เมคกิ้งเทปของฟ้าใส
อยากเขียนเก็บเอาไว้ 
เกี่ยวกับของหนึ่งชิ้นที่ฉันได้รับ

ขณะที่กำลังนั่งจัดโต๊ะทำงาน
สายตาเหลือบไปมองเห็นกล่องเมคกิ้งเทปบนโต๊ะทำงาน

ปกติฉันจะเลือกซื้อสีพื้นๆ หรือซื้อสีที่คล้ายของเดิมที่มีอยู่ ฉันไม่ชอบสีสันที่โดดเด่นเกินไป (ยกเว้นดอกไม้ อันนี้ยอมให้หมดทุกสีสันบนโลก) แต่มีเมคกิ้งเทปอันหนึ่ง สีสันสะดุดตาขึ้นมา เพราะมันเป็นอันที่ฉันไม่ได้ซื้อเอง



‘ ครูขา หนูให้ ...’ 
ฟ้าใสยื่นมือมาทางฉัน
พร้อมกับแบมือออก 
โชว์เมคกิ้งเทปลายหมีแพนด้าในมือ
ด้วยระดับความสูงของเจ้าหนูฟ้าใสที่สูงถึงแค่เอวฉัน
ทำให้เห็นแววตาเป็นประกายไร้เดียงสาอย่างชัดเจน

ฟ้าใสเป็นเด็กในชุมชนใกล้ๆโบสถ์
เราเจอกันทุกวันอาทิตย์

ฟ้าใสและเด็กคนอื่นๆ เป็นเด็กสดใส ร่าเริง 
จริงใจ และ เปิดเผย — ทุกครั้งที่เจอกัน เด็กๆ จะวิ่งเข้ามากอดพร้อมด้วยเสียงเรียกชื่อฉันอย่่างสดใส แน่นอนว่า ฟ้าใสมักจะวิ่งมาถึงฉันเป็นคนแรก

‘ฟ้าใสไม่เก็บไว้ใช้หรอ’
ฉันตอบกลับไป และไม่กล้ารับเอาไว้
อาจจะเพราะฉันคิดว่าฉันมีเยอะแล้ว
และนั่นไม่ได้เป็นลายที่ฉันชอบ

(ฉันหน่ะทั้งเอาแต่ใจและไม่ค่อยนึกถึงใจคนอื่นเลย)

‘ไม่เอา~ หนูอยากให้ครู’
เด็กน้อยทำเสียง งอแงเล็กน้อย
ฉันมองกลับเข้าไปในแววตานั้นอีกครั้ง

‘โอเค้’
ฉันยื่นมือออกไปรับเอาเมคกิ้งเทปนั้นมา

‘ครูเก็บไว้ที่ไหน เก็บดีดีนะ’
ฟ้าใสกำชับ 

‘เก็บดีแน่นอน ... นี่ เก็บไว้ในกระเป๋าอย่่างดี’
ฉันตอบพร้อมเอามือปะๆไปที่กางเกงฝั่งที่หย่อนเมคกิ้งเทปนั้นลงไป

ฉันรู้ว่าของสิ่งนี้ฉันคงไม่ได้ใช้
แต่มันเป็นของที่อีกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะมอบให้
ฉันจึงรับไว้เพราะไม่อยากให้ฟ้าใสรู้สึกเสียความตั้งใจ

หากประเมินราคาแล้ว เมคกิ้งเทปนี้คงเป็นของธรรมดาที่เด็กๆซื้อมาแปะเล่นกัน แต่หากเทียบกับเงินที่เขามีแล้ว นี่ก็ไม่ใช่ของที่ราคาถูกๆ

แต่ฟ้าใสเลือกที่จะมอบมันให้เรา


ฉันคิด : 

• ฉันรู้สึกประทับใจหัวใจแห่งการให้ของเด็กคนนี้มากๆ
ของสิ่งนั้นอาจจะเป็นของราคาแพง เมื่อเทียบกับเงินที่เขามี และเขาเลือกที่จะให้ของนั้นกับเรา โดยไม่เสียดาย

• ฉันมองดูตัวเอง : เราได้ให้อะไรที่มีค่าในชีวิตของเรา แก่คนอื่นบ้าง ? 

โดยธรรมชาติเรามักเก็บของดีๆ ไว้กับตัวเอง เอาของที่เราไม่ชอบหรือไม่ใช้แล้ว ให้คนอื่น — แต่การให้ของดี แม้ในขณะที่เราก็ไม่มีนั้น มันเผยให้เห็นคุณลักษณะแห่งหัวใจของการเป็นผู้ให้

เปรียบเทียบเหมือนการได้รับข้าวสักจานจากคุณป้าชาวสวนกับเศรษฐีผู้มีเงินใช้แบบไม่มีวันหมด อาหารอย่างเดียวกันอาจจะมีมูลค่าต่างกันเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขามี — 



[ ตอนนี้ฉันอาจจะพบว่า ฉันไม่ได้ให้อะไรใครสักเท่าไหร่
แต่ขอเริ่มจาก การ ‘ขอบคุณ’ สิ่งที่ได้รับอย่างมากมายในชีวิตของฉันก่อนก็แล้วกันเนอะ ]



• แว้บนึงที่นึกถึงคือ ความรักที่ฉันได้จนหมดใจ ของพระเจ้า ที่ส่งพระเยซู มาสวมสภาพเป็นมนุษย์แบบฉัน 

มนุษย์ ที่เจ็บปวดได้ ร้องไห้ได้ 
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพระองค์ตัดสินใจ ไม่รับบาปแทนฉันบนไม้กางเขน !

ฉันก็คงเป็นฉันเหมือนเดิม

แต่การที่ฉันได้รับการไถ่จากบาปแล้ว 
ไม่ได้ทำให้ฉันถูกเสกแล้วกลายเป็นคนใหม่เสียทีเดียว

ฉันก็ยังคงเป็นฉันเหมือนเดิม — แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ 


- ตอนนี้ฉันเป็นที่รักของพระองค์ :

 ใครสักคนที่ตายเพื่อเรา 
แน่นอนว่า เขาจะรักเรามากแค่ไหน 
เขาไม่ได้ให้แค่ของที่ดีที่สุด 
แต่เขาให้ทั้งชีวิต 


ฉันจึงเป็นที่รักของพระองค์


- ฉันเป็นอิสรภาพจากชีวิตแห่งความบาปและกายเนื้อ : 

แน่นอน  ฉันยังเป็นมนุษย์ธรรมดา
อ่อนไหวง่าย ร้องไห้ โวยวาย อ่อนแอ โกรธ งอแง สารพัดจะเป็นได้ — แต่ฉันไม่ต้องทำดีเพื่อให้ตัวเองได้ไปสวรรค์นี่นะ 

อิสรภาพที่ว่าคือ ฉันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองได้
ค่อยๆเป็นค่อยๆไปกับตัวเองได้
ยอมรับความบกพร่องของตัวเองได้
ค่อยๆแก้ไข ค่อยๆสร้างใหม่
ยอมให้พระเจ้า ยอมให้คนรอบตัว ได้ช่วยฉันได้

อื้ม ยาวอีกแล้ว
ขอบคุณฟ้าใส ที่ทำให้ฉันรู้สึกชื่นใจขึ้นมา
และขอบคุณทุกสิ่งที่มี ที่เกิด ที่เป็น ในชีวิตฉัน
มันไม่ใช่ชีวิตที่วิเศษอะไรหรอก

— แต่เมื่อคิดว่า ทุกสิ่งที่เราได้รับ
มันมากเกินกว่าที่สมควรจะได้รับ
เราก็ได้กลายเป็นคนธรรมดาที่มีค่าขึ้นมา —

: วันแบบนี้...เราจะฟังเพลงแบบไหนกันดี ~

ตอนนี้ที่ออฟฟิศเปิดเพลงของพี่ต้า พาราดอกซ์แหละ (ย้อนวัยคิดถึงสมัยหัดฟังเพลงใหม่ๆเลย)
อื้มๆ ก็อาจจะเหมาะแล้วก็ได้นะ :-)







SHARE
Written in this book
my child , your shine 🌻
Writer
PANPANMEME
extraordinary,honey skin☽
christian journal ᴥ part time designer ; full time dreamer

Comments