ถูกความกลัวผีข่มจนระบบความจำเออเร่อร์ แล้วคำพูดของยายเจียมก็ยิ่งตอกย้ำความกลัวให้เขาเพิ่มมากขึ้นไปอีก

"พอแล้ว ผมกลัวแล้ว อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย" ชาตรีสวดมนต์ด้วยเสียงสั่นสะท้าน แต่เหมือนจะไม่ได้ผลสักนิด เพราะเสียงวิ่งไล่กันบนหลังคายังดังต่อเนื่อง แถมในห้องเก็บของตรงข้ามก็ยิ่งหนัก เหมือนจะไม่ได้มีผีตัวเดียวแล้ว มันกำลังเล่นกันสนุกเลย

นานแค่ไหนไม่รู้ที่ชาตรีนอนคลุมโปงสติหลุดคุดคู้ในผ้าห่ม เขามารู้สึกตัวอีกทีตอนได้ยินเสียงสมภพเรียกเขา

"ไอ้ตอง เป็นไรวะมึง มานอนม้วนในผ้าห่มยังกะดักแด้ ให้กูนอนหนาวตากแอร์อยู่ได้"

"หืออ ภพเหรอ ผีมันไปยัง" ชาตรีตอบอู้อี้มาจากในผ้าห่ม

"หา? ผีไหนวะ?" สมภพย้อนถามด้วยความงงสุดขีด

"เมื่อคืนไง มันวิ่งบนหลังคาเสียงดังลั่น มึงไม่ได้ยินเหรอ ในห้องเก็บของด้วย วิ่งกันทั้งคืนเลย" ชาตรีเถียงออกมาทั้งที่ยังไม่ยอมโผล่หัวออกจากผ้าห่ม

"ผีวิ่งบนหลังคากับในห้องเก็บของเหรอ จะบ้าเหรอ บ้านนี้ไม่มีคนตายนะเว้ย จะเอาผีมาจากไหน ฝันเพ้อเจ้อละมึง แล้วก็ลุกได้แล้ว เก้าโมงแล้ว" สมภพดึงผ้าห่มที่ม้วนตัวชาตรีออกแล้วสะบัดให้เขากลิ้งหลุน ๆ ไป

"แล้วเสียงที่กูได้ยินล่ะ มึงจะบอกว่ากูฝันเหรอ กูลุกไปห้องน้ำมานะ ไม่มีทางที่กูจะฝันแน่" ชาตรียืนยันด้วยความจริงจัง

"กูอยู่บ้านนี้มาเกือบสองปีละยังไม่เคยเจอผีสักตัว มึงตื่นให้เต็มตาแล้วไปอาบน้ำได้ละป่ะ" สมภพส่ายหน้าแล้วพับผ้าห่ม

"กูมั่นใจว่ากูไม่ได้ฝัน" ชาตรีบ่นด้วยความเคืองที่เพื่อนไม่เชื่อคำพูดเขาแล้วเดินออกจากห้องเพื่อไปห้องน้ำ

หลังจากอาบน้ำแล้วชาตรีก็เดินออกไปที่ห้องครัวด้วยความหิว เพราะตื่นสายทุกคนในบ้านจึงกินข้าวกันหมดแล้ว และไม่มีใครอยู่บ้านเลยนอกจากเขากับสมภพ

"กับข้าวบนโต๊ะมึงกินตามสบายเลย เขาอิ่มกันหมดละ" สมภพบอกแล้วเปิดตู้เย็นหยิบห่อปลาทูนึ่งออกมา เขาวางปลาทูตัวเล็กลงในชามสแตนเลสสามตัวแล้วใช้ทัพพีสับบี้จนละเอียด จากนั้นตักข้าวสวยในหม้อหุงข้าวใส่ลงไปอีกหลายทัพพี

"มึงทำไรวะภพ" ชาตรีมองเพื่อนด้วยความแปลกใจ

"คลุกข้าวปลาทูให้ผี" สมภพตอบแล้วคนข้าวกับปลาทูให้เข้ากันจนทั่ว

"ห๊ะ! คลุกข้าวให้ผี!?"

"เออ มึงกินข้าวให้อิ่มก่อน แล้วกูจะพาไปดูผีที่มึงว่า"

"ห๊ะ! ดูผี! ไหนมึงบอกบ้านมึงไม่มีผีไงวะ?"

"เออน่า รีบกินข้าวเถอะ ป่านนี้ผีกูโวยวายหิวข้าวกันละ"

ชาตรีมองหน้ายิ้มของเพื่อนแล้วรีบกินข้าวให้อิ่ม เมื่อกี้ยังว่าเขาฝันเพ้อเจ้ออยู่เลย แต่ตอนนี้บอกจะพาเขาไปดูผี มันย้อนแย้งกันจังวะ

หลังกินข้าวอิ่มและล้างจานชามเรียบร้อย ชาตรีก็เดินตามสมภพไปที่หลังบ้าน แล้วอ้อมไปด้านหลังโรงรถ มันมีจานพลาสติกเก่า ๆ อยู่หลายจานกับชามใส่น้ำใบหนึ่ง สมภพตักข้าวคลุกปลาทูในชามสแตนเลสใส่จานทุกใบแล้วเคาะจานหลายที

"มากินข้าวได้ละ พวกผีทั้งหลาย"

ชาตรียืนเงียบอยู่ด้านหลังสมภพไม่นานนักเขาก็เห็นผีของสมภพเดินออกจากพุ่มไม้มาที่จานหลายตัวและกินข้าวคลุกปลาทูด้วยความอร่อย

"แมว! ผีที่มึงว่านี่คือแมวเหรอ!?"

"เออดิ มึงไม่เคยเลี้ยงแมวเหรอ ตอนกลางคืนมันจะชอบขึ้นไปวิ่งบนหลังคาบ้านนะ แล้วปีนเข้าหน้าต่างไปเล่นกันในห้องเก็บของด้วย" สมภพมองหน้าเหวอของเพื่อนแล้วหัวเราะออกมา

"แมวของมึงเหรอ.. แต่เมื่อวานกูไม่เห็นสักตัวเลยนี่หว่า" ชาตรีมองแมวหลายตัวสุมหัวกินข้าวในจานแล้วหันไปมองหน้าเพื่อน

"แมวบ้านกูกลัวคนแปลกหน้าว่ะ พอมีใครมาที่บ้านมันจะวิ่งไปซ่อนตัวกันหมด"

"เหรอ งั้นที่ทำเสียงดังเมื่อคืนก็..." ชาตรียกมือปิดหน้าด้วยความอายเพื่อน

"จะให้กูเล่าให้พ่อกับแม่ฟังมั้ย ว่ามึงเจอผีแมวหลอก" สมภพหัวเราะก๊าก

"ไม่ต้องเลยไอ้ห่าภพ! มึงหุบปากให้สนิทเลยนะ ไอ้เพื่อนเลว ปล่อยกูนอนผวาทั้งคืน"

ชาตรีกำหมัดหวดใส่สมภพที่หัวเราะแล้ววิ่งหนีเข้าบ้านด้วยความเคืองและอาย ดีที่เขาไม่ได้กลัวผีจนจับไข้ ไม่งั้นจะอายกว่านี้

ไอ้พวกแมวผี ทำคนสติหลุดทั้งคืน

-------------------------
SHARE
Written in this book
Smiling Story
เรื่องสั้นทุกเรื่องจบในตอนและไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เขียนตามอารมณ์และอิงจากประสบการณ์ของผู้เขียนและคนที่รู้จัก ทุกเรื่องจบในตอนนะคะ อย่าคิดมากค่ะ เปิดอ่านโลด แล้วคอมเมนต์ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ

Comments

Toiiscape
2 months ago
น่าติดตามมากครับบ

Reply
i_am_pimmie
1 month ago
น้องแมววววว แงงง น่ารักมากค่ะ
Reply