We promise...
มีนาคม
เวลาประมาณ 22:00 นาฬิกา 6 เดือนก่อน ณ สนามบิน สถานการณ์โควิด 19 ที่กำลังระบาดรุนแรงและเริ่มลามไปทั่วโลก

"แกรู้ไหมเนี่ยถ้าแม่ฉันรู้นะว่ามาสนามบินกับแก แล้วรู้ว่าแกมาจากเยอรมันอีกแม่ฉันด่าตายแน่"

"ฉันโทรไปบอกแม่แกให้ไหมล่ะ"

"ไม่เอาโว้ย ครั้งหน้าชั้นจะไม่มาเจอแกแน่!"

ฉันกับเพื่อนสนิทชายยืนหัวเราะกับบทสนทนา ขณะที่ร่ำลากัน

"ขอบคุณมากนะ ถ้าไม่มีแกฉันคงไม่ไหวแน่เลย ฉันหวังว่าเดือนเมษานี้เราจะได้ไปเที่ยวด้วยกันนะถ้าฉันกลับมาจากญี่ปุ่น"

"ได้เลย ฉันจะพาแกเที่ยวบ้านฉันที่ภาคเหนือ แล้วเราก็ไปเที่ยวหาเพื่อนที่พม่ากัน"
"ดูแลตัวเองด้วยนะ ที่ญี่ปุ่นสถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วงมากเลย"

"ได้เลยฉันจะดูแลตัวเอง ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวถ้าฉันถึงแล้วจะโทรหานะ"

"Good luck"

ฉันโบกมือลาเขาที่ประตูขาออกนอกประเทศ ฉันรู้สึกว่าอีกไม่กี่เดือนเองฉันคงจะได้เจอเขาอีก
แต่...สถานการณ์ที่ดูจะย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ มหาลัยก็มีประกาศออกมาว่าหยุดการเรียนการสอนเป็นระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์เพื่อดูสถานการณ์ของการระบาดไวรัสโควิด 19 สายพันธุ์ใหม่นี้ ฉันก็ต้องกลับบ้านฉันที่ภาคเหนือ แล้วเรียนออนไลน์จนจบภาคการศึกษานี้

ฉันกลับบ้านแบบไม่ได้ตั้งตัว แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้กลับมากรุงเทพอีกเมื่อไร แผนการที่วางไว้ตลอดทั้งปีนี้ก็ดูว่าจะพังไม่เป็นท่าเอาซะเลย... 

ส่วนเขาตั้งแต่ถึงญี่ปุ่นแล้ว เขาโทรมาบ่นเรื่องงาน เรื่องจิปาถะทุกวันเลย เหงาแหละดูออก 

"พรุ่งนี้ฉันจะไปออนเซน ร้องคาราโอะเกะ แล้วก็กินราเม็งด้วยแหละ"

"นี่โทรมากะจะให้อิจฉาใช่ไหมเนี่ย พูดซะอยากกลับไปญี่ปุ่นตอนนี้เลย"

"กลับมาสิ มาเที่ยวกับฉันเร็ว"

"ไปได้ก็ดีสิ แล้วฉันจะกลับประเทศยังไงห๊ะ โควิดก็ระบาดหนักขึ้นด้วยเนี่ย"

"แกจะมาไทยได้อยู่ไหมเนี่ย ฉันเห็นข่าวมันยกเลิกไฟล์ทจากญี่ปุ่นทั้งหมดเลยนะ"

"ก็ไปไม่ได้แล้วเนี่ย เงินก็ต้องตามคืน ฉันต้องจองไฟล์ทใหม่อีก ฉันคงไม่ได้เจอเธอเดือนเมษายนนี้แล้วแหละ"

ก็มันช่วยไม่ได้นี่เนาะ ใครจะไปรู้กันว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรแบบนี้ขึ้น


เมษายน
หลังจากที่ฉันต้องนั่งเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน คนที่ว่างที่สุดก็มีแต่เพื่อนสนิทชายของฉันนี่แหละ ฉันกับเขาเริ่มโทรหากันเพื่อบ่นถึงโชคชะตาที่คาดเดาไม่ได้ เรื่องสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ในญี่ปุ่น เรื่องแฟนเก่าของเขา และรักที่ไม่สมหวังของฉัน 

"ตอนนี้ฉันควรอยู่ที่ประเทศไทย แล้วเราควรได้ไปเที่ยวพม่าแล้วสิ" เขาบอก

"ฉันก็หวังให้เป็นอย่างนั้นแหละ แต่ดูตอนนี้สิเรากลับมานั่งคุยโทรศัพท์กันทุกวัน" 

ขนาดตอนนี้เขากลับไปยังเยอรมันแล้ว แต่ก็ยังติดต่อกันทุกวันเหมือนเดิม

"เธอรู้ไหมว่าหลังจากฉันกลับมาจากญี่ปุ่นที่เราคุยกันทุกวัน เราคุยกันวันละ 20 ชั่วโมง 49 นาที 40 วินาที ซึ่งก็ตกอยู่วันละ 35 นาที"

"แกรู้ได้ยังไงเนี่ย" ฉันถามเขาด้วยความสงสัยและตกใจหลังจากอ่านข้อความนี้

"ก็ฉันคำนวณเอาสิ รู้เปล่าถ้าจะให้สรุปเราทั้งคู่ใช้เวลาเฉลี่ย 3.7% ของเวลาที่ตื่นในการคุยกัน (ถ้าสมมติว่าเราหลับเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมงต่อวันอ่ะนะ)"

"นี่แกจะคำนวณทำไมเนี่ย ฉันไม่ได้คุยกับแกคนเดียวทุกวันซะหน่อย"

"ก็ไม่รู้สิ ฉันก็แค่ว่าง"

คนบ้าไรเนี่ยมานั่งคำนวณว่าคุยกันทุกวันไปทำไม ถ้ามันไม่สำคัญ...
หรือว่า.. 
ไม่หรอกเขาก็แค่ว่าง

พฤษภาคม
เดือนเมษายนที่ร้อนที่สุดผ่านไปอย่างช้า ๆ การเรียนในมหาวิทยาลัยของฉันก็ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว การเรียนแบบ New Normal เป็นอะไรที่น่าเบื่อและไม่มี Passion เป็นที่สุด ทำไมชีวิตมหาลัยของฉันต้องมาจบลงตรงหน้าคอมพิวเตอร์ด้วยเนี่ย 

ก่อนใกล้สอบหนึ่งวัน ฉันก็ทักไปหาเพื่อนชายของฉันเป็นปกติ 

"นี่แกว่างแล้วช่วยโทรหาฉันหน่อยสิ อยากให้ช่วยเล่น Role play ให้หน่อย"

ภาษาอังกฤษที่ยังสะดุดของฉันยังต้องการความช่วยเหลือจากเพื่อนชายของฉันเป็นอย่างมาก

"ได้สิ"

ฉันส่งคำถามที่เป็นแนวคำตอบไปให้ เขาก็ถามฉัน ฉันก็ฝึกตอบ แต่ละคำถามที่ถามมานั้นมันกลับกลายเป็นว่าทำให้เราสนิทมากขึ้นไปอีก อย่างเช่น

"ในอีกสิบปีข้างหน้าคุณคิดว่าชีวิตคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง"

"ฉันก็คงจะแต่งงาน มีลูก ถ้าฉันเจอผู้ชายที่ฉันรักอ่ะนะ 555 มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ฉันอยากจะมีรีสอร์ทเป็นของตัวเอง ได้ติดต่อกับคนต่างชาติ สร้างบ้านสักหลัง แค่นั้นแหละมั้ง แล้วแกอะ" 

"คงซื้อบ้านที่ญี่ปุ่นสักหลัง ทำฟาร์ม เลี้ยงวัวแหละมั้ง ฉันคิดถึงวัวที่ฮอกไกโดมากเลย"

"ก็ดีสิ ฉันจะไปเยี่ยมแกบ้าง"

"แล้วแกจะแต่งงานไหม?"

"แต่งสิถ้าฉันเจอใครคนนั้น หรืออาจจะไม่เจอเลย"

"โหยอย่าเศร้าไปดิวะ ยังไงก็เจออยู่แล้วแหละ แกอะ Hot จะตายจำไม่ได้หรอตอนอยู่ญี่ปุ่นมีคนชอบแกเยอะแยะจะตายไป"

"คงไม่ใช่ตอนนี้แล้วแหละ"
"เออนี่แล้วแกส่งเครื่องรางที่ฉันส่งมากจากญี่ปุ่นให้แฟนเก่าฉันยังอะ?"

"ส่งไปแล้ว"

"ขอบคุณมากนะ ฉันยังเศร้าอยู่เลยอะ เมื่อไรจะลืมได้สักที"

"มันต้องใช้เวลาหน่อยแหละ"

"ขอบคุณที่แกฟังฉันบ่นมาตลอดเลยนะ"

"ไม่เป็นไรหรอก แกก็ฟังฉันบ่นเรื่องผู้ชายมาตลอดแหละ หายกัน"

"รักแกที่สุดเลย"

"อืม เช่นกัน"

นับวันฉันกลายเป็นคนที่เขาไว้ใจที่บ่นให้ฟังทุกเรื่อง และกลายเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกเขา รู้สึกว่าพิเศษขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกแต่ก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น

มิถุนายน
กลางปีแล้วหรอเนี่ย ทำไมเวลาช่างผ่านไปไวแบบนี้นะ ในช่วงต้นเดือนฉันเพิ่งจบมาใหม่ ๆ แล้วกำลังอยู่ในช่วงสับสนของชีวิตว่าควรไปทางไหนดี แต่ที่แย่กว่านั้นก็คือสภาพจิตใจของฉันมันย่ำแย่ไปมากกว่านั้น เนื่องจากคุณปู่ที่ป่วยหนัก อาการแกก็ทรุดลงอย่างรวดเร็็วอย่างเห็นได้ชัดในเดือนนี้ ฉันต้องดูแลปู่และต้องหางานไปพร้อม ๆ กัน แต่ในความโชคดีของฉัน อยู่ ๆ กลางเดือนมิถุนาฉันก็ได้งานประจำใกล้บ้านอย่างไม่คาดฝัน อย่างน้อยก็ได้ทำให้ปู่เห็นว่าฉันได้ประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังโทรบ่นให้กับเพื่อนสนิทชายคนเดิมให้ฟังทุกวัน 

ตีสองของกลางดึก
"แก ฉันคงทำงานอยู่แถวบ้านเกิดฉันนี่แหละ ไม่ลงไปกรุงเทพแล้ว ฉันอยากอยู่กับปู่"

"ก็ดีแล้ว อยู่กรุงเทพวุ่นวายจะตาย แต่แกแน่ใจจริง ๆ หรอว่าจะอยู่บ้านได้ ชอบมาบ่นกับฉันอยู่นั้นแหละว่ามันไม่มีอิสระ ไปเดตกับผู้ชายก็ไม่ได้"

"ฉันเลือกอะไรได้ไหมหล่ะ ฉันอยากอยู่กับปู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตมากกว่า"
"แต่ช่วงนี้ฉันกลัวมากเลย กลัวว่าจะไม่ได้เจอปู่อีกต่อไปแล้ว ฉันต้องทำยังไงดี"

"ไม่เป็นไรนะ มันเป็นเรื่องปกติที่แกจะต้องกลัวอยู่แล้ว"

"แกอยู่กับฉันได้ไหม ฉันนอนไม่หลับ ฉันกลัว แกช่วยถือสายจนกว่าฉันจะนอนหลับไปเลยได้ไหม"

"ได้สิ ฉันอยู่กับแกตรงนี้แหละ"

3.55 นาฬิกา call ended
ฉันตื่นขึ้นมาในตอนเช้า แล้วก็เห็นแชทเมื่อคืน ฉันรู้สึกขอบคุณเขามาก ๆ ที่อยู่กับฉันตลอดในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างนี้

กรกฎาคม
เริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่เหงา ๆ เศร้า ๆ เพราะปู่ของฉันได้เดินทางไปไกลแสนไกลแล้ว คนที่ส่งข้อความมาให้กำลังทุกวันก็ไม่พ้นเพื่อนสนิทชายคนนี้ของฉันอีกแล้วแหละ แต่หลัง ๆ เนี่ย ชอบส่งหัวใจมาให้เยอะจังเลย แถมไม่พอเปลี่ยนชื่อไลน์ฉันอีกโดยที่เติมรูปหัวใจ  ♥ ตรงท้ายชื่อของฉันอีก  ฉันชักจะรู้สึกแปลก ๆ ถึงความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคน แต่ว่ามันคงไม่มีอะไรแหละมั้ง ก็คงทำตามประสาเพื่อนสนิทคนนึง

เดือนนี้ดูเหมือนว่าสถานการณ์โควิดจะดีขึ้นในไทยด้วยแล้ว แต่ว่ากิจการต่าง ๆ กลับซบเซามากขึ้นเนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวต่างขาติสามารถเข้ามาเพื่อเที่ยวในไทยได้ ซึ่งรายได้สำคัญของประเทศก็มาจากนักท่องเที่ยวเหล่านี้แหละ 

"ฉันตัดสินใจแล้วว่าถ้าฉันเรียนจบแล้วทำธีสิสเสร็จแล้ว ฉันจะไปอยู่ไทย"

"แกจะมาอยู่ทำไมประเทศไทยเนี่ย"

"ฉันอยากเรียนภาษา อยากไปใช้ชีวิต อยากเรียนรู้วัฒนธรรมไทย อยากอยู่กับคนไทยอย่างใกล้ชิด"

"อ๋อหรอจ๊ะ หรือว่าอยากเจอสาวไทยที่คุยบนทินเดอร์ก็บอกมาเถอะ"

"อยากมากเลยแหละ เธอรู้ไหมฉันหน่ะ Hot มาเลยนะเมื่อตอนที่มาปักหมุดโลเคชั่นที่ไทย"

"ฉันบอกแกแล้วไง ยังไงก็ขายออกที่ไทย"

"ถ้าฉันไปอยู่ไทย แกมาอยู่กับฉันไหมหล่ะ รีบลาออกจากงานแล้วมาอยู่กรุงเทพกับฉันเลย เรามาเช่าคอนโดอยู่ด้วยกัน แกจะนอนเตียงเดี่ยว หรือเตียงแยกดีหล่ะ เตียงเดี่ยวก็ได้นะฉันไม่มีปัญหา"

"เอาสิ แต่ถ้าพ่อแม่ฉันรู้ฉันโดนฆ่าตายแน่เลย ไอ่บ้า 5555"

ช่วงนั้นที่ฉันยังทำงานอยู่ที่เชียงราย อย่ารีบว่าทำเลยเพราะไม่มีลูกค้าด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่รู้กิจการจะกลับมาเปิดได้อีกเมื่อไร ฉันได้ลังเลอยู่หลายวันว่าจะตัดสินใจลาออกดีไหม สุดท้ายฉันก็ลาออกเพราะด้วยสถานะทางการเงินและอนาคตที่มองไม่เห็นจากที่ทำงานอยู่ตอนนี้

"ฉันลาออกแล้วนะแก"

"ในที่สุดแกก็ออกซักที ฉันว่าแล้วยังไงแกก็ไม่เหมาะกับชีวิตบ้านเกิดแกหรอก เพราะแกรักอิสระอย่างแกอะ ค่อยมาอยู่ตอนอายุ 40 ปีแล้วกันถ้าจะใช้ชีวิตแบบสงบสุขแบบนี้"

"ฉันก็คิดว่างั้นแหละ ฉันอยู่ไม่ได้จริง ๆ"

"ฉันยังคิดเลยว่าถ้าฉันอายุ 40 ปี ฉันจะไปซื้อบ้านที่อยู่กลางทุ่งนาไกล ๆ เหมือนที่ฉันเคยบอกไง แล้วก็เลี้ยงวัวด้วย"
"ถ้าถึงตอนนั้น เราทั้งสองคนยังไม่มีใครเราไปอยู่ด้วยกันไหม ฉันจะแต่งงานกับแก"

!!!!!!! 
ฉันเงียบไปอยู่ครู่นึง ด้วยความตกใจ แล้วก็ตอบกลับไปว่า
"เอาดิ ฉันจะไปอยู่กับแกถ้าฉันไม่มีแฟนตอนนั้น"

ตอนที่คุยสายกับเพื่อนสนิทชายด้วยบทสนทนานี้ ฉันก็ได้เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว :)

สิงหาคม
ฉันเริ่มต้นเดือนใหม่โดยการย้ายกลับมาที่กรุงเทพมหานคร ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว (มั้ยหล่ะ?!) พอดีฉันได้งานประจำจากบริษัทเก่าสมัยทำงานเป็นพาร์ทไทม์ พอดีกับตอนที่ลาออกเดือนที่แล้ว อยู่ดี ๆ ไม่ถึงสามชั่วโมงถัดมาพี่จากบริษัทนี้ก็โทรมาให้งานทันที

ส่วนเพื่อนสนิทชายของฉันก็ทำธีสิสใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้วแหละ นั้นก็ยิ่งทำให้เขาอยากมาอยู่ประเทศไทยให้เร็วขึ้นไปอีก 

"ฉันอิจฉาแกจังเลยที่ได้กลับมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพอีกครั้ง"

"แกก็รีบมาสิ อยากเจอแกจะตายอยู่แล้ว"

"แกไปบอกรัฐบาลแกได้ไหมให้เปิดประเทศสักทีสิ"

"แกก็รู้ว่ารัฐบาลประเทศฉันมันห่วยแตกขนาดไหน ป่านนี้ถ้าเปิดประเทศฉันคงได้เดตกับผู้ชายต่างชาติแล้วหล่ะ ช่วงนี้หายากจังเลยอยากไปเดตกับคนใหม่ ๆ บ้าง"

"น่าสงสารจริง ๆ เลย ถ้าฉันไปไทยได้ฉันจะพาแกไปเลี้ยงข้าวเลยนะ ถ้ายังหาคู่เดตไม่ได้สักที"

"เอาสิ มาเลี้ยงข้าวฉันเลยนะ"

"นี่แกรู้ไหม ฉันยังคุยกับเพื่อนฉันเรื่องแก แล้วเพื่อนฉันยังบอกเลยว่าทำไมไม่เดตกับแกไปเลยถ้าอนาคตแกอยากมาอยู่ต่างประเทศแล้วฉันก็อยากไปไทยบ่อย ๆ"

ฉันเงียบไปสักครู่ใหญ่ ๆ 
"ก็ดีสิ ฉันจะได้วีซ่าของแก แล้วอยู่ประเทศแกไปเลย" ฉันหัวเราะกลบเกลื่อน 

ครั้งนี้เขากลับพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากขึ้น 
"เรามาสัญญากันไหม"

"สัญญาอะไรของแก"

"ถ้าอีก 10 ปีแกยังไม่มีใคร ฉันไม่ได้มีใคร ฉันจะให้วีซ่าแก"

"หมายความว่ายังไง"

"ฉันจะแต่งงานกับแกไง"
ตอนที่เขาพูด ฉันรู้สึกว่าถูกขอแต่งงานล่วงหน้าไปแล้ว
นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาสัญญาเรื่องแต่งงานกับฉัน 

แต่เรื่องสัญญานี้ฉันไม่อยากรู้สึกไปจริงจังกับมันมากเลยเพราะกลัวเจ็บอีกครั้ง เพราะฉันเคยไปสารภาพรักกับเขามาแล้วแต่ก็แห้วไป ครั้งนี้ฉันเลยขออยู่เงียบ ๆ จะดีกว่าเพราะเขาก็ยังลืมแฟนเก่าแกไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์เลย 

ที่เขียนมายาวเหยียดขนาดนี้ก็อยากจะบันทึกไว้ว่าฉันรู้สึกกลับมาสับสนกับความรู้สึกดี ๆ ที่คลุมเคลือแบบนี้อีกแล้ว ฉันดีใจนะที่มีเพื่อนชายที่สนิทแบบเขา แล้วก็ยังมีความรู้สึกแอบคิดอยู่เลยว่าถ้าได้แต่งงานกับเพื่อนคนนี้ก็คงดีแหละ เพราะเป็นผู้ชายในสเป็คเลย อีกอย่างอยู่แล้วด้วยสบายใจ เป็นตัวของตัวเองมาก ๆ ฉันจะไปหาที่ไหนได้อีกหละ 

ขอบคุณโควิดที่ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้นรวม ๆ แล้วเพื่อนฉันบอกว่า ตอนนี้เราคุยกันมากกว่า 200 ชั่วโมงแล้วแหละ และคง to be continue... ไปเรื่อย ๆ

ฉันคงจบด้วยสิ้นเดือนสิงหาคมในบรรยากาศที่เทา ๆ แล้วก็ฝนตกในวันศุกร์ช่วงเย็นไว้ก่อนแล้วกัน ความรู้สึกคลุมเคลือนี้คงยังค้างคาไว้ในสตอรี่นี่ต่อไปให้มันคลี่คลายภายใน 10 ปีนี้แล้วกัน

มาดูกันแหละ ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า ฉันก็จะ 33 แล้ว สัญญาของเราจะยังคงอยู่หรือไม่ แต่ฉันว่าความสัมพันธ์ของฉันกับเขาแบบเพื่อนจะอยู่ตลอดกาลแน่นอน
ป.ล. เอาจริงฉันอยากแต่งงานกับแกนะเว้ย อยากหนีไปเยอรมัน 5555
My best friend






  




















SHARE
Writer
PrussianBblue
Writer
Every day in my life have a different story 🍃 - my passion is on you -

Comments

Shopper
3 months ago
🥺😁
Reply