สูญสิ้นความเป็นคน
หลายๆท่านรวมถึงตัวผมเองคงจะเคยได้ยินหรือได้อ่านผ่านตากับคำว่า "สูญสิ้นความเป็นคน" บนปกหนังสือหรือไม่ก็จากกลุ่มการสนทนากันไปแล้ว แต่สำหรับท่านที่ไม่รู้จักผมขอบอกว่า "สูญสิ้นความเป็นคน" นั้นเป็นหนังสือผลงานชิ้นเอกจากดะไซ โอซามุ นักเขียนผู้มีบทบาทสำคัญ ต่อวงวรรณกรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นเสมือน "พินัยกรรม" สะท้อนชีวิตของเขา ครับผมซึ่งจริงๆแล้วถามว่าผมเคยได้อ่านไหม ก็ไม่เคยอ่านหรอกครับ เพียงแต่ว่าน้องสาวของผมอ่านและได้แนะนำให้ผมได้รู้จักนักเขียนผู้นี้และคำๆนี้ก็อยู่ในความทรงจำของผมมาตลอดเนื่องจากว่าเป็นคำที่ผมรู้สึกถึงความลึกซึ้ง ลึกเข้าไปในจิตใจของผมเลยทีเดียว จึงขอนำเอาคำๆนี้มาตั้งเป็นชื่อตอนๆ นี้ที่ผมจะเขียนให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ.
สำหรับตัวผมและมุมมองของผมแล้วนั้น "สูญสิ้นความเป็นคน" นั้นผมตีความคำๆนี้ออกมาสองแบบคือ หนึ่ง สูญสิ้นความเป็นคนแล้วกลายเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าเดิมทรงพลังกว่าเดิมทรงปัญญากว่าเดิม และ สอง สูญสิ้นความเป็นคนแล้วไม่เหลืออะไรอยู่เลยแม้กระทั่งตัวตนของตนเอง แต่ในบทความนี้กระผมจะขอขยายข้อหนึ่งคือ สูญสิ้นความเป็นคนแล้วกลายเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าเดิม นะครับผม.
แต่ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเชิงเปรียบเทียบหรือไม่เปรียบเทียบก็ตาม ในชีวิตมนุษย์หนึ่งชีวิตนั้นผมเชื่ออย่างแน่นอนว่าเกือบทุกคนจะต้องผ่านชีวิตวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และวัยชรา ซึ่งตอนนี้นั้นตัวกระผมเองอยู่ในวัยทำงานกำลังจะเข้าวัยกลางคน ก็คงสามารถบอกได้ว่าเดินทางและผ่านเรื่องราวมาเยอะระดับหนึ่งทั้งค้นหาตัวตน ความชอบ ความถนัดต่างๆ จนกระทั้งมาได้ทำงานๆหนึ่งที่ในสายตาของคนทั่วๆไปก็อาจจะดูดี ดูหรู หากแต่จริงๆแล้วนั้นเบื้องหลังช่างน่าเวทนายิ่งนักไม่ได้สวยหรูเหมือนที่สายตาคนนอกหรือครั้งหนึ่งผมเคยวาดฝันไว้เลย.

  ไม่ได้ใกล้เคียงเลยแม้แต่นิดเดียว แทบจะทำให้ผม "สูญสิ้นความเป็นคน" ไปอย่างสมบูรณ์เลยทีเดียว แต่ดีที่ผมมีกำลังใจที่ดีจากครอบครัวเพราะไม่งั้นผมคงจะ ''สูญสิ้นความเป็นคน" ในแบบที่สองคือไม่เหลืออะไรเลยอยู่เลยแม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง แต่ตอนนี้การ "สูญสิ้นความเป็นคน" ของผมได้เข้าสู่รูปแบบที่หนึ่งคือ กลายเป็นมนุษย์ที่ดีกว่าเดิมทรงพลังและปัญญามากกว่าเดิมรวมถึงแข็งแกร่งกว่าเดิมอีกด้วยหากแต่ก็ต้องกล้าที่จะก้าวออกมาจากจุดตรงนี้ที่ยืนอยู่ เพราะว่าไม่งั้นแล้วตัวตนและจิตใจของผมคงจะต้องสูญสลายไปกับสังคมของที่นี่แน่ๆ และตอนนี้ผมแน่ใจอย่างไม่เคยแน่ใจอะไรมาก่อนในชีวิตเลยว่า 'ผมไม่ใช่คนโรงแรม' อย่างแน่นอน ผมไม่ชอบสังคมเลย คือเพื่อนๆน่ะดีมากๆ หากแต่หัวหน้าและเจ้านายที่แย่มากๆ เกมส์การเมืองเยอะมากๆ ทั้งสองมาตรฐานบ้าง แสร้งว่าเห็นอกเห็นใจแต่จริงๆแล้วก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าแสร้งทำแต่ผมทำได้ก็แค่คล้อยตาม ให้กินเครื่องดื่มแอลกอลฮอลล์เพราะเห็นว่าเราจะพูดแต่ความจริงเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วผมกล้าบอกเลยว่ามัยก็แล้วแต่สถานการณ์เท่านั้นล่ะ ผมไม่ได้เป็นคนที่เมาแล้วจะพูดตวามจริงทั้งหมด ทุกครั้งไปสักหน่อย.

แต่ทุกอย่างมีสองด้านหรือหลายด้านเสมอๆ อย่างน้อยๆผมก็ได้เพื่อนใหม่ที่น่ารักกันทุกคน รวมถึงประสบการณ์ที่จะไม่มีวันลืมกับการทำงานในสายงานโรงแรม <แต่บนเรือที่ต่างประเทศถึงมีเรื่องที่ผมเจอมาก็สามารถจัดการได้ง่ายกว่านี้เยอะเพราะว่าบริษัทเขาใส่ใจพนักงานจริงๆ จากคำกล่าวที่ว่า “ถ้าพนักงานไม่มีความสุขแล้วจะทำงานบริการแขกอย่างจริงใจและดีได้อย่างไร”> แต่อย่างไรก็ตามอย่างน้อยๆก็ทำให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้นไปอีกถึงขั้นสุด ว่าชอบอะไร ทำอะไรได้หรือไม่ได้ ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับที่กล้าจะลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องสิทธิและเสียงของตนเองในทางที่ถูกต้อง แต่จะสมควรหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ของแต่ละท่านแล้วครับ.

และสุดท้ายเมื่อผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างผมก็ได้ตระหนักแล้วว่าผมนั้นชอบทำงานบริการหากแต่ใช่ที่โรงแรมไม่ เพราะคำว่า “สังคม” มันทำให้ผมเกือบหรือ “สูญเสียความเป็นคน”.

มาถึงตรงนี้ต้องขอขอบคุณทุกๆท่านจริงๆที่ได้เข้ามาอ่านสิ่งที่ผมได้เขียนไว้ซึ่งนั่นคือประสบการณ์และการบ่นของผมนั่นเอง 😭.
SHARE
Written in this book
Experiences
Writer
DragonOpireV
Writer
I'm funny, crazy, friendly. I'm the force of Nature &amp; Paganism. I am a Witch.🏳️‍🌈🌒🌕🌘🌎🕯🔮🐉🌌♾

Comments