ระยะห่างระหว่าง 7 ปี , กับผมอายุ 17 และผมอายุ 24


      ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะที่ใช้นั่งทำการบ้านเป็นประจำทุกคืน ด้านหน้าคือกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีหัวข้อสั้นๆ เขียนว่า “ตัวฉันในอีก 7 ปีข้างหน้า” การบ้านวิชาแนะแนวที่เด็กม.5 ทุกคนต้องเขียนส่งในวันพรุ่งนี้


      "7 ปีข้างหน้า" ฟังดูไม่ได้ห่างไกลนักจากตอนนี้เท่าไหร่ 
      ถ้าตอนนี้อายุ 17 ตอนนั้นก็คงอายุ 24 ดูน่าจะเป็นช่วงชีวิตที่กำลังจะต้องเป็นผู้ใหญ่ เรียนจบมาได้ไม่นาน เพิ่งเริ่มเข้าทำงานใหม่ๆ (ถ้าไม่ได้เรียนหมอหรือเรียนต่อปริญญาโทอะไร) แต่ก็ยากเหมือนกันนะ กับการที่ต้องมาคิดว่าในอีก 7 ปีข้างหน้าตัวเองเป็นยังไง กำลังทำอะไรอยู่ 
      งั้นก็เขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นแล้วกัน

“ฉันในวัย 24 ปี เพิ่งเรียนจบจากคณะภาพยนตร์ ทำงานเป็นผู้กำกับหนังที่กำลังจะได้ออกฉายในปีหน้า ฉันมีงานอดิเรกเป็นการทำเพลงกับเพื่อนๆอีก 3 คนที่ตั้งวงดนตรีกันมาตั้งแต่ม.ปลาย อัลบั้มแรกของพวกเราใกล้วางแผงในไม่ช้านี้ ฉันอาศัยอยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่งในกรุงเทพร่วมกับแมวอ้วนตัวหนึ่งที่น่ารักมาก”

      จริงๆผมอยากจะเขียนเรื่องความรักลงไปอีกสักหน่อย ว่าตัวเองกำลังคบอยู่กับ "เธอคนนั้น" หญิงสาวที่เริ่มคุยกันมาตั้งแต่ม.3 ความสัมพันธ์ในตอนนี้ของเรายังดูคลุมเครือและดูเป็นรักระยะไกล แต่ผมก็มีความฝันไว้ว่า ถ้าผมได้ไปเรียนมหาลัยที่กรุงเทพ เราน่าจะมีโอกาสได้เจอกันบ่อยขึ้นและผมคงได้จีบเธออย่างจริงจังกว่าเดิม 
      แต่มันก็ดูเขินๆเกินไปถ้าจะใส่เรื่องพวกนี้ลงในการบ้านที่ต้องส่งครู เผลอๆอาจจะโดนออกไปอ่านให้เพื่อนๆ ฟังจะยิ่งน่าอายไปกันใหญ่

      ผมเก็บการบ้านเข้ากระเป๋า แล้วทิ้งตัวลงนอนไปกับเตียง ทอดสายตามองเพดานที่ว่างเปล่า ในหัวเริ่มครุ่นคิดถึงอนาคตข้างหน้า ชีวิตมหาลัย วัยทำงาน แฟนคนแรก หลายๆเรื่องเริ่มฟุ้งซ่านตีกันในหัวเต็มไปหมด จนผมผล็อยหลับไป


      ผมเริ่มรู้สึกตัวตื่น ลืมตาขึ้นมาเจอกับเพดานห้องที่ไม่คุ้นเคย ผมพยุงตัวเองลุกขึ้นมานั่งแล้วมองไปรอบๆ พบว่าตัวเองอยู่ในห้องๆหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย เตียงนอน ผ้าห่ม หมอน โต๊ะ เก้าอี้ ตู้หนังสือ ตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างดูไม่คุ้นตา นี่ไม่ใช่ห้องที่ผมเคยอยู่ ผมเริ่มงุนงงและสับสน รู้สึกราวกับตัวเองกำลังฝัน เหมือนจะรู้สึกตัวแต่ก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ทั้งหมด ทางปลายเตียงตรงกับระเบียงที่กำลังเปิดม่านรับแดด ทำให้ผมเห็นว่ามีใครบางคนยืนสูบบุหรี่อยู่ พอมองจากข้างหลังแล้วกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก


      ผมยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงระเบียง รับแดดในช่วงเช้าเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าวันนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว จำไม่ได้ว่าตัวเองตื่นขึ้นตอนไหน ไม่มีภาพของการลืมตาลุกขึ้นจากเตียง ราวกับภาพตัดที่ไม่มีที่มาที่ไป เหมือนจะรู้สึกตัว รู้ว่าตัวเองกำลังทำหรือกำลังคิดอะไรอยู่ แต่กลับควบคุมตัวเองไม่ได้ทั้งหมด มันเหมือนกำลังฝันอยู่ 
      ขณะที่ผมเหม่อมองท้องฟ้า กวาดสายตามองรอบๆอย่างไร้จุดหมาย เสียงประตูระเบียงก็ดังขึ้น ผมสะดุ้งด้วยความตกใจรีบหันขวับไปทางด้านหลัง แล้วก็ได้เจอเข้ากับใครบางคน คนที่ทำให้ผมรู้สึกสับสนและแปลกใจ


      ผมเปิดประตูระเบียงออกไป ชายหนุ่มคนนั้นหันกลับไปหาผมตามเสียงประตู เมื่อได้เห็นหน้า ผมถึงกับหยุดชะงัก รู้สึกสับสนและแปลกใจ คนตรงหน้าผมคือคนที่ผมคุ้นเคย คุ้นเคยมากที่สุดในโลกใบนี้ เหมือนตัวเองยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ที่ไม่ได้สะท้อนตัวผมในปัจจุบัน แต่สะท้อนตัวผมที่ดูแก่ขึ้น อ้วนกว่า ผมยาว มีหนวดเครา ตัวผมในอนาคต ในมือของเขากำลังคีบบุหรี่ที่ดูดจนไหม้ไปได้ครึ่งมวน อยู่ดีๆ ผมก็มาอยู่ในห้องของตัวเองในอนาคต ผมแปลกใจมากกับสิ่งที่อยู่ระหว่างสองนิ้วนั้นที่เขากำลังคีบมันอยู่ ทั้งๆที่ผมไม่ชอบกลิ่นบุหรี่เอามากๆ และไม่เคยคิดแม้แต่อยากจะสูบ

      เขาดูงงๆกับการที่เราสองคนได้เจอกัน ผมเองก็ไม่ต่างกันนัก เราไม่รู้จะทักทายกันยังไง ใช้สรรพนามอะไรเรียกกัน แต่พอผมไปยืนอยู่ข้างๆ เขาก็ดับบุหรี่ให้ราวกับนึกขึ้นได้ว่าตัวเองในอดีตไม่ชอบกลิ่นและควันของบุหรี่

      ผมบอกว่าตัวเองอายุ 17 เขาบอกว่าตอนนี้เขาอายุ 24 นั่นมันยิ่งทำให้มั่นใจมากขึ้นว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ คงเป็นผลมาจากการบ้านแนะแนวที่เขียนไปเมื่อก่อนนอนแน่ๆ แต่ถ้ามีโอกาสได้คุยกับตัวเองในอีก 7 ปีข้างหน้า ถึงแม้จะเป็นแค่ในฝันก็คงไม่เสียหายอะไร


      เมื่อผมระลึกได้ว่าเขาคือตัวผมเองที่เด็กกว่าตอนนี้ ผมก็ดับบุหรี่ที่สูบทันที เขาบอกผมว่าเขาอายุ 17 แสดงว่าห่างจากผมตอนนี้ 7 ปี ช่วงนั้นผมคงอยู่ม.5 มีชีวิตวัยรุ่นที่กำลังสนุก ช่วงเวลาของการมีเพื่อนเยอะๆ มีความฝันหลายอย่างที่อยากทำ คงมีความคิด มีทัศนคติที่ต่างไปจากตอนนี้มากๆ ผมได้แต่นึกอยากกลับไปมีไฟ มีพลัง มีความสดใสให้ได้สักครึ่งหนึ่งของช่วงชีวิตวัยนั้นก็ยังดี


      ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่ เรียนจบในสิ่งที่อยากเรียนไหม ได้เป็นผู้กำกับแบบที่เคยอยากเป็นรึเปล่า พอเขาดูเริ่มตั้งสติได้ก็รัวคำถาม ซึ่งทุกคำถามทำเอาผมหยุดชะงัก


      เมื่อผมเริ่มตั้งสติได้ว่าคนที่อยู่ต่อหน้าคือตัวเองในอนาคต ผมจึงถามทุกคำถามที่อยากรู้ แบบที่แทบจะไว้เว้นจังหวะให้เขาตอบ แต่เมื่อเขาได้ยินเขากลับดูไม่อยากที่จะตอบคำถามเหล่านั้น เขาหยุดนิ่งคิดไปสักพัก จึงเริ่มตอบแต่ละคำถาม


      เขาเล่าให้ฟังว่าตอนนี้เขาเรียนคณะภาพยนตร์ที่มหาลัยแห่งหนึ่ง ยังเรียนไม่จบ แต่ก็กำลังพยายามทำโปรเจ็คจบอยู่ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาหลายๆอย่าง ทำให้เขาจบช้ากว่าเพื่อนไป 2 ปี ช่วงนี้ก็เลยทำงานไปด้วย ทำโปรเจ็คไปด้วย 
      สีหน้าเขาดูไม่ดีนักเมื่อพูดเรื่องนี้ ดูมีอะไรหนักอยู่ในใจ


      กว่าจะผมจะตัดสินใจตอบคำถามเหล่านั้นก็คิดอยู่สักพัก แต่ก็รู้สึกว่าต้องเล่าทุกอย่างให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา ไม่โกหก แม้ลึกๆแล้วผมจะกลัวว่าเขาจะผิดหวังในสิ่งที่กำลังได้ยิน หลังจากที่ได้ฟังคำตอบ เขาดูอึ้งไปเล็กน้อย ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร แต่ก็ถามต่อถึงชีวิตในมหาลัย ผมเล่าให้ฟังถึงเรื่องต่างๆในมหาลัย กิจกรรมทั้งหลายที่ได้ทำ การตั้งวงดนตรีกับเพื่อนในคณะเพื่อเล่นตามเทศกาลงานต่างๆ ชีวิตช่วงปี 1 และปี 2 ที่มีโอกาสได้ทำละครเวทีของคณะ ช่วงฝึกงานปี 3 ที่ได้ลองทำงานในกองถ่ายอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ช่วงปี 4 ที่ได้ทำกิจกรรมรับน้องของคณะจนได้เพื่อนใหม่ๆจากภาควิชาอื่นๆ


      หลังจากที่ผมได้ฟังคำตอบผมก็อึ้งไปบ้าง ภาพในหัวของผม คนทั่วไปในอายุย่างเข้า 24 ที่คิดไว้ คงเป็นวัยที่กำลังทำงาน เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว กำลังทำตามความฝัน 
      และใช่ ผมรู้สึกผิดหวัง

      ผมนิ่งไปอยู่พักใหญ่ ความเงียบเข้ามาแทรกระหว่างเราสองคน เป็นความเงียบที่ความคิดของผมกำลังดังก้อง ส่งเสียงอยู่ภายในใจ จนพอที่จะคิดอะไรได้บ้าง

       ถึงแม้ตัวผมในวัย 24 จะไม่ได้เหมือนกับคนทั่วไป แต่อย่างน้อยผมก็ได้เรียนในคณะที่ผมอยากเรียน ก็ถือเป็นความฝันที่สำเร็จไปอย่างหนึ่งแล้ว ผมจึงถามเรื่องชีวิตในมหาลัยด้วยความอยากรู้ เขาเล่าให้ฟังถึงกิจกรรมที่ได้ทำในมหาลัยตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 แต่ละอย่างที่ผมได้ฟัง ผมแทบจะจินตนาการภาพของตัวเองที่กำลังทำเรื่องพวกนั้นไม่ออกเลยจริงๆ ทั้งเรื่องละครเวที ทั้งกิจกรรมรับน้อง การทำงานในกองถ่ายที่ผมไม่เคยรู้อะไรพวกนี้มาก่อน หรือแม้กระทั่งการที่วันหนึ่งผมจะมีวงดนตรีที่เล่นแนวร็อคๆมันส์ๆกับเพื่อนๆ ทุกอย่างดูน่าสนุกมากๆ ถึงแม้เขาจะบอกว่าผมกับเพื่อนม.ปลาย ไม่ได้เล่นดนตรีด้วยกันแล้ว คงไม่มีโอกาสได้ออกอัลบั้มอย่างที่เคยฝันไว้ แต่การได้ฟังเขาเล่าถึงแต่ละครั้งที่เขาได้มีโอกาสเล่นดนตรีกับเพื่อนที่คณะก็ดูเป็นอะไรที่เจ๋งไม่น้อยเลยและเขาก็ดูมีความสุขกับมันมากๆ แววตาคู่นั้นฟ้องออกมาอย่างชัดเจน
      ผมฟังแล้วก็รู้สึกดีใจอยู่เหมือนกันนะ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากรู้ ผมจึงถามเขาถึงเรื่องความรัก


      เขาถามผมถึงเรื่องความรัก คำถามนั้นมันทำให้ผมนึกถึง "เธอคนนั้น" คนที่ผมเคยคุยเมื่อตอนม.ปลายและคุยมาเรื่อยๆจนกระทั่งช่วงมหาลัย ผมเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างและบอกว่าเราเพิ่งเลิกคุยเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดูเขาออกอาการผิดหวังจนผมรู้สึกได้ ก็ไม่น่าแปลกใจนักเพราะช่วงเวลานั้นผมก็ชอบเธอมากจริงๆ มากซะจนไม่ได้จินตนาการถึงวันที่เราห่างกันไปแล้วแบบนี้


      เขาตอบผมว่า เขาเลิกคุยกับเธอคนนั้นไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เหมือนเขาจะตอบไม่ตรงคำถาม แต่ก็ตรงใจราวกับรู้ว่าจริงๆแล้วผมอยากฟังอะไร คำตอบทำเอาผมหน้าชาอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็บอกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมากับเธอคนนั้นเขามีความสุขมากๆ ถึงแม้สุดท้ายแล้วเขาจะเสียใจกับความสัมพันธ์ที่จบลง แต่เขาไม่เคยเสียดายเวลาหลายปีที่ผ่านมาและเขาก็เข้าใจทุกอย่างได้ 
    เขาบอกว่า 
    แล้ววันหนึ่งผมเองก็เข้าใจมันเหมือนกัน


     เขาเริ่มถามผมกลับ ว่าช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ทำอะไรอยู่ ผมเล่าให้ฟังว่ากำลังเตรียมซ้อมดนตรีที่จะแข่งในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า เขาได้ฟังก็ยิ้มขึ้นมา ในใจผมอยากถามถึงผลการแข่งขัน แต่เหมือนเราสองคนจะรู้กันว่า ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตของผมจะดีกว่า

      เราคุยกันมามากพอจนเกิดจังหวะเงียบ แล้วเขาก็ถามผมขึ้นมา
      “ได้มาเจอตัวเองในอนาคตแล้วผิดหวังไหม”

      ผมตัดสินใจถามคำถาม ที่ผมอยากถามตัวเองในอดีตมากที่สุด นึกย้อนกลับไปผมก็ยังจำความฝันของตัวเองในวัย 17 ได้ ว่าวาดฝันตัวเองไว้สวยงาม ห่างไกลไปจากตอนนี้มากแค่ไหน มันทำให้ผมรู้สึกผิดกับเด็กคนนึงที่อยากจะมีอนาคตที่ดี ประสบความสำเร็จ ได้ทำตามความฝันของตัวเอง 
     ผมจึงถามเขาไป

     “ก็ผิดหวังนะ”
     เขาตอบแล้วนิ่งไปสักพัก

     “แต่ก็รู้สึกว่า โตมาแบบนี้" เขาผายมือมาทางผม
    "ก็ดูน่าสนุกดี มีหลายๆอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ ได้เจอหลายๆคนที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอ ดูได้ทำอะไรแปลกๆใหม่ๆตั้งเยอะ เหมือนจะมีเพื่อน มีคนรู้จักที่ดีด้วย"
     ผมพยักหน้าและยิ้มให้เขาเบาๆ ดูเหมือนเขามีอะไรอยากจะพูดอีก

      "ชีวิตมันก็คงมีช่วงที่ผิดพลาดล้มเหลวไปบ้างแหละ ผ่านมันไปให้ได้นะ ผู้กำกับที่เขาดังเอาตอนแก่ก็มีตั้งเยอะ”
      เขาหัวเราะ
      ผมหัวเราะตามไปด้วย รู้สึกสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูก



      อนาคตในอีก 7 ปีข้างหน้าจากตรงนี้ ผมคงไม่ได้จินตนาการหรือวาดฝันอะไรไว้มากเหมือนเมื่อก่อน แต่ถ้าตัวผมในวัย 17 ที่ยังมีพลังใจมากพอจะฝัน มันก็ทำให้ผมดูมีความหวังขึ้นมาบ้าง
สุดท้ายแล้วผมเองก็ไม่แน่ใจว่านี่คือความจริงหรือความฝัน แต่ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่ความฝัน มันก็คงเป็นฝันดีมากๆ ที่ได้คุยกับตัวเองที่อายุห่างกัน 7 ปี ได้แลกเปลี่ยนความฝันและความผิดหวังให้กันและกัน

     “ขอโทษนะ ที่ไม่ได้โตมาในแบบที่เคยหวังไว้”

     “อื้ม ไม่เป็นไร
     มีความสุขกับชีวิตตอนนี้ให้ได้ก็พอ” 
      ผมบอกกับตัวเอง
   
SHARE

Comments

zeenseen
10 days ago
ชอบมากกค่ะ ชอบวิธีการเขียนของการเอาเราในอดีตกับในอนาคตมาเจอกันมากๆ👍
Reply
ooo-dore
9 days ago
ขอบคุณค้าบ :-)