ทำความเข้าใจการเมืองไทยฉบับย่อ (1)
เขาเรียกว่ารัฐประหารประชาธิปไตยน่ะ มันต้องรัฐประหารบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีประชาธิปไตย – ลาว คำหอม (คำสิงห์ ศรีนอก) นักการเมือง (2500)

จากวันที่ทหารเริ่มเคลื่อนกำลังในวันที่ 19 กันยายน 2549 คล้ายกับว่าจะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น รายการประจำวันถูกตัดไปจากโทรทัศน์หลายช่อง มีแต่ภาพนิ่งของราชวงศ์บางครั้งก็มีเพลงที่แต่งโดยกษัตริย์คลอไปด้วย ไม่นานหลังจากนั้นรถถังกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพและมุ่งตรงไปยังทำเนียบรัฐบาล เพียงไม่กี่วินาทีกรุงเทพมหานครก็ถูกควบคุมโดยทหารอย่างง่ายดาย ขณะที่เกิดรัฐประหารนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กำลังจะกล่าวคำปราศัยต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติไม่กี่โมงข้างหน้า
.
สองเดือนก่อนรัฐประหาร หนังสือพิมพ์ Na.... ตีพิมพ์บทความที่ส่งสัญญานชัดเจนว่ารัฐบาลทักษิณต้องไปไม่รอด บทความพูดถึงการที่ประธานองคมนตรี เปรม ติณสูลานนท์ ให้โอวาทต่อหน้ากลุ่มนักเรียนทหารที่เพิ่งสำเร็จการศึกษา ความจงรักภักดีของนายทหารนั้นต้องมอบให้แก่กษัตริย์ ไม่ใช่มอบให้แก่รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งมา
.
รัฐประหารได้รับการตอบรับอย่างดีและไม่มีสัญญาณอะไรที่แสดงว่าฝูงชนจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน บรรดานายพลผู้นำของรัฐประหารขอโทษที่ทำให้เกิดความไม่สะดวกขึ้น พร้อมทั้งให้คำสัญญาว่าจะคืนประชาธิปไตยให้กับปวงชนภายในหนึ่งปี ทั้งประกาศให้วันก่อรัฐประหารเป็นวันหยุดทั่วประเทศ ประกาศจากกองทัพที่ทำให้รัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่มีผลบังคับใช้และคำสั่งห้ามไม่ให้มีกิจกรรมทางการเมืองใดๆ สามวันต่อมามีการประท้วงต่อต่านรัฐประหารขึ้นหน้าสยามเซ็นเตอร์ มีป้ายข้อความว่า “ไม่เอารัฐประหาร ไม่เอาทักษิณ” ปรากฎว่าจำนวนผู้เข้าร่วมประท้วงมีแค่ 20-100 คน ในวันที่ 30 กันยายน ผู้ประท้วงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการขับแท็กซี่พุ่งชนรถถัง หนังสือพิมพ์ Bang…Po… สื่อที่ชอบประจบคนใหญ่คนโต รายงานข่าวด้วยทำนองเย้ยหยันว่า “รถถัง 1 แท็กซี่ 0: ดูเหมือนจะทำเพื่อประท้วงนะ” ประชาธิปไตยได้ตายไปแล้วจากเมืองไทยแต่ดูเหมือนมีเพียงคนไม่กี่คนที่จะเสียใจอาลัยอาวรณ์กับมัน
.
ย้อนกลับไปเมื่อยังอดีต ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับรัฐประหาร ประชาธิปไตย มาเป็นเวลานาน ประเทศตกอยู่ใต้เผด็จการครั้งแล้วครั้งเล่า นับตั้งแต่เมื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ประกอบไปด้วยนายทหารและข้าราชการพลเรือนระดับสูงที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศได้ทำการโค่นล้ม “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ในปี 2475 แม้เวลานั้นกลุ่มนายทหารและข้าราชการพลเรือนที่ได้ยึดอำนาจการ ประชาธิปก ก็ได้ประกาศว่า สยามจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับอารยประเทศทั้งหลายเมื่อเวลาอันสมควรมาถึง แม้ว่าผู้ก่อปฏิวัติบางคน โดยเฉพาะปรีดี พนมยงค์ ตั้งใจจะสร้างประชาธิปไตยจริงๆ แต่ท้ายที่สุด บรรดาผู้ก่อการปฏิวัติก็กลัวว่า “ความไม่พร้อม” ของประชาชนอาจจะทำให้อำนาจต้องหลุดมือพวกเขาไป
.
คณะปฏิวัติไม่ได้แค่แต่งตั้งคนของตัวเองครึ่งหนึ่งเข้าไปนั่งในสภาพผู้แทนราษฎรที่เพิ่งสถาปนามา พวกเขายังห้ามพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากนี้ฝ่ายทหารค่อยๆครอบงำคณะราษฎรและจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทางการชุมนุมและสมาคมมากขึ้น อีกทั้งไม่ยอมรับผู้เห็นต่างทางการเมืองเห็นได้จากมีผู้วิจารณ์จำนานมากถูกคดีสอบสวนแบบเชือดไก่ให้ลิงดู ถูกเนรเทศ ถูกขัง หรือถูกประหารในทันที
.
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดหลังจากญี่ปุ่นใกล้แพ้สงคราม รัฐบาลซึ่งนำโดย จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ผู้ชื่อชอบแนวคิดทางการเมืองของผู้นำญี่ปุ่นและยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพก็สิ้นอำนาจลง ในปี 2489 รัฐธรรมนูญใหม่และสภาวะสังคมที่เปิดกว้างทำให้เกิดการจดทะเบียดจัดตั้งพรรคการเมือง อีกทั้งมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ปลอดจากผู้ได้รับการแต่งตั้งเข้ามา อย่างไรก็ตามปี 2490 พิบูลได้กลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้งโดยรัฐประหารเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญใหม่และประกาศให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
.
พิบูลสามารถเอาตัวรอดจากการพยายามก่อรัฐประหารถึงสองครั้ง (2492 และ 2494) แต่อำนาจของพิบูลก็ถูกบั่นทอนลงในปี 2494 โดย “รัฐประหารวิทยุ” ซึ่งนำโดยผู้นำชั้นแนวหน้าของทหารและตำรวจ โดยมีจุดประสงต์เพื่อสกัดการมีอำนาจเพิ่มขึ้นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่พิบูลดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ได้ใช้อำนาจนำ “รัฐธรรมนูญปี 2475” และ “ระบอบประชาธิปไตยแบบต้องมีการชี้นำ” ออกมาใช้
.
สิ่งที่น่าประหลาดคือ เมื่อพิบูลถูกโค่นอำนาจเมื่อ 2500 ข้ออ้างในการก่อรัฐประหารของสฤษดิ์ก็ได้มีการโกงเลือกตั้ง สฤษดิ์ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคที่ได้รับผลประโยชน์จากการทุจริตเลือกตั้ง เขายังชื่นชอบในประชาธิปไตยน้อยยิ่งกว่าพิบูล พิบูลลังเลที่จะปฏิรูปประชาธิปไตย แต่ในด้านหนึ่งเขาก็เห็นว่าการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเป็นวิธีการขยายฐานอำนาจไปนอกเหนือจากกลุ่มผู้นำกองทัพและระบบราชการ
.
สฤษดิ์ไม่ได้มีความสนใจหรือกังวลใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับประชาธิปไตยเพราะหลังจากเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2500 ก็ไม่ได้มีการเลือกตั้งมาเป็นเวลานาน เกือบหนึ่งปีต่อมา สฤษดิ์ได้ทำการรัฐประหารตนเองและนำประเทศเข้าสู่ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ (ดูต่อได้ที่การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ: ทักษ์ เฉลิมเตียรณ) เขายกเลิกรัฐธรรมนูญและพรรคการเมือง ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบความโหดเหี้ยมทารุณและกดขี่ของการปกครองยุคสฤษดิ์ ได้นอกเหนือจากความทุจริตคอรัปชั่นของตัวสฤษดิ์เอง ในช่วงเวลาที่เขาครองอำนาจ กิจกรรมทางการเมืองทุกอย่างถูกสั่งห้ามและถูกปราบปรามอย่างรุนแรง เมื่อสภาพร่างกายสฤษดิ์ย่ำแย่ลงเพราะโรคตับแข็งเนื่องจากดื่มเหล้ามาเป็นเวลานาน ผู้สืบทอดอำนาจต่อจากเขาคือ ถนอม กิตติขจร ซึ่งเผด็จการไม่น้อยกว่าสฤษดิ์ ทั้งคู่ไม่คิดเปิดโอกาสให้เลือกตั้งและไม่สนใจที่จะใช้การเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง มีเพียงครั้งเดียวที่ถนอมจัดตั้งให้มีการเลือกตั้งในปี 2512 ก็เพราะต้องการรักษาอำนาจไว้ แม้ว่าความพยายามจะล้มเหลม ถนอมและสฤษดิ์ก็ยังมุ่งเน้นฟื้นฟูบารมีและอำนาจกษัตริย์ และช่วงเวลานี้เองมีการวางรากฐานสร้างความนิยมกษัตริย์นำไปสู่สภาวะที่ K9 ได้รับการยกย่องเทิดทูนอย่างสูงสุด
.
นับตั้งแต่ 2475 ข้ออ้างที่ถูกนำมาใช้ทำรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเหมือนว่าประเทศไทยจะได้มีโอกาสลิ้มลองประชาธิปไตยที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อเลือดของประชาชนไหลนองบนท้องถนนในกรุงเทพ การนองเลือดครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2516 เพียงแค่สองปีหลังจากถอมประกาศให้ยุบสภาพและประกาศให้ตนชนะเลือกตั้งในปี 2512 เป็นโมฆะ ในปี 2516 รัฐบาล “สามทรราชย์” (จอมพลถนอม จอมพลประภาส และพันเอกณรงค์) ทำการปราบปรามผู้เดินขบวนประท้วงอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ประชาชนจำนวนครึ่งล้านออกมาเดินประท้วงตามท้องถนนและเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกจับกุม และได้ยกระดับกลายเป็นการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมืองตามแนวประชาธิปไตย ในวันที่ 14 ตุลาคม ทหารเริ่มยิงปืนเข้าใส่ฝูงชนและสังหารผู้ประท้วงอย่างสันติมากกว่า 100 ราย เมื่อการประท้วงมีที่ว่าจะขยายใหญ่และรุนแรงมากขึ้น ถนอมจึงประกาศใช้กฏอัยการศึก แต่พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบกปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำสั่ง หลังจากที่ K9 เข้าแทรกแซงอย่างสาธารณะ (สายเกินกว่าจะรักษาผู้เสียชีวิตแต่ก็เร็วพอที่จะคุยโวถึงสถานะตนเอง) เมื่อถนอมยอมลาออก ถนอม-ประภาส-ณรงค์ จึงหลบหนีอกนอกประเทศ
.
การเลือกตั้งในปี 2518 ได้รับการยอมรับว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง นอกจากจะค่อนข้างปลอดจากข้อบังคับที่เข้มงวดในการกล่าวปราศัยและชุมนุมทางการเมือง การเลือกตั้งนี้ยังไม่มี “พรรคของรัฐ” ที่ทุ่มเงินอีกทั้งควบคุมกลไกทั้งหมดเพื่อได้มาซึ่งชัยชนะ มีการแข่งขันอย่างจริงจัง รัฐบาลที่แต่งตั้งโดย K9 ในปี 2516 เพื่อรักษาการในช่วงเปลี่ยนผ่านประกอบด้วยพรรคการเมือง 14 พรรคและไม่มีพรรคใดสามารถควบคุมเสียงส่วนใหญ่หรือมีองค์กรท้องถิ่นช่วยหาเสียง พรรคเหล่านี้ใช้วิธีเข้าหาผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นสองจำพวก คือเจ้าพ่อและหัวคะแนน เจ้าพ่อเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนที่ร่ำรวยมาจากธุรกิจผิดกฎหมายที่มีอยู่เกลื่อนเมือง พวกเจ้าพ่อสามารถเอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่อยากดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เพราะมีลูกน้องอยู่ใต้บงการนับร้อย อีกทั้งมีอำนาจควบคุมเครือข่ายองค์กรที่ซับซ้อนอย่างเช่นหวยใต้ดิน
.
สภาผู้แทนราษฎรที่ได้มาหลังจากการเลือกตั้งในปี 2518 ประกอบด้วยพรรคเล็กๆ ถึง 22 พรรค พรรคเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงเครื่องมือช่วยให้นักการเมืองมีฐานอำนาจในท้องถิ่นได้คะแนนเสียงที่พอจะมีโอกาสในการก่อตั้งรัฐบาลซึ่งคือ พรรคกิจสังคมซึ่งมี คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค คึกฤทธิ์ก่อตั้งรัฐบาลมาด้วยความยากลำบากเพราะต้องชักจูงพรรคสังกัดย่อยๆเข้ามาร่วมรัฐบาล ในที่สุดเขาก็ก่อตั้งได้สำเร็จแต่ทว่าไม่เข้มแข็งเพียงพอ ซึ่งภายในพรรคเหล่านี้ได้ส่วนแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีหรือผู้ช่วยรัฐมนตรีตามจำนวน ส.ส. ที่ตนมี มีผู้ให้ความเห็นว่าวิธีการแบ่งสันปันส่วน “รางวัล” ของรัฐบาลส่งผลสำคัญทำให้ระบบการเมืองไทยไม่มีความเป็นปึกแผ่นและไร้เสถียรภาพเป็นต้นมา
.
การปกครองภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตยชุดแรกจบลงด้วยโศกนาฎกรรมและการนองเลือดที่ไม่ต่างจากตอนเริ่มเท่าไหร่ รัฐบาลคึกฤทธิ์อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ล้ม รัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2519 ก็แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า มีพรรคการเมืองถึง 19 พรรคได้รับเลือกเข้ามา ในครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์อันมี เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรคเป็นผู้นำในการก่อตั้งรัฐบาล ซึ่งต่อมาก็อยู่ได้ไม่ถึงหกเดือน
.
แม้ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและปกครองประเทศในระหว่างปี 2516-2519 จะมีผลงานอยู่บ้าง ความไม่เป็นปึกแผ่นของรัฐบาลเหล่านี้เป็นตัวขัดขวางการตัดสินใจในเรื่องสำคัญหลายเรื่อง ความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับผู้ใช้แรงงาน การเคลื่อนไหวของนักศึกษา ในปี 2519 การเดินทางกลับประเทศของถนอมทำให้นักศึกษาออกมาเดินประท้วงอีกระลอกหนึ่ง และมีการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง แต่ครั้งนี้กองทัพไม่ได้เป็นผู้ลงมือเอง แต่ปล่อยให้กองกำลังติดอาวุธพวกกระทิงแดงและลูกเสือชาวบ้านเข่นฆ่านักศึกษาและกระทำทารุณกรรมแม้กระทั่งศพเสียชีวิตไปแล้ว K9 ซึ่งได้จัดหาเงินทุนให้กับสองกลุ่มก่อนและหลังเหตุการณ์นี้นิ่งเงียบ ก่อนที่จะลงนามรับรองรัฐประหารที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา
.
คณะรัฐประหารซึ่งเรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้จับกุมและลงโทษพวกหัวเอียงซ้ายซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และเป็นพวกที่เรียกร้องให้มีการคืนอำนาจประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน นักศึกษาและปัญญาชนจำนวนมากต้องหลบหนีออกจากประเทศ หรือไม่ก็หนีเข้าป่า และประชาชนอีกนับร้อยถูกยัดเยียดข้อหาจอมปลอมและถูกบังคับให้ขึ้นศาลทหาร รัฐธรรมนูญใหม่ให้อำนาจเกือบเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศ นายกรัฐมาตรีคนใหม่คือ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตผู้พิพาษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และมีแค่สภาที่ประกอบไปด้วยทหารและข้าราชการระดับสูงที่มาจากการแต่งตั้งเท่านั้นที่สามารถตรวจสอบได้ แต่รัฐบาลของเขาก็เสื่อมความนิยม แม้แต่ทหารก็ทนความโหดเหี้ยมทารุณของเขาไม่ได้และก่อรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง
.
ในช่วงเวลา 10 ปีต่อมา รัฐบาลที่ขึ้นครองอำนาจเป็นรัฐบาลลูกผสมซึ่งอยู่ภายใต้การครอบงำของวังและทหารมีแต่ผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากมีการนำรัฐธรรมนูณฉบับถาวรมาใช้ ก็มีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2522 ความยุ่งยากถูกแก้ไขโดยการแต่งตั้ง พลเอกเปรม ติณศูลานนท์ เป็นนายกรัฐมาตรีและครองตำแหน่งตั้งแต่ 2523-2531
.
หลังจาก 2531 ที่พลเอกเปรม ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งสมัย ในที่สุดตำแหน่งก็ตกเป็นของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทยซึ่งเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น พรรคชาติชายต้องประคองตัวให้รอดด้วยตัวเองเพราะไม่ได้ถูกหนุนหลังจากกองทัพหรือวัง แม้ว่ารัฐบาลชาติชายอาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีอำนาจในการบริหารของรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลก็ถูกโค่นล้มโดยการทำรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 นำโดยพลเอก สุจินดา คราประยูร เรียกตัวเองว่าณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) อ้างว่ารัฐบาลโกงกินและมีนักการเมืองที่ร่ำรวยผิดปกติอยู่หลายคน สุจินดาสัญญาว่าจะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนให้เร็วที่สุด แม้จะให้สัญญาแต่กองทัพก็ไม่ลังเลที่จะประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญและยุบสภา หลังจากรัฐประหารไม่มีการต่อต้านจากประชาชนใดๆ K9 ไม่ได้กล่าวอะไรเกี่ยวกับเหตุการณี่เกิดขึ้นนอกจากกล่าวว่าคณะรัฐประหารต้องไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ประชาธิปไตยไปไม่รอดอีกแล้วในเมืองไทย….
.
.
.
.
หลังจากหายจากการเขียนไปนาน วันนี้จะมาเล่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่สมัย 2475 – 2553 ฉบับภาพรวมไม่ลงรายละเอียดมาก ยังไม่แน่ใจว่าจะจบลงกี่พาร์ทแต่ตั้งใจว่าจะแบ่งแต่ละพาร์ท เนื้อความนี้ค่อนข้างยาวไม่เหมาะสำหรับคนขี้เกียจอ่านหรือไม่ชอบอ่านอะไรยาวอาจะทำให้เกิดความเบื่อหน่าย แต่รับรองว่ามันความรู้เบื้องต้นสำหรับการเข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำไมมันถึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำแล้วไม่มีการพัฒนาใดๆ ....

อ้างอิงจาก: เทวาสายัณห์: มรณกรรมของประชาธิปไตยแบบไทย แปลจาก Thailand Unhinged: The Death of Thai-Style Democracy
SHARE
Writer
Rhythmlyn
Independence
เขียนเมื่ออยากเขียน

Comments