เว - ลา

เรามีเวลาเหลือกันอีกมากขนาดไหน ?// เรามีชีวิตมานานเท่าไหร่แล้ว คงตอบไม่ยาก

// แต่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไหร่
คงเป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้

ต่อให้เราคิดว่าความตายอยู่ตรงหน้า
และเราจะหยิบยื่นมันให้ตัวเองตอนไหนก็ได้

แต่ถ้าหากพระเจ้าไม่ให้เราตาย
และยัดเยียดลมหายใจให้เราต่อไป
การอยู่ต่อไปอีกสัก 30 ปี หรือ 50 ปี ล่ะ?
คงเป็นเรื่องที่ตลกไม่ออก 

มีความคิดอยู่สองแบบ
ที่ถูกป้อนเข้ามาในสมอง


 


• เวลามีจำกัด เราไม่รู้ว่าจะตายวันนี้หรือพรุ่งนี้ อยากทำอะไรก็รีบทำ — ฉันเคยเป็นมนุษย์ฝั่งนี้ รู้สึกถูกกดดันตลอดเวลา ชีวิตต้องมีตารางเเน่นเอียด ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า เป็นมนุษย์มัลติทาสก์

to do list ยาวเหยียดดดดถูกบรรเลง เมื่อเริ่มวันเริ่มสัปดาห์ จบวันพร้อมกับความไม่สบายใจที่มองดูช่องตารางว่างเปล่าที่ไม่ถูกขีดลงไป เพราะงานที่ไม่เสร็จ
จากที่เคยทำอะไรได้หลายๆอย่างพร้อมกัน ก็ทำไม่ได้แล้ว แม้แต่ตอนนี้ แค่ทำทีละอย่าง ยังต้องใช้เวลาใช้พลังมหาศาลในการรวบรวมสมาธิ

ฉันไม่ได้เป็นมนุษย์ฟังก์ชั่นตั้งแต่เด็ก ตอนเป็นเด็กฉันจำได้ว่าตัวเองเอาแต่วาดรูป ไม่ค่อยออกไปเล่นกับคนอื่นเพราะย้ายบ้านบ่อยย้ายโรงเรียนก็บ่อย แต่พอพ่อไม่อยู่แล้ว และชีวิตถูกวางตั้งไว้ให้อยู่กับแม่แค่สองคน — ฉันเลือกที่จะวางดินสอ สี ทิ้งเอาไว้ และตั้งใจเรียนหนังสือ ฉันหันมาเป็นเด็กที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนเมื่อตอนมัธยมต้น ทำกิจกรรมทุกอย่่าง ทำทุกอย่างที่คิดว่าดี และฉันก็ทำได้ดีทุกอย่่าง 

/ แต่นั่นไม่สำคัญหรอก /

‘เรียนดีขนาดนี้ มีความสุขมั้ย?’
คำถามที่นิสิตฝึกสอนคนหนึ่งถามฉัน

ตอนนั้นฉันอยู่ชั้น ปวช.2
ตั้งแต่ ม.ต้น ฉันรักษาผลการเรียนอยู่ในอันดับต้นๆ มาตลอด ไม่เคยต่ำไปกว่านั้นและไม่ยอมให้ต่ำไปกว่านั้น 

คำถามที่ถูกถามมา เหมือนไม่คิดอะไร
แต่มันเป็นคำถามที่กระแทกใจฉันอย่างรุนแรง
และฝังหัวฉันมาจนตอนนี้


‘มีความสุขมั้ย?’


ฉันจำไม่ได้ว่าตอบไปว่าอะไร
แต่ฉันยังคิดอยู่เสมอเลยว่า ฉันมีความสุขมั้ย กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ — วางทุกอย่างลงอีกครั้งแล้วถามตัวเองว่า เรามีความสุขมั้ย

/ คร่ำเคร่ง จน Burn out กับชีวิตตัวเอง / 


๒ 


• ชีวิต ยังมีพรุ่งนี้เสมอ — สบายๆมากขึ้น 
ผ่อนคลายมากขึ้น  
และสุดท้ายฉันก็เคลื่อนตัวไปอยู่อีกฝั่ง ...
ฝั่งตรงข้ามกับตารางที่สุดแสนจะแน่นเอียด
คือการใช้ชีวิตอย่างอิสระ เลื่อนลอย 
ฉันทำอะไรตามใจมากขึ้น รู้สึกถึงอิสรภาพที่มาทักทายพร้อมกับความฟุ้งซ่านด้วย! 

อืม 

มันอาจจะจริงทั้งสองข้อก็ได้นะ
หรืออาจจะไม่เป็นจริงเลยสักข้อ

[ ขึ้นอยู่กับว่า ; ตัวเราเอง เลือกที่จะเชื่อแบบไหน ]

 ไม่ว่าเราจะตายไป หรือเราจะอยู่ต่อ
แต่ชีวิตมันไม่ใช่การ ด้นไปเรื่อยๆ 
ตามความอยาก ตามความต้องการ 
ตามสิ่งเร้า หรือสถานการณ์ต่างๆ 

แต่มันคือการอยู่อย่่างมีเป้าหมาย
และวัตถุประสงค์


เราจะใช้เวลาที่มีอยู่ขณะนี้ไปเพื่ออะไร? 
เรากำลังทำอะไรอยู่?
ทำไปเพื่ออะไร?

มีแต่คำถามมากมายในหัวเต็มไปหมด
แล้วฉันมีความสุขอยู่หรือเปล่า?


ฉันคิดว่า ความสุขเป็นเรื่องเปราะบาง
แต่ก็หนักแน่นในเวลาเดียวกัน 

สำหรับฉันความสุขเป็นเหมือนสายลม


ในขณะที่เราคิดว่่าเรามีความสุข
ชั่วพริบตา เพียงดีดนิ้ว มันก็หายวับไป 

และในขณะที่เราไม่ทันได้คิดว่าเรามีความสุขหรือเปล่า
เราอาจเผลอยิ้มให้กับอะไรที่พัดผ่านเข้ามาเหมือนสายลม เพียงเราเดินทอดน่องไปตามถนนหนทาง
เปิดใจมองออกไป เราอาจจะได้รับความสุขเล็กๆ ที่ถูกส่งมาผ่านแม่ค้าขายพวงมาลัย หรือลูกแมวสักตัว

ยิ่งเราเปิดใจให้กว้างมากเท่าไหร่
ความสุขที่เป็นเหมือนลมก็จะถูกพัดเข้ามาได้ง่ายขึ้น
และมากขึ้น — และแน่นอนว่า เราก็ต้องยอมให้มันถูกพัดผ่านออกไปด้วยเช่นกัน

ในเชิงสถาปัตยกรรมที่ว่าด้วยการออกแบบพื้นที่ว่าง (Space) พื้นที่ ที่จะมี Ventilation ที่ดี ควรมีทางให้ลมเข้า และมีทางให้ลมออก ต้องมีช่องเปิด 2 ช่องเอาไว้เสมอ ฉันหวนคิดถึงชีวิต

ว่ามันก็เช่นนั้น : เราควรเปิดใจของตัวเองให้กว้างมากพอที่จะรับ และให้ไป 

ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ไหลเวียนเข้ามา
อาจจะทั้งสิ่งดีและสิ่งร้าย
เหมือนลมที่พัดเอาความเย็นมาพร้อมๆกับฝุ่นผง
แต่นั่นก็คือธรรมชาติของ ‘ชีวิต’
สุดท้ายมันจะผ่านไป
หลงเหลือไว้เพียงความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งนั้น แปรเปลี่ยนเป็น ประสบการณ์

• 
ย้อนกลับไปที่เรื่องของเวลาและชีวิต
มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนเกี่ยวกับความหมายของการมีชีวิตอยู่ แต่ไม่มีอะไรสำคัญมากเท่่ากับการรับรู้ความต้องการแห่งจิตใจของตัวเองเราเอง 

สำหรับฉัน การรับรู้จิตใจตัวเอง คือการเปิดใจของตัวเองให้กว้าง กว้างมากพอที่จะให้องค์พระผู้เป็นเจ้าหอบหิ้วสายลม พายุ เมฆฝน และแสงแดด พัดผ่านสาดส่องเข้ามาในชีวิตของฉัน เพื่อรับรู้ว่า ชีวิตฉันเป็นของพระเจ้าและฉันกำลังเป็นอย่างไรอยู่ในตอนนี้ — การรับรู้จิตใจสัมพันธ์กับการรับรู้ตัวตนว่าตัวเองเป็นใคร กำลังเป็นยังไง และ จะทำอะไรต่อไป 


การใช้ เวลา ที่ยังเหลืออยู่บนโลกนี้
จึงอาจไม่ใช่การวางแผน และทำตามแผน
เพราะมันไม่มีอะไรเป็นไปตามแผน และฉันไม่อาจจะฝืนทำตามแผนได้อีกแล้ว เพราะเมื่อความล้มเหลวซัดเข้ามา มันยิ่งทำให้ฉันเหนืื่อยอ่อนและท้อแท้เหลือเกิน


แต่ต่อจากนี้มันคือการค่อยๆ รับรู้เสียงที่พัดผ่านเข้ามา
ใช้ชีวิตด้วยความจริงใจ รับฟังเสียงข้างในตัวเอง ค่อยๆลงมือทำ ค่อยๆ ก้าวขาเดินไปตามจังหวะที่มันควรจะเป็น ตามเสียงที่มาจากข้างในหัวใจ ซึ่งมีเพียงเราที่รู้ว่า เวลาไหนควรเต้น ควรวิ่ง ควรเดิน หรือควรหยุดเพียงเพื่อโยกไปมากับที่ หรือหยุดนิ่ง

( เสียงนั้นในเชิงจิตวิญญาณคือการรับเอา Holy Spirit หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเข้าสู่ภายในชีวิต )

เรียนรู้การกลั่นกรองเสียงที่มาจากภายนอก ที่คอยหลอกล่อชีวิตของเรา ให้หลงทาง ฉันเชื่อมั่นว่า หากเราตั้งมั่นคงในเสียงที่มากจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ (Holy Spirit) เราจะไม่หลงทาง

ทางที่ว่่า ไม่มีใครรับรองว่ามันจะสวยงามและสะดวกสบาย — แต่ทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต
ทางที่ฉันมีพระเจ้า ทางที่มีพระเยซูคริสต์ คอยนำทางและสอนฉัน ให้เดินไปในหนทางที่ยากลำบากของชีวิตในโลกนี้


ยิ่งเขียนก็ยิ่งยืดยาว
เพราะความคิดมันทำงานไม่หยุดหย่อน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คงคุยกันไปได้ยาวๆ
และเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ
ตลอดชีวิต

คงจบไว้เท่านี้
เเละพักนิ้วมือ เพื่อเงยหน้าใช้ชีวิตต่อไป
ไว้แวะมาใหม่นะ :-)

Ps. 
อีกหนึ่งเรื่องที่เราเรียนรู้ในการคุยกับตัวเอง
นอกจากการเขียน Diary Log คือการ ทำ Diary  ในรูปแบบเสียง เป็น Audio Journal 
บางวันเราไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเขียนจริงๆ แต่เรายังต้องการคุยกับตัวเองหรือระบายสิ่งที่อยู่ในความคิดจิตใจออกมา เราสามารถฟังตัวเองได้ซ้ำๆ ซึ่งเราพบว่ามันช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น 

นี่ก็เป็นอีกเรื่อง ที่เราค้นพบ เป็นเหมือนอุปกรณ์ในการช่วยดูแลจิตใจตัวเองอีกทางหนึ่ง



ขอให้ทั้งคุณและฉันได้ยินเสียงหัวใจตัวเองมากขึ้นในทุกๆวัน ขอให้ทั้งคุณและฉันก้าวเดินอย่างหนักแน่นมั่นคง ขอให้ทั้งคุณและฉันอยู่รอดปลอดภัย จากอันตรายที่คุกคามจิตใจและวิญญาณของเรา ขอให้ทั้งคุณและฉันแข็งแรงมากขึ้น ไม่ว่าต่อจากนี้จะเราเจออะไรก็ตาม 

ขอให้เราไม่ลืมว่า
ทุกสิ่งพัดผ่านเข้ามา
และจะผ่านไป

ทั้งสุขและทุกข์เลย







SHARE
Written in this book
RECTANWRITE
non-fiction
Writer
PANPANMEME
extraordinary,honey skin☽
christian journal ᴥ part time designer ; full time dreamer

Comments

Babyymildd
1 month ago
❤️
Reply
PANPANMEME
1 month ago
🌷
PresentToyou
1 month ago
ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ผ่านงานเขียนที่แสนปราณีตและถ่ายทอดความคิดดีๆนะคะ 😊
Reply
PANPANMEME
1 month ago
ขอบคุณมากๆเหมือนกันนะคะ ที่แวะเข้ามา
แอบเขินเลย ที่บอกว่าปราณีต , เคยคิดว่าตัวเองคิดยุบยิบเกินไปด้วยซ้ำ แต่พอคุณบอกว่างานเขียนเราแสนปราณีต ก็รู้สึกว่า นั่นก็เป็นข้อดีสินะเนี่ย :-) ฮะเย้
mectiar
14 days ago
:💐)
Reply
PANPANMEME
13 days ago
🌷🌷