ทุกความเจ็บปวดจะสร้างเรา,





         (.) สิ้นสุดการรอคอยของวัยเยาว์ สิ้นสุดขบวนรถไฟเเห่งความไม่รู้ ผ่านพ้นไปด้วยระยะทางอันยาวนาน ผมหวังจะเป็นอิสระจากความเจ็บปวดทั้งมวล,


       เพียงฤดูกาลผันเปลี่ยนอาจทำใครแตกสลาย เพียงรอยยิ้มเคล้าน้ำตาก็อาจทำใครสักคนลาจากโลกนี้ได้




        จ่าหน้าซองถึงคุณในครั้งที่สอง ถึงที่ใดสักที่ที่ผมไม่อาจไปถึงได้ และไม่อาจพบเจอกันได้อีกเลยไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม


         (19).

          ลมพักเอื่อย ๆ ตรงหม่านหน้าต่างบานเดิม ตรงวาวแดดตกกระทบที่กรอบรูปดอกทิวลิปสีแดงที่คุณชอบ สะท้อนต่อไปยังภาพถ่ายติดผนังตรงหัวเตียง เป็นรูปแผ่นหลังของคุณที่ผมถ่ายไว้และคุณกล่าวชมว่าผมถ่ายรูปเก่งด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจนักหนา


          ผมเขียนถึงคุณอีกครั้ง เขียนทั้งที่รู้ว่าตัวหนังสือสะเปะสะปะของผมจะไม่มีวันไปถึงคุณได้ เขียนทั้งที่รู้ว่ามันจะไม่มีวันประจักษ์เเก่สายตาคุณและเขียนทั้งที่รู้ว่าคุณไม่มีวันรับรู้เรื่องราวของผมอีกต่อไปแล้ว

         แต่ถึงอย่างนั้นผมก็จะพาตัวหนังสือแห้งกรังของผมไปหาคุณให้ได้ เพื่อจะบอกให้คุณรู้ เพื่อที่ว่าคุณจะได้รู้ว่าผมพยายามที่จะเป็นคนเก่งแค่ไหน เพื่อให้คุณรู้ว่าผมพยายามต่อสู้กับโลกใบนี้อย่างขันแข็ง ต่อสู้กับหัวใจตัวเองที่ตอนนี้มันพร้อมจะแตกสลายอยู่ร่อมร่อ กับร่างกายที่ราวกับจะสูญสลายได้ในสักวัน และผมต่อสู้กับทุกสิ่งอย่างเพียงเพื่อจะมีชีวิตอยู่ดั่งคำสัญญาที่ให้ไว้กับคุณและผมจะทำมันให้ได้

         ผมไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าหากผมไม่แต่งแต้มหยาดเลือดแห่งวัยเยาว์ลงกระดาษแผ่นนี้ตัวผมในตอนนี้จะเป็นอย่างไร จะยังสามารถนั่งอยู่ตรงมุมโปรดของคุณตรงนี้หรือจะพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ไม่สามารถกลับมาที่บ้านของเราได้อีกแล้วรึเปล่า


         ผมจำคำพูดของคุณได้ว่า 
        “ชีวิตไม่ใช่ทั้งชีวิต และตัวเราไม่ใช่ของเราเอง” 


         ผมเฝ้าหาความหมายขอประโยคนี้อยู่นาน จนถึงตอนนี้ที่ผมรู้สึกว่ามันแจ่มชัดเหลือเกินในความเข้าใจของผม คืิอชีวิตที่ไม่จีรัง ไม่ตลอดไป การมีชีวิตอยู่บนโลกเป็นเพียงแค่เศษส่วนหนึ่งของทั้งชีวิต หากแต่หลังจากความตายมาเยือนแล้วต่างหาก ว่าหากตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน ว่าหากวันนี้ยังไม่เต็มที่กับสิ่งที่ทำอยู่เเล้ววันหนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้ทำมันแล้วจะเสียดายแค่ไหน จะผิดหวังระคนเสียใจปานใด และผมก็ตระหนักได้อีกเช่นกันว่าตัวเราไม่ใช่ของเราเอง เราเพียงแค่เดินตามหมากของใครสักคนที่วางไว้ให้ เสมือนรถไฟที่ไม่สามารถวิ่งบนถนนอื่นได้อีกแล้ว นอกเสียจากรางที่ทำไว้ให้สำหรับมันโดยเฉพาะ 

         กล่าวคือเมื่อใดที่ผมพยายามจะหลีกหนีจากสิ่งที่มันควรจะเป็น สิ่งที่ถูกกำหนดไว้สำหรับผมและแม้ว่าผมจะไม่ต้องการหรือมีความต้องการอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้มันจะถือเป็นความผิด และสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำได้คือแค่ยอมรับกับทำความเข้าใจกับสิ่งนั้นให้ได้มากที่สุด 


         ผมพยายามอย่างหนักที่จะทำมัน และผมจะพยายามต่อไปเพราะคุณบอกว่าความพยายามจะไม่ทรยศใคร 




       (19/1).

          ผมมาเพื่อบอกว่าเกิดความยากลำบากในวัยเยาว์ของผม วัยเยาว์ที่ไม่มีคุณเดินอยู่ข้างกาย โอบกอดผมอยู่แนบอก เหลือเพียงแค่ภาพฝันในจินตนาการของผมเท่านั้น เหลือเพียงประโยคคำพูดของคุณในหัวของผมที่พอจะสามารถฉุดรั้งความคิดเลยเถิดของผมได้บ้าง 


        ผมกล่าวขอบคุณคุณอีกครั้ง และอีกตลอดไปที่ร่องรอยการมีชีวิตอยู่ของคุณสามารถเยียวยาผมได้ 


        ผมแตกสลายในความคิดที่ว่าผมไม่สามารถก้าวผ่านความไม่เก่งของตัวเองได้ ความกลัวในห้วงความคิดที่ว่าผมจะมีใจรักต่อสิ่งที่ทำอยู่ได้นานแค่ไหนกันเชียว


       “ผมเพียงแค่คิดว่าหากวันนึงที่หัวใจผมไม่เต้นแรงต่อสิ่งใดอีกแล้วผมจะทำอย่างไร หากไม่มีความตื่นเต้นต่อสิ่งที่ชอบ ไม่ได้รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนเหมือนอย่างเคย ทุกอย่างเงียบงัน โลกทั้งใบหมุนวนทว่าหัวใจผมกลับหยุดนิ่ง ”


        นั่นแปลว่าหัวใจผมกำลังมีปัญหารึเปล่า เช่นเครื่องจักรที่ไร้ฐานไฟ เช่น พรานป่าที่ไร้หมู่ดาวนำทาง เช่น รถไฟที่ไร้ผู้บังขับขบวน แล้วผมต้องทำอย่างไร 


       ใครสักคนบอกผมว่าเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า ตัวตนของเราจะละทิ้งความเจ็บปวดไปเอง แล้วเราจะหายดี ในตอนนั้นผมรู้ทันทีว่าเขาโกหก 


       แต่เมื่อผมเปิดสมุดบันทึกของคุณผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง



      “แสงอรุณในตอนเช้าจะเยียวยาผู้คนจากความเจ็บปวดได้เสมอ ความดีงาม ความใจดี และรอยยิ้มจะเกิดขึ้นยามรุ่งอรุณปรากฏขึ้นมา”


       “ใครอื่นอาจคิดว่าความเจ็บปวดจะยาวนาน เเต่แท้จริงเเล้วมันเป็นเพียงเเค่ความรู้สึกชั่วขณะนึงของหัวใจที่กำลังอ่อนเเอ หัวใจที่เปราะบางย่อมน้อมรับความเจ็บปวดมากกว่าความสุขเสมอ เพราะอย่างนั้นของจงมั่นดูเเลหัวใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ มั่นแต่งแต้มความรักให้มันอย่างขันแข่ง แต่งแต้มความเห็นอกเห็นใจเเละคอยรักษาบาดแผลให้มันด้วยการมอบยิ้มให้ตัวเอง”


       “แต่หากวันใดที่มันอ่อนแอลงก็ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยก็เพื่อให้ได้ลิ่มลองความเจ็บปวดอยู่บ้าง เพื่อที่ว่าจะได้เติบโตขึ้น เพื่อที่ว่าจะได้รู้ว่ารสน้ำตาเป็นอย่างไร และเพื่อที่จะได้รู้ว่าการเติบโตนั่นไม่ง่าย แต่ทว่าความเจ็บปวดนั่นสวยงาม”


       “และเมื่อใดที่เหนื่อยล่าต่อสิ่งที่ทำอยู่ เป็นกังวลว่าจะทำไม่ได้หรือไม่อาจจะทำมันต่อไปได้แล้วก็ขอให้คุณอย่าได้เสียใจไปนัก พักผ่อนเสียก่อน หยุดอยู่กับตัวเองสักช่วงเวลาหนึ่ง หาอะไรที่จรรโลงใจหรือผ่อนคลายตัวเองทำไปก่อน แล้วคุณจะหายดี หรือหากไม่สามาถรเยียวยาได้ก็ขอให้คุณเข้าใจและเก็บมันไว้เป็นส่วนหนึ่งในตัวคุณ ว่าครั้งหนึ่งเคยมีความสุขที่ได้ทำแค่ไหน และมันจะไม่เป็นไรเลย เพราะนั่นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ถือเป็นสัจธรรมที่ไม่มีวันแปรเปลี่ยนได้ ”

เมื่อหลุ่มหลงก็ย่อมมีเบื่อหน่าย และเมื่อมีมอบรักก็ย่อมไม่เหลือรักได้เช่นกัน 

       “ขอให้คุณเข้าใจได้ว่าความเสียใจ หยาดน้ำตาแห้งกรังบนสองข้างแก้ม ทุกตัวโน๊ตที่ร่วมบรรเลงและกรีดร้องอยู่ในใจ ทุกหัวใจที่หลั่งเลือดเพราะความเจ็บปวดแห่งวัยเยาว์ สักวันหนึ่งมันจะหายดี มันจะได้รับการเยียวจากสิ่งใดสักสิ่ง หัวใจสักดวงหรือจากใครสักคนก็ตามที่มีรักให้คุณอย่างเอ่อล้น มันจะผ่านไปในสักวันแล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ได้ยากเย็นอะไรนักเลย มันเรียบง่าย ธรรมดา และปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อก้าวผ่านความเจ็บปวดเหล่านั้นไปได้เเล้ว 

        คุณจะรู้ว่าสิ่งนี้มันสร้างเรา มันสร้าง มันปลุกอีกตัวตนหนึ่งในตัวคุณ เพื่อที่ว่าทุกความเจ็บปวดในครั้งต่อ ๆ ไป คุณจะก้าวผ่านมันไปได้อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้งในต่อไปเรื่อย ๆ”




       ตัวหนังสือคร่ำครึของคุณนั่นยิ่งใหญ่เสมอ มันยิ่งกว่าคำว่าปลอบโยน ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเสมอที่มีรักของคุณอยู่ในใจ ยิ่งกว่าคำว่าแต่งแต้มทว่าคือคำว่าสาดส่อง คุณสาดส่องนำทางผมด้วยการมีอยู่ของคุณอย่างแสนดีเสมอมา


       ผมจะนำเอาทุกถ้อยคำของคุณใส่ไว้ในใจ 
ว่าวันไหนที่เหนื่อยก็แค่หยุดพัก ดื่มชาอุ่น ๆ อาบน้ำเย็น ๆ แหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วแสงดาวจะทำให้สบายใจขึ้น 

       ผมจะปลูกความสุขในหัวใจเป็นอย่างดี ปลูกความรักของคุณด้วยความรักของผมและปลูกความเข้าอกเข้าใจต่อโลกนี้และผู้คนให้โตขึ้นเป็นอย่างดี




      (20/1).


         ภาคินอาจไม่ได้เข้าใจบทเพลงแตกสลายเหล่านั้นได้ดี ผมไม่ได้กล่าวหาว่าเขาเป็นนักร้องที่เสแสร้ง มันถูกที่ว่า On the edge of a dark heart even the lost memories 
I wanna say goodbay สุดท้ายแม้ความทรงจำจะสลายไปแต่เราก็ยังต้องการกล่าวคำลาถึงตัวตนของเราในอดีตอยู่ดี

         สิ้นสุดความรู้สึกหนักหน่วงเหล่านั้นTake me down ของ the Rose ดังขึ้นในท่วงทำนองที่เนิบนาบ ผมรู้ในทันทีว่าเสียงร้องทรงเสน่ห์ของภาคินต้องการจุดจบเป็นอย่างไร และผมรู้ถึงความต้องการของตัวเองในตอนนั้นเอง ว่าผมเพียงเเค่อยากกล่าวคำลาต่อตัวตนที่ล่วงเลยมาแล้ว ตัวตนของผมที่ผิดหวังซ้ำซาก และผมแค่อยากเป็นคนใหม่โดยสมบูรณ์ โดยไม่มีตัวตนในอดีตคอยซ้ำเติมการกระทำที่ผิดพลาดเหล่านั้น เพราะผมรู้ว่าความรู้สึกผิดต่อตัวเองมันเจ็บปวด ผมจึงต้องการเป็นอิสระ และคุณก็ทำมัน




        “คุณทำให้ผมเป็นอิสระโดยสมบูรณ์”



        สุดท้ายผมจะบอกว่าผมหายดีเเล้ว ผมพร้อมจะตื่นขึ้นเพื่อรับแสงจากดวงอาทิตย์ในตอนเช้า พร้อมจะเพชิญกับความจริงและทำความเข้าใจกับมันอย่างกล้าหาญ


       และผมขอให้คุณมีความสุขในที่ตรงนั้นขอโทษที่ผมยังโตได้ไม่มากเท่าที่ตั้งใจไว้ แต่ผมจะพยายามให้มากขึ้น รอผมหน่อยนะครับ ในวันที่ผมโตขึ้น ผมจะเขียนไปบอกคุณด้วยความภาคภูมิใจให้ได้

       ผมจะปลูกดอกไม้ในใจให้แข็งแรงและมอบไปให้ผู้อื่นได้อย่างไม่รู้จบ ด้วยหัวใจของผมที่เปี่ยมสุขขึ้น ด้วยตัวผมที่หาญกล้าจะเจ็บปวดมากขึ้นและอ่อนโยนขึ้น





       แด่ทุกหัวใจที่กำลังอ่อนแอ ขอให้แข็งแรงขึ้น แด่ทุกความผิดพลาดที่สร้างความเสียใจ ขอให้เติบโตขึ้นและแด่ทุกความเติบโตที่ผมปราถนาจะมี


       “ขอให้มันสร้างผม ผมที่ในอีกความเจ็บปวดของครั้งต่อไปจะไม่ต้องกรีดน้ำตาอีกเป็นหนที่สอง”








       รอผมหน่อยนะครับ
       ผมจะเติบโตขึ้นเป็นอย่างดีให้ได้
.










Milkhoney—เขียน















SHARE
Written in this book
สัญญา ว่าผมจะเติบโต,
วัยเยาว์ของผม ดอกไม้ของคุณ หยาดน้ำตาของผม รอยยิ้มหวานของคุณ เป็นการเติบโตท่ามกลางพายุซัดผ่าน เป็นเเสงของหมู่ดาวท่ามกลางท้องฟ้ามืดมัว
Writer
milkhoney
But the one no listen to me—
ด้วยเพราะมีรักในวาฬเป็นทางนำเเห่งรัก’

Comments